67 ข้อ
Catalyst 19
67 ข้อ
ข้อสันนิษฐาน
หลายๆครั้ง เหตุการณ์และเรื่องราวที่อยู่รอบๆตัวเรา มักจะพูดอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีความหมายใดๆกับมันก็ตาม
“โลก” พูดคุยกับคนทุกคน
แต่ไม่ใช่คนทุกคนที่ได้ยิน
แต่หากเผอิญได้ยินแล้ว การเอาข้อสังเกตที่ได้มาเรียงต่อๆกัน ก็อาจจะพลอยชักชวนให้คนอื่นลองเงี่ยหูฟังตามไปด้วย
…ก็เป็นได้
หากเพียงลองเงี่ยหูฟัง…
ข้อสังเกตทั่วไป
- สิ่งที่เราเป็น ขึ้นอยู่กับว่าเราเกิดกับใคร 70 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ
- การมองเวลาเป็นวัตถุเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์จดจ่ออยู่กับการก้าวไปข้างหน้า
- การตลาดทำให้คนเชื่อว่าเงินซื้ออะไรที่นอกเหนือจากสิ่งของได้
- อดีตและอนาคต เป็นความหวาดกลัวที่พวกเราทุกคนล้วนมีร่วมกัน
- สุรามีไว้เพื่อลืมว่าก่อนดื่มสุรานั้นเราเป็นใคร
- การคาดหวังให้คนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง เป็นต้นเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งปวงล้มเหลว
- พลังงานที่คนเราใช้ในการเถียงกันว่าใครคิดถูกนั้น สามารถเอาไปใช้ทำในสิ่งที่แต่่ล่ะฝ่ายคิดว่าถูกให้สำเร็จไปได้หลายรอบ
- ความสุข แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่อีกชื่อหนึ่งของความไม่ทุกข์
- เหตุผลจะเกิดก่อนการกระทำ และข้ออ้างจะตามมาทีหลัง
- การแต่งงานคือการยอมที่จะสูญเสียบางส่วนของตัวเอง เพื่อให้ส่วนที่เหลือสามารถประติดประต่อกับอีกฝ่ายได้พอดี
- ความรักถูกมองเป็นสิ่งละเอียดอ่อน หากแต่แท้จริงแล้วคนที่หยาบเลวที่สุดก็ยังรักเป็น
- เวลามีคนมารัก เราจะตัวใหญ่ล้นฟ้า แต่เวลาเรารักใคร ตัวเราจะเหลือเล็กนิดเดียว
- เมื่อเริ่มต้น นักอุดมการณ์ทุกคนจะกล่าวโทษทุนนิยมเสมอ
- “รัฐบาลที่ดี” ไม่น่าจะมีจริง หรือหากมีก็ไม่น่าจะหมายถึงรัฐบาลที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนดี
- การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีสองประเภท ประเภทที่เรามองเห็น และประเภทที่เรารู้สึกได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะสนใจแค่การเมือง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทที่เรามองเห็นแต่เพียงอย่างดียว
- “ชาติ” และ “ศาสนา” เป็นต้นเหตุของสงครามทุกสงคราม
- องค์กรสุดขั้วทางการเมือง มักจะดึงดูดผู้คนที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง
- เมื่อเหตุผลทั้งปวงไม่สามารถใช้อธิบายบางอย่างได้ การใช้ความรู้ก็เป็นสิ่งพึงกระทำ
- คนเราเป็นอะไรก็ถือว่ามีศักดิ์ศรีหมด ขอแค่เพียงเป็นของแท้
- ผู้ที่วิจารณ์บุคคลอื่นโดยไม่แสดงตัวนั้น ความจริงสมควรจะเป็นผู้ถูกวิจารณ์เสียเอง
- เราทุกคนสามารถเปลี่ยนโลกของคนอีกคนได้เสมอ
- พ่อแม่ที่รักลูกมากที่สุด คือพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกหัดเดินเอง
- ความล้มเหลวเป็นตัวแปรคงที่ของการเริ่มต้น
- คนที่พยายามตลกอยู่ตลอดเวลา มักจะเป็นคนที่ไม่เคยขุดหาความรู้สึกที่อยู่ภายในของตัวเอง
- ความฟุ้งซ่านและล่องลอยเป็นโรคระบาดแห่งยุคสมัย ทั้งๆที่เราอยู่ในยุคที่ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งต่างๆให้เราทำตลอดเวลา
- ความหวาดกลัวที่จะเด็ดเดี่ยว เป็นต้นตอของความโดดเดี่ยวในฝูงชน
- พระเจ้าเป็นมโนภาพที่เปลี่ยนให้คนทุกคนกลายเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้
- ครอบครัวมักจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่ออยู่ห่างไกลกัน
- ในการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว จะมีฝ่ายหนึ่งที่กำลังทะเลาะ และอีกฝ่ายที่แค่พยายามสื่อสารกับฝ่ายตรงข้าม
- การทำดีเพื่อสนองความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อผลลัพธ์นั้น เป็นแค่ความเห็นแก่ตัวรูปแบบหนึ่ง
- คนเราแต่ล่ะคนเดินสวนกันบนจุดเดียวกันในท้องถนน แต่สิ่งที่เราเห็นนั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ความคิดเห็นต่อตัวเราที่สำคัญที่สุดก็คืออันที่เป็นของเราเอง
- มองตัวเองให้ใหญ่พอ เพื่อให้เชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และให้เล็กพอ เพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้วิเศษอยู่เหนือคนอื่น
- ข้อคิดหรือคำพูดของผู้มีชื่อเสียง หากว่าเราเห็นด้วยกับมันแล้ว เรามักจะปฏิบัติต่อมันเหมือนข้อเท็จจริงมากกว่าความคิดเห็น
- เราไม่ได้เห็นสรรพสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น แต่เราเห็นมันตามสิ่งที่เราเป็น
- ผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง มักจะไม่ยกมาตราหรือตัวเลขใดๆในหลักธรรมมาอ้าง
- “ความแน่นอน” ในจิตใจ เป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่า แต่ก็เป็นตัวกำเนิดอัตตาที่อันตราย
- การด่าทอผู้มีอำนาจ มักจะทำให้ได้เสียงชื่นชมตามมามากว่าการเอาตนออกไปแก้ปัญหาที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถแก้ได้
- ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นยากที่ลอกเลียน
- อุดมการณ์ที่ตายตัว เป็นเพียงเครื่องมือให้คนที่เกียจคร้านในเชิงความคิดได้รู้สึกดีกับตัวเอง
- เป็นเรื่องน่าแปลก ที่ความรู้สึกเดียวดายนั้นกลับกลายเป็นตัวแปรเดียวที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าหากัน
- การถ่อมตัวมากเกินไป บางครั้งก็เป็นการปล่อยโอกาสที่เราจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นให้หลุดลอยไป
- ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นตาม “การคาดหวัง” และความสุขจะเพิ่มขึ้นตาม “การยอมรับ”
- เราแก่ขึ้นทุกครั้ง เมื่อสิ่งที่ทำให้เรายิ้มหายไปจากโลกนี้อีกหนึ่งสิ่ง
- “ความดี” เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ หรือว่าไปยุ่งกับสิ่งที่เป็นความดีของผู้อื่น
ข้อสังเกตส่วนตัว
- คำพูดสรรเสริญของคนอื่นจะเป็นยาพิษต่อจิตใจ หากว่าลึกๆแล้ว เรารู้ตัวว่าเราไม่สมควรได้คำชมเหล่านั้น
- การดูแลคนจริงๆที่อยู่ข้างๆตัวเรานั้น ยากเย็นกว่าการดูแล “อุดมการณ์” หรือว่า “ประชาชน” อยู่มาก
- อย่าพยายามพูดในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปช่วยเหลือคนที่เราไม่เข้าใจ และ อย่าทิ้งให้ความไม่เข้าใจเหล่านั้นให้หมกตัวอยู่โดยไม่ได้รับการบรรเทา
- ไม่มีลูกคนไหนที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะพยายามหลีกหนีเงาของบุพการีมากเท่าไหร่ก็ตาม
- การเขียนหนังสือทำให้ได้เจอสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนว่าอยู่ในหัวสมองเรา
- บทความหนึ่งชิ้นใช้เวลาเขียนสิบชั่วโมง แต่ใช้เวลาในการรวบรวมวัตถุดิบยี่สิบกว่าปี
- เพลงหนึ่งอัลบั้มใช้เวลาทำปีครึ่ง เพลงหนึ่งเดือนครึ่ง เนื้อเพลงหนึ่งวรรคใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง และวันหน่ึงควรมีเวลาฝึกเล่นอย่างน้อยสามชั่วโมงครึ่ง ส่วนคนดาวน์โหลดเพลงใช้เวลาโหลดครึ่งชั่วโมง และฟังอีกครึ่งชั่วโมง
- คนหลงตัวเองจะไม่ยอมให้อภัยตัวเอง เพราะเขามองตัวเองว่าไม่สามารถผิดพลาดเหมือนกับคนอื่นๆได้
- การไปประกวด 50 หนุ่ม cleo เพื่อโปรโมตเพลงวงตัวเอง สำหรับบางคนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดมากอะไร แต่สำหรับบางคน มันก็เป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงแท้ของจิตวิญญาณของตน
- ความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับความจำเป็นในการขับถ่ายนั้นมีหลักฐานสนับสนุนอยู่มากพอสมควร
- ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ จะจบลงด้วยการให้ฝากอะไรถึงวัยรุ่น แม้ว่าจะฝากไปสิบกว่าอย่างแล้วก็ตามในคำถามก่อนหน้า
- การพูดถึงสิ่งที่ตัวเองมีแล้วบวกจำนวนเข้าไปอีกหนึ่งเสมอนั้น แสดงถึงอาการที่ไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในทุกๆทาง ต้องหาทางแก้ไขโดยเร็ว(เช่นได้เกรด 3.7 ก็บอกว่า 3.8 , หนังสือได้พิมพ์ 4 ครั้งก็บอกว่า 5 ครั้ง เป็นต้น)
ข้อสังเกตไร้สาระ
- แฟชั่นเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนมีหน้าตาเหมือนกัน
- คนเราส่วนใหญ่มักจะร้องเพลงที่ตัวเองด่าว่าปัญญาอ่อนได้เกือบทั้งเพลง
- คนไทยบ้าเกาหลี แต่คนเกาหลีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเลย
- ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่พอใจในรูปถ่ายของตัวเอง
- ผู้ชายยอมรับในสรีระที่ไม่สมบูรณ์แบบของผู้หญิงได้มากกว่าที่ผู้หญิงเข้าใจอยู่เยอะ
- คนไทยรักสุขภาพมาก เพราะว่าเราเซ็นเซอร์คนดูดบุหรี่ในทีวี แต่ยอมให้ผู้หญิงมาตบแย่งผัวกันหลังข่าวทุกคืน
- หมามักจะกระโดดเข้าร่วมเพศกับท่อนขาของคนที่ตัวเล็กมากกว่าของคนตัวใหญ่
- ศิลปินไทยมักจะทำอะไรออกมาคล้ายๆกัน เพราะกลัวตลาดรับไม่ได้ แต่ก็น่าแปลก ที่ในหมู่เพลงที่คล้ายๆกันนั้น สุดท้ายก็ไม่มีใครดังสักคน
- ดาราไทยหน้าใหม่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหม่ในอัตตราเฉลี่ยวันละสามคน
- ผู้ชายในทุกวัฒนธรรมในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมชอบเอาความเป็นเกย์มาล้อเลียนกัน
ข้อสรุป
- การตั้งข้อสังเกตุต่างๆจะนำไปสู่การไม่เห็นด้วย
- คุณจะทะเลาะกับผมอยู่ในหัว
- และท้ายที่สุด เราทั้งคู่ก็จะฉลาดขึ้น
เพลง Too long : Rhashomon
เพลง too long โดย Rhashomon (ราโฌมอน)
ฟังได้ที่นี่
เมื่อตอนวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูบ้านเมืองของเราแล้วก็เศร้าใจ ดูข่าวไปก็แทบจะร้องไห้
แต่สุดท้ายพอถามตัวเองว่า “จะช่วยอะไรได้บ้าง” ก็ไม่รู้คำตอบ
สุดท้ายก็ได้แต่ช่วยกับเพื่อนๆในวง Rhashomon (ราโฌมอน) ของผม (สิงห์ สิน และฟ้า) ทำเพลงนี้ขึ้นมา
และหลังจากที่ได้รับ ฟอร์เวิร์ดเมล “&” มา ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยส่งข้อความนี้ออกไปในรูปแบบที่ตัวเองจะทำได้ เพื่อว่าอย่างน้อยเราก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเรารู้สึกอย่างไร (หากใครยังไม่ได้อ่านเมลนั้นก็อ่านที่แปะมาข่างล่างนี้แล้วกัน)
เลยได้ทำ clip video นี้ออกมา เพราะว่าอยากให้ทุกคนได้ฟัง และเพื่อสนับสนุน campaign online “&” ครับ
“&” สิงห์ Rhashomon
(วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล)
ถ้าชอบก็ขอร้องว่าช่วยๆกันก็ทำเป็น forward mail ส่งๆกันไปหน่อยนะครับ ขอบคุณมาก
ฟังเพลงเราเพลงอื่นได้ที่ www.myspace.com/rhashomonband
หรือถ้าชอบเพลงนี้ โหลดฟรีได้ที่ link นี้นะ : http://cid-cfb1db0bac004630.skydrive.live.com/self.aspx/Public/Too%20long.mp3
Forward Mail: “&”
“&”
คุณมีความรู้สึกแบบนี้รึเปล่า?
“อยากช่วย… แต่ทำไงฟะ”
&
“เซ็งเป็ด”
&
” แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”
&
” อยากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้“
&
“เมืองไทยที่กรูโตขึ้นมาตอนเด็กๆมันหายไปไหนเนี่ย”
&
“ประเทศไทยมา D.I.Y. กันดีกว่า
&
“ฯลฯ”
…คำถามก็คือ
คุณรู้ตัวไหมว่ามีคนที่คิดแบบเดียวกันนี้ในสังคมไทยเยอะมาก?
และคำถามที่สำคัญกว่า…
ทำไมพวกเราถึงรวมพลังกันไม่ได้เลย?
“&”
“บ้านเราเป็นของใคร”
นักการเมือง & เศรษฐี & ฝ่ายโน่นนี่
& เด็กชายดำ
& ป้าแห้ว
& นายหนุ่ย
…
&
“เรา”
&
“คุณ”
มาร่วมกันแสดงความเป็นเจ้าของสังคมด้วยการเอาเครื่องหมาย “&” ไปเป็นของคุณ
เพียงเปลี่ยนชื่อ หรือ status ใน
msn, google talk, hi5, facebook, myspace, webboard username,
post ใน blog, หรือ ฯลฯ
(ดูตัวอย่างได้ใน facebook, hi5 และ MSN ได้จากรูปที่แนบมากับเมล)



“&” ไม่ใช่ของกลุ่มใด แต่เป็นของเราทุกคน
“&” เป็น “เพียงเครื่องมือ” ที่จะช่วยให้เราทุกคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกัน สามารถอยู่ร่วมกันและสามารถบอกสังคมให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราได้
และหากคุณเริ่มใช้ & ตอนนี้ อีกไม่นานคุณก็จะพบว่ารอบตัวมีคุณที่ “รู้สึก” เหมือนกันอยู่อีกมากมาย
หากเห็นด้วย กรุณาส่งต่อ และนำ “&” ไปเป็นของคุณ
“&”
เพลงเสร็จเยอะแล้ว
ตอนนี้เพลงเสร็จไปหลายเพลงแล้วครับ ยังไม่ได้เริ่มโปรโมทเลย แต่เข้าไปฟังกันก่อนได้เลยที่
คิดว่าอีกเดือนสองเดือนถึงจะเริ่มมี mv ออกมาให้ได้ดูกัน
ถ้าชอบก็ส่งกันไปต่อๆด้วยเน่อ thank you
อ้อ แล้วก็ขอบคุณคนที่มาเม่ื่อวันเสาร์ด้วยครับ กับเจ้าของช่อดอกไม้ลึกลับด้วย (ใครก็ไม่รู้นิ) งานหน้า วันที่ 25 เมษาที่ central world 14.50 ครับผม
แล้วก็นี่ ปกตอบตามใจ กวนตีนโคตร ชอบมาก

ไปเซ็นวันที่ วันเสาร์ที่ 4 เม.ย. เวลา 13.00 น. – 14.00 น.
และวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. เวลา 14.00 น. – 15.00 น.จ้ะbooth อมรินทร์ เจ้าเก่า
เล่น concert วันเสาร์นี้

งานแรกของวงครับ ตื่นเต้นทีเดียว ใครว่างก็มาแล้วกัน เล่นที่ทองหล่อ เพลงยังไม่เริ่มโปรโมทจนกระทั่งเมษาน่ะครับ
Mass morality
ตอบตามใจ ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการแล้วเน่อ ไปเซ็นรวมเล่มวันที่ 4-5 เมษาที่งานหนังสือครับ บู๊ทอมรินทร์ครับผม ใครสนใจก็เชิญ คิดว่าปลายปีเดี๋ยวคงจะได้ออกอีกเล่มครับ
Catalyst 16
ศีลธรรมสาธารณะ (Mass Morality)
ความดีนั้นเป็นสิ่งลึกซึ้ง…
ไม่ใช่เพียงเพราะความดีทำให้ชีวิตของบุคคลเปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย ทั้งสำหรับตัวเขาและผู้อื่น
ไม่ใช่เพียงเพราะความดีนั้นเป็นต้นเหตุความสุขทั้งมวลของมนุษย์ ที่วัตถุจำนวนมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้
แต่ความดีนั้นเป็นสิ่งที่แสนลึกซึ้ง
เพราะว่าความดี…
…เป็นเรื่องส่วนตัว
หลายศตวรรษในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เราเคยพยายามถกเถียงกันว่าความถูกต้องคืออะไร
…การให้
…ความรัก
…การละทิ้ง
…หรือการรับใช้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
จวบจนปัจจุบัน ข้อสรุปก็ยังคงดูเลือนราง และแม่ว่านานแสนนานเท่าไหร่ เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นมนุษย์ทุกหมู่เหล่าหันมาสร้างข้อตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าสิ่งที่จะเรียกว่าเป็นความดีได้นั้น จะต้องมีข้อกำหนดเช่นไรบ้าง
ศาสนาต่างๆได้เกิดขึ้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถแน่ใจได้เองว่าสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นความดีนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องถูกหรือผิด
ความมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ชอบธรรม และแท้จริง เป็นทรัพย์สินทางจิตวิญญาณที่แสนจะล้ำค่าสำหรับมนุษย์ ไม่มีอะไรจะทำให้เราสุขใจไปได้มากกว่าการค้นพบความหมายของชีวิตผ่านทางการทำ “ความดี” อีกแล้ว
อุดมการณ์การเมือง ลัทธิชาตินิยม หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบในห้องเรียนของเด็กประถม บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็มีบทบาทต่อจิตใจคนในรูปแบบที่ไม่ต่างจากศาสนาไปมากนัก
เราต่างอ้อนวอนขอเสียงกระซิบเบาๆจากบางสิ่ง…
เสียงที่จะบอกเราว่า “ความถูกต้อง” คืออะไร
เป็นเสียงกระซิบจากบางสิ่งยิ่งใหญ่กว่า…
….มิใช่เสียงจากมนุษย์ผู้อื่น หรือว่าจากสามัญสำนึกของตัวเราเอง
ต้นเสียงเหล่านั้นมันไม่เคยดีพอสำหรับเรา…
ความมั่นคงทางศีลธรรม… คือสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากเสียงกระซิบเหล่านั้น
สำหรับหลายๆคน สิ่งนี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องปกปักษ์รักษาไว้ยิ่งชีวิต
…และในบางครั้ง “การต่อสู้” ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ความดีเป็นเรื่องส่วนตัว
นี่ไม่ใช่สัจพจน์ หรือว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จะเป็นก็เพียงอีกหนึ่งความคิดเห็นส่วนตัวของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น
และหากเราจะตั้งจุดยืน ว่าความคิดนี้เป็นแนวทางเดียวที่ถูกต้อง โต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายแล้วประโยคที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากสิ่งอื่นๆที่กำลังจะถูกวิจารณ์หลังจากนี้ไปมากนัก
หากแต่เราลองพิจารณาแนวคิดนี้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ตรงกันข้ามดู เราอาจจะสามารถเข้าใจ หรือแม้กระทั้งเห็นด้วยกับประโยคประโยคนี้ก็เป็นได้
เมื่อความดีไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง…
เมื่อเริ่มต้น…
มันจะเริ่มต้นจากคนๆหนึ่งที่สงสัยว่าตัวเองจะสามารถสร้างความหมายให้กับเวลาเล็กๆน้อยๆที่ได้รับมาในโลกใบนี้อย่างไรได้บ้าง เขาจะเริ่มต้นด้วยเรื่องง่ายๆ เฉกเช่นการช่วยเหลือคนรอบๆตัว วิ่งไปซื้อของให้กับผู้เป็นแม่ หรือไม่ก็ช่วยเพื่อนบ้านดูแลบ้านเวลาพวกเขาไม่อยู่
แน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้มันอาจจะทำให้เขารู้สึกดีได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป มันจะไม่เพียงพอในการทำให้เขาได้รับรู้ความหมายของตนเอง
ณ จุดนี้ความดีของเขาจะยังคงอยู่เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ ซึ่งตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มันจะไม่เพียงพอในการขจัดความกังขาในการกระทำของตัวเองไปได้อย่างหมดสิ้น
“สิ่งที่ฉันทำอยู่นี่มันใช่หนทางที่ถูกต้องไหม? ฉันจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือเปล่า?
อะไรบ้างที่จะทำให้ชีวิตของฉันมีความหมาย?” …
…เขาจะเอ่ยถาม
และเขาจะเริ่มมองหาหลักการต่างๆที่มีอยู่อยากหลากหลายในโลกไปนี้ โดยส่วนใหญ่มันจะเป็นหลักการที่สังคมรอบๆตัวเขาให้ความยอมรับอยู่แล้ว ณ จุดนี้เองที่ความถูกต้อง “ในโลกของเขา” จะเริ่มมีความสัมพันธ์กับความถูกต้องใน “โลกภายนอก”
ปรัชญาการเมือง ศาสนา อุดมการณ์ หลักคิด จะเริ่มมีผลกับความดีในชีวิตของเขา
ความสงสัย จะเริ่มถูกแทนที่ด้วยศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน และความหวาดกลัวจะถูกผลักไสด้วยการกระทำที่ไม่ถูกฉุดรั้งด้วยความลังเล
มาถึงจุดนี้ หากว่าความถูกต้องของเขายังคงเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่…
…เขาก็จะยอมรับได้ ว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้น มีไว้เพื่อตัวเขาเพียงคนเดียว และนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้โลกของเขามีความหมาย
…เขาก็จะมองเห็น ว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไขว่คว้าหาความหมายดังเช่นที่เขาทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่เหมือนกันหรือไม่
แต่ทว่า การกระทำเช่นนั้น มันก็เท่ากับเป็นการยอมรับ ว่าความเชื่อของเขานั้น อาจจะไม่ใช้หนทางอันชอบธรรมหนทางเดียวในจักรวาลนี้ก็ได้ และนั่นเท่ากับเป็นการผลักตัวเขาเองกลับไปยังจุดที่เขาเริ่มต้นอีกครั้ง จุดที่เต็มไปด้วยความกังขาและความไม่มั่นคง
ซึ่งแน่นอน ว่าหากว่า “ความดี” ของเขา เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาจากตัวเขาเอง ไม่มีผู้ใดได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่เขาจำต้องรู้สึก
แต่นี่ก็คือสิ่งที่จำต้องเกิด เมื่อเขาปล่อยให้ศีลธรรมสาธารณะเข้ามาครอบงำการค้นหาความหมายของชีวิตเขา
และมันเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่แทบจะทุกครั้งไป ความมั่นคงทางศรัทราอันเกิดจากหลักการที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วนั้น มักจะมีข้อผูกมัดที่ว่าด้วยสภาวะของโลกที่ควรจะเป็นตามติดมาด้วยเสมอ
นายทุนต้องสูญสิ้น… พระเยซูคือหนทางเดียวในการเข้าใกล้พระเจ้า… ชาวยิวเป็นกาฝากสังคม…
…
เสื้อสีแดง… หรือเสื้อสีเหลือง…
เพียงเพราะเราทุกคน ต่างต้องการความหมายมาเติมเต็มจิตวิญญาณ ต้องการเสียงกระซิบจากเบื้องบนมาบอกว่าตัวเรานั้นคือความชอบธรรม
การต่อสู้เพื่อศรัทธา เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในสังคมมนุษย์ และก็คงจะเกิดอีกเป็นพันๆครั้งหลังจากนี้ต่อไป
ทั้งหมดนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่แสนเศร้า เพราะจริงๆแล้ว เรื่องราวแห่งความเกลียดชังทั้งหมดนี้สามารถถูกหลีกเลี่ยงได้ หากมนุษย์ยินดีที่จะตั้งคำถามง่ายๆเพียงคำถามเดียวกับศีลธรรมสาธารณะทุกประเภทที่เราทุกคนช่วยกันคิดค้นขึ้นมา
“ทำไม…”
เพียงคำถามเดียว…
…เท่านั้นเอง
บางทีเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะไม่มีตรรกะนัก และอาจจะเกิดขึ้นในข้อกำหนดที่มากมายจนเกินความเป็นจริง บางทีศีลธรรมสาธารณะทั้งปวงก็อาจจะไม่ได้นำไปสู่ความเกลียดชังตามที่ได้กล่าวมาเสมอไป
และบางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหากเราจะเริ่มต้นตั้งคำถามกับชีวิตจากหลักการหรือแนวคิดที่มีมาอยู่แล้วอยู่ก่อนหน้า
แต่เราต้องไม่ลืม ว่าศรัทธาที่แข็งแรงและบริสุทธิ์นั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เราได้ยินมา
ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือความเชื่อที่เกิดมาจากความกังขา ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพียงเพื่อทำลายล้างความกังขาเหล่านั้น
หากเราทำเช่นนั้นได้ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
หากเราสามารถยอมรับได้ว่า “ความดี” ที่เรายึดถือนั้น เป็นของเราคนเดียว และเพียงแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว
มัน…
ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ไม่ได้ up เสียนาน
ไม่ได้เข้ามาเช็คตั้งนานด้วยนิ คนหายไปไหนหมดล่ะนี่ หรือว่าเป็นนักเขียนจะขาลงแล้ว 55 (ดีครับ จะได้เป็นนักดนตรีขาขึ้น) ตอบตามใจออกเดือนมีนานี้นะครับ ใครจะถามก็รีบถามเน่อ จะจบคอลัมน์แล้ว ใครสนใจก็ไปเจอกันที่งานหนังสือนะครับผม ปลายเดือนมีนา บู๊ทอมรินทร์ ที่เดิม
ป.ล. ยินดีกับน้องมายด้วยเน่อที่สอบติด โชคดีครับ
Catalyst 15
เดี่ยว
ปรัชญามากมายที่พยายามเป็นตัวแทนของการแสวงหาคำตอบ
ความเปลี่ยวเหงาที่ไม่เคยจบสิ้นของผู้คน
ความเอ่อล้นของสิ่งว่างเปล่าในชีวิต…
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากหนึ่งคำถาม…
…หากแต่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกันนั้นไม่
“เราเป็นใคร”
คำถามอมตะที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย มันถูกเอ่ยถามบ่อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่แสนจำเจ
แต่ถึงแม้จะถูกพูดบ่อยเท่าไหร่ ความลึกซึ้งของประโยคคำถามสามพยางค์นี้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปตามจำนวนการใช้ที่มากมายมหาศาลของมัน …
…อย่างน้อยก็ในสายตาของมนุษย์
ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยยิ่งเลยผ่าน ยิ่งเราถามคำถามนี้มากขึ้นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นเหมือนว่าเราจะยิ่งถูกสายลมเบาๆ พัดพาออกไป ให้ค่อยๆลอยห่างจากคำตอบที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น
เรารู้จักตัวเองมากแต่ไหน
หากไม่ใช้เรา…
…แล้วใครเล่า จะเข้าใจ
ในฐานะมนุษย์หนึ่งคน ผมใช้ชีวิตรวมหมู่ดังเช่นที่ทุกๆคนทำ ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย ในถนนที่ผมเดิน ก็มีผู้คนย่ำก้าวเดินสวนทางมา และในที่ที่ผมทำงาน ก็มีอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ล่ะวัน ทำหลายๆสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับตัวผม
เส้นทางของเราล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกัน หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่าคนเรานั้นไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบ่งแยกออกจากกันและกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว องเรา่คล้ายคลึงกันกับผมคลึงกัน ด้แตกต่างกันมากนัก
แต่ถึงแม้กระนั้น ความเปลี่ยวเหงากลับไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนทุกคน หลายครั้งที่เราต้องนั่งอ้างว้างเดียวดาย รู้สึกเหมือนเศษธุลีของจักรวาลที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
ความรู้สึกนี้ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเท่าไร
ความเหงาเป็นตัวแปรคงที่ในสมการของชีวิตคน
และความจริงข้อนี้ที่ผมสังเกตเห็น ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้
“ทำไม…”
ความอยากทางเพศ… เรายังพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณในการสืบพันธ์
ความตาย.. ก็ยังสามารถเข้าใจ ว่ามันคือการควบคุมพลวัตรของทุกสรรพสิ่งในโลก
หรือแม้แต่ความรัก …หากมันจำเป็นจะต้องมีเหตุผล เหตุผลนั้นก็คงจะไม่ได้แตกต่างจากความอยากทางเพศไปมากนัก
หากแต่ความเหงา…
หากมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับพระเจ้าอยู่จริง…
…ทำไมนะ คนเราถึงถูกออกแบบมาให้อยู่กับมัน
ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย…
ผมอยู่กับแม่ พี่ชาย และแม่บ้านอีกสองคน ตามปกติของทุกครอบครัว เรารักกัน เราห่วงใยซึ่งกันและกัน และเราพูดคุยกันเป็นปกติ แม่ของผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของคนทุกคนในบ้านมาก แม่จะพยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตร่วมกันให้สมเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่พี่ชายของผมก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นที่ชอบพอของคนทุกคนที่รู้จักเขา พี่แม่บ้านทั้งสองคนก็เป็นคนดี คอยดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่เชื่อใจได้
บ้านของผมเป็นบ้านที่ดี
…แต่ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง
ผมกลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในบ้านนี้กลับไม่เคยหยุดรู้สึกอ้างว้าง
ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แม่และพี่ชายผมมีความสุข ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการอะไรในชีวิต ผมไม่รู้ว่าพี่แม่บ้านทั้งสองคนเขาทำอะไรกันบ้างในยามที่ไม่ได้ทำงานบ้าน ผมดูไม่ออกว่าวันไหนที่ครอบครัวของผมกำลังกลุ้มใจ และผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้คืออะไร
ได้หลังคาเดียวกันที่เราอยู่ร่วม บางครั้งเรากลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน
และหากลองมองในทางกลับกัน สำหรับพวกเขา ตัวผมเองก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้าในบางเวลา
ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง ไม่เคยเดินไปบอกใครให้หันมามองตอนที่ผมกำลังทุกข์ทรมาร ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังว่าจริงๆแล้วผมชอบทำอะไร หรือว่าผมมีความสุขกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ
หากความเหงาคือการต้องอยู่เดียวดาย แล้วเหตุใดเล่าผมจึงยังคงรู้สึกมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าผมจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้อยู่รอบกายแล้วก็ตาม
เหตุผล…
ข้อสรุปเดียวที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือความเหงานั้นคงที่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ คนเราเหงาตลอดเวลาและตลอดไป เราจะทำได้ก็เพียงแต่สร้างสถานการณ์สมมุติที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถบรรเทาความอ้างว้างเดียวดายได้
เรากอดกันเพียงเพื่อให้ได้รู้สึกอยู่ใกล้
เราเล่าเรื่องของตัวเราให้คนอื่นรับรู้ หวังว่าคนรอบข้างจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของเรา
แต่ท้ายสุดแล้ว ความอ้างว้างไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเรา
หากการอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้างแล้ว บางทีเราอาจจะต้องทำความเข้าใจปัจจัยแห่งความเหงาเสียใหม่ เพียงเพื่อเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับมันได้
บางทีความเหงานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนของความสัมพันธ์ บางทีความเหงาอาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม ความเหงาอาจจะเกิดจากหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็เป็นได้
“เราเป็นใคร”
คำถามที่แสนจะจำเจ …
คำถามที่น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่ารู้คำตอบอยู่ในใจ
การส่องกระจกทุกวันไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รูปลักษณ์ที่ส่องสะท้อนอยู่บนเรือนกระจกนั้น หากนับดูแล้วคงไม่เท่ากับหนึ่งในพันของสิ่งที่เราเป็น การที่ตัวตนของคนเราจะสามารถ “เต็ม” จริงๆได้นั้น เราคงจะต้องใช้อะไรที่ลึกซึ้งกว่ากระจกหนึ่งบานอยู่มากโข
แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถหยุดยั้งความอยากที่จะค้าหาความหมายให้กับตัวเอง ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่สมบูรณ์ปากกว่าสัตว์เดินสองเท้าที่เกิดมา แล้วก็ตายจากไป
บางคนวิ่งหา “มิตร” เพื่อหาเงาสะท้อนของตัวเองในสายตาของผู้อื่น บ้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อระบุตัวเองกับแนวคิดหรือปรัชญาที่จับต้องได้ยาก
แต่ไม่ทางเลยที่คนอื่นจะสามารถรู้จักตัวตนจริงๆของเรา และบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร
เราวิ่งเข้าหากัน เพียงเพราะเรา “เหงา”
เราหวังว่าผู้อื่นจะสามารถเชื่อมต่อกับเรา และบอกเราได้ว่าอะไรที่มันขาดไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยสัมผัส หรือว่าคำพูดของผู้อื่น
ใช่หรือไม่ …คนเราเหงาเพราะว่าเรากำลังวิ่งหาตัวเอง
เราเหงา… เพราะว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับชีวิตที่เราใช้สอยอยู่ตลอดเวลา
เราเหงา… เพราะหลุมดำในจิตใจ ที่ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง
แต่ที่แน่แท้… การเสาะหาเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น มันเป็นการเดินทางภายในที่เรารู้แต่จุดหมาย แต่สิ่งที่ขาดหายก็คือจุดเริ่มต้น
ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่เลือกทางสะดวก เลือกที่จะไขว่คว้าหาไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ในทุกเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หากแต่ในจิตใจนั้นกลับรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ก็คือความเดียวดายอย่างไม่รู้จบสิ้นเมื่อผมเดินออกมาจากฝูงชน
ทุกวันนี้ เราพูดคุยกันตลอดเวลา เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายที่แสนสะดวกสบาย
เราเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่กันอย่างแออัด จนทำให้เราแทบจะไม่ได้อยู่คนเดียว
ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่แนบชิดกัน
หากแต่ความอ้างว้างนั้นกลับทวีคูณ
และเรายังคงใฝ่หา “ผู้อื่น” มาบำบัดความเหงานั้นอยู่เช่นเดิม
ค่อยๆแสร้งทำเป็นหลงลืม …
…ช่องว่างที่อยู่กลางจิตวิญญาณ
สามัญ
ทำไมรูปปกใบไม้แดงมันกลายเป็นรูปหนังสือกุ๊กกิ๊กวะ…
Catalyst 14
สามัญ
เรื่อยมา…
หนึ่งห้วงเวลาแห่งชีวิต
มนุษย์วิ่งเข้าหามัน เพียงเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่เรา “ควร” จะเป็น
แต่สิ่งที่น่าฉงนก็คือ …ความสามัญนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็นมากที่สุดไปด้วย
…และก่อนที่เราจะรู้ตัว
เวลาก็หมดลง
เราทุกคนก็จะเลิกไขว่ขว้า
หลับตาลง …
…กลายเป็นซากศพธรรมดาๆ
มันมีอะไรที่ไม่ปรกติอยู่ในความธรรมดา
บางครั้งเราเลือกที่จะใช้มันเป็นเกราะกำบังจากความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างใน แต่บางครั้งเราก็โยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อบำรุงภาพร่างแห่งอัตตา
บางเวลา เราปลอบใจตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเรานั้นปกติ หากแต่ในบางเวลา…ปัจจัยแห่งความสามัญที่ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรานั้นก็เป็นเหมือนคำด่าทอที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลชนิดไหนๆ
ไม่มีใครอยาก”ถูกมอง”ว่าธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากจะ “ผิดปกติ”
เหตุใดกันหนอ ทุกครั้งที่เรามองลึกลงไปในแก่นของวงจรเวลาที่เราได้รับมาในโลกใบนี้ แล้วเรามักจะเจอแต่ปัจจัยที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลกไร้สาระทุกครั้งไป
เราต้องการชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เป็นธรรมดาของคนทุกคน
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
“การยอมรับ” และ “ความแตกต่าง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
มองมุมหนึ่ง บางทีเราอาจล้วนแตกต่าง ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกที่ไม่มีใครเหมือนกันในจักรวาล
หากแต่มองอีกมุม เราอาจจะคล้ายคลึงกันเกินแยกแยะ เป็นเพียงเสี้ยวเศษหนึ่งของสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ
ความเป็นไปได้มีทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ในสายตาของจักรวาลนั้น ความแตกต่างของพวกเราคงจะมีน้อยเกินแยกแยะ หากแต่ในโลกของปัจเจกบุคคลที่มีแต่ตัวเราดำรงอยู่ สายตาของเราก็คงจะแยกตัวตนของตัวเราเองออกจากทุกๆคนที่เหลืออย่างชัดเจน
ทำไมเราถึงต้องการความธรรมดา?
ในการทำความเข้าใจคำถามนี้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ที่จะลองมองย้อนกลับมาอีกคำถามหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่เรากำลังค้นคว้าอยู่ ณ ตอนนี้
อะไรคือความธรรมดา…
แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว มันอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมานั่งถกกันถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความธรรมดาในเชิงปฏิบัติ หากแต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของความธรรมดาก็คือตรงที่ความธรรมดานั้นเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ
เฉกเช่นเดียวกับทุกสิ่งในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่ามีขั้วตรงข้าม
ธรรมดาเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความไม่ธรรมดา
สิ่งนี้เริ่มต้นจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เพ่งมองสรรพสิ่งในเชิงเทียบเคียงอย่างสม่ำเสมอ
สูง ต่ำ มืด สว่าง
ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งจ้องมองสิ่งที่คนอื่นทำตลอดเวลา ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งนับจำนวนผู้คนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกันโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขดังต้องมนต์สะกด
ทำไมเราถึงต้องเดินข้ามธรณีประตูของวัด และทำไมการเหยียบมันถึงเป็นสิ่งที่ไม่พรึงกระทำ ทำไมพยางค์ที่สามในวรรคที่สองของกลอนแปด ถึงต้องสัมพันธ์กับพยางค์สุดท้ายของวรรคแรก ทำไมการใส่สูทถึงเป็นสิ่งที่สุภาพกว่าการใส่เสื้อยืด
เหตุใดผู้หญิงถึงไม่ควรสูบบุหรี่
เหตุใดจึงคนทุกคนถึงควรมีงานทำ
สิ่งเหล่านี้คือความธรรมดา… เช่นนั้นหรือ?
บางทีมันอาจจะไร้ประโยชน์ในระดับพอสมควรที่จะมานั่งถามคำถามเหล่านี้ หรืออาจเป็นได้ที่การตั้งคำถามนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเทียบเคียงสัจจะได้ก็คือ มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริงของบรรทัดฐานทุกข้อที่เพิ่งกล่าวมา ส่วนพวกเราส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นอาจจะไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่
ถึงแม้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ยังคงโอบกอดข้อกำหนดเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น เหมือนกับว่ามันเป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากได้
ทำไม…?
ก็ยังคงเป็นคำถามนี้เช่นเดิม
…
แล้วเหตุใดเล่า คนเราถึงต้องหวาดกลัวความสามัญ
ทั้งๆที่หมดชีวิตเราขยาดความแปลกแยก หากแต่ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวที่จะตายโดยไม่แตกต่าง
มันเหมือนกับการต่อสู้ระหว่างอัตตาและสัญชาตญาณทางสังคม
สุดท้ายคนเราก็ได้แต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่ต้องการที่สุดมาสวมวิญญาณตัวเอง
บางคนสวมเสื้อสีต่างๆ เพียงเพื่อให้รับรู้ได้ว่าความหมายนั้นได้มาเยือนชีวิตของตน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ต้องสวมเสื้อสีเดียวกับทุกคนก็ได้
บางคนเลือกประดับประดาอัตตาด้วยยศถาบารมี
ทั้งๆที่คนที่รักและเคารพเขาจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขามีตำแหน่งอะไร
…เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้แต่ตัวผมเองที่กำลังพูดเหมือนกับว่ามองทุละสัจจะชีวิตในทุกชั้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมวิจารณ์ไปมากนัก
เหตุผล…
..เพียงเพราะผมเป็นคน…
เช่นนั้นหรือ?
ความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ล่าและหลีกหนีความสามัญนั้นช่างแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในรูปแบบที่อธิบายยาก
บางครั้งเราร้องไห้แทบเป็นแทบตายอยู่ภายใน แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด เพียงเพราะเราเชื่อว่าเรื่องที่เราทุกข์อยู่นั้นมันช่าง “แสนธรรมดา” และเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าเรา “มีชีวิต”
โอกาสในการหลุดพ้น หรือว่าเริ่มต้นใหม่นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของความปรารถนาสูงสุดของคนแทบจะทุกคน
แม้แต่คนบ้า ก็ยังอยากเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่คนที่อยู่สูงที่สุด ก็ยังคงหวาดกลัวการเลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่โอกาสนั้นไม่เคยมา
ได้แต่รอเวลา
ที่จะหลับตาลง …เหมือนกับคนทุกคน
เพลงเสร็จแร้ว (2 เพลง)
ป.ล. ขอโฆษณาหน่อยครับ ในเดือนมกราคมนี้ Single 2 เพลงแรกของวง Rhashomon ของผมน่าจะเริ่มเปิดตามวิทยุแล้วนะครับ ลองหาฟังกันได้น่าจะออกวางแผงเดือนมีนาคม เป็นอัลบั้มรวมกับวงหลายๆวงในอัลบั้ม Sanamluang Zine Volume 2 ครับผม ส่วนอัลบั้มเต็มน่าจะเสร็จกลางๆปี ส่วนเรื่องราวในการทำเพลงจะมาเล้าส่กันฟังในโอกาสต่อๆไปครับ
Catalyst 13
คีตวิปริต
วงสมัยก่อน
ช่วงนี้ชีวิตผมกำลังถูกเสียงเพลงรุกราน
ไม่รู้ทำไม ไม่ว่าตอนกินข้าว ตอนหลับตาจะเข้านอน ตอนยองถ่าย หรือว่าตอนงัดบุหรี่ออกมาสูบ จิตใจมันว้าวุ่นไปหมด
…ผลิตดนตรีออกมาตลอดเวลา
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ลุ่มหลงแต่เยือกเย็น หมกมุ่นแต่ยังไตร่ตรอง จนอาจจะเกือบพูดได้ว่าดนตรีนั้นเปรียบเสมือนเฮโรอีนสูตรประจำตัวของผม จะต่างกันก็แค่ดนตรีนั้นไม่ใจร้ายขนาดที่จะขโมยสามัญสำนึกของผมไปพร้อมกับหัวใจที่ตอนนี้หลงรักมันอย่างโงหัวไม่ขึ้น
เท่าที่ผมจำได้ ตอนแรกมันไม่ได้เป็นแบบนี้
ผมจับเปียโนครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ
Mozart, Beethoven, Bach ตราหน้ากันเข้ามาหาเรียกร้องความสนใจจากเด็กตัวน้อยๆผู้ยังบอกไม่ได้ซะด้วยซ้ำว่าคอร์ดไมเนอร์นั้นมีความหมายต่างกับคอร์ดเมเจอร์อย่างไร
อาจารย์เปียโนผมเป็นพี่นักศึกษาคนหนึ่ง เธอมาสอนที่บ้านทุกวันจันทร์ เอาตำราเล่มหนาๆติดตัวมาด้วยตลอด เธอให้การบ้านผมทุกอาทิตย์ แบบฝึกหัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของนิ้ว สร้างทักษะการอ่านโน้ต ฯลฯ
…แต่ไอสิงห์ไม่เคยซ้อมเลย
ส่วนใหญ่เวลาอาจารย์มาบ้าน ผมก็จะชวนพี่แกเล่นเกมส์บ้าง หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องหนังดังตอนนั้น ผมกระทำการอารยะขัดขืนต่อระบบมารดาญาสิทธิราชตลอดเวลา ตัวผมในตอนนั้นเชื่อว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อสังคมเหมือนกับลูกคนชั้นกลางหลายๆคนที่ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนเปียโน เต้นบัลเล่ห์ หรือไม่ก็ตีเทนนิส
และวันหนึ่งอาจารย์ก็เลิกมาที่บ้านผม
ดูสิครับ ไอเด็กที่มันไม่รักดีทางดนตรีถึงขนาดอาจารย์สอนเปียโนอพยพหอบตำราหนีนี่มันกลายมาเป็นไอหนุ่มผู้ลงแดงทางเสียงตลอดเวลาอย่างตอนนี้ได้ยังไง
แต่ก็อย่างว่า จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นอุปมาของบทสรุปเสมอไป
หากถามว่าจุดหักมุมของเรื่องมันอยู่ตรงไหน…
…ผมก็พอจะจำได้ครับ
ตอนเรียนอยู่ม.ต้น ก็เหมือนกับเด็กทั่วไป กลุ่มเพื่อนๆผมเริ่มตั้งวงดนตรีกัน ทุกคนรุมกันแย่งเล่นกีตาร์ ผมเองเล่นอะไรไม่เป็นแต่ก็อยากจะแจมด้วย สุดท้ายเลยถูกยัดให้ไปเล่นคีย์บอร์ดเพราะเพื่อนเห็นว่าพอเล่นได้อยู่บ้าง ซึ่งเพลงที่เด็กแกะเล่นกันสมัยนั้น (ลาบานูน โลโซ Blackhead Silly Fools ฯลฯ) ส่วนใหญ่ก็ไม่มีไลน์คีย์บอร์ดสักกะยุม สรุปคือผมได้เล่นประมาณ8ห้องต่อเพลงเท่านั้น ไอเราก็เบื่อ และก็ไม่รู้จะเล่นไปทำไม สรุปเลยออกจากวงกลับบ้านเล่นเครื่องเพลย์ดีกว่า (วงตอนนั้นชื่อวงสะ-เหนียด)
แต่จุดหักเหของเรื่องก็คือที่โรงเรียนสามเสนที่ผมเรียนอยู่ในตอนนั้นเนี่ย มันมีกิจกรรมประกวดดนตรีประจำปีที่เรียกว่า Samsen Band อยู่ ซึ่งตอนเล่นคอนเสิร์ตกัน เด็กทั้งโรงเรียนก็จะมาดู และผมเองก็ได้เข้าไปดู Samsen Band เป็นครั้งแรกตอนผมเรียนอยู่ม.3
…
หนุ่มผมเกรียนกับสาวชุดคอซอง 3,000 คนแออัดกันอยู่ในหอประชุม
…มันมีพลังบางอย่างที่บังเกิดขึ้น
ผมมองขึ้นไปบนเวที มันเป็นครั้งแรกของผม…
ครั้งแรกที่ผมได้ดูดนตรีสด
…และครั้งแรกที่ผมได้เห็นความมหัศจรรย์ของมัน
ฝูงคนที่กระโดดขึ้นลงพร้อมกับจังหวะกลอง เสียงกีตาร์ที่กระชากและข่มเหงอารมณ์ไปในเวลาเดียวกัน เสียงร้องที่เหมือนคำประกาศประกาสิทธิ์ สั่งทุกคนใน hall ให้ลุ่มหลงและเอื้อนเอ่ยตาม
แต่…
แต่ที่มุมหนึ่งของเวที มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง มันสะกดสายตาของผมไว้ได้อย่างติดตรึง มันมีอะไรบางอย่างในเสียงหนาๆของเครื่องดนตรีสี่สายชิ้นนั้น ความมหัศจรรย์บางประการที่ทำให้หูของผมแยกเสียงของมันออกมาจากเครื่องดนตรีทุกชิ้น
เสียงนั้น …มันคือกล้ามเนื้อของดนตรี คือเส้นทางที่วกวนแต่เป็นระเบียบ คือเสียงเดียวที่เป็นสีดำ คือความดุดันที่ล้ำเลิศ คือความมืดมดที่งดงาม
ในวันนั้น หูของผมได้พูดคุยกับมัน
…เบส
และความลุ่มหลงก็ได้บังเกิดขึ้นในใจ
พอเข้าม.ปลาย ผมไม่รอช้า รีบไปสมัครเรียนเบสทันที อาจารย์เบสของผมนั้นโชคดีกว่าพี่สาวสอนเปียโนอยู่มากๆ ผมซ้อมอย่างบ้าคลั่ง เช้าเย็นไม่หยุดหย่อน หวังว่าจะได้เป็นเบสฮีโร่ในเร็ววัน เบสตัวแรกของผมเป็นเบส Ibanez สีแดง ราคาประมาณ 6000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากถ้าเทียบกันในท้องตลาด (แต่ตอนนั้นเนี่ยเห่อซะเหลอเกิน เอามานอนกอดด้วย) ไอดอลในตอนนั้นก็คือ flea จากวง red hot chilies pepper และ tetsu จากวง L’Arc-en-Ciel ของญี่ปุ่น ผมเกะเพลงแทบจะทุกเพลงของสองวงนี้มาซ้อมเล่น รวมถึงเพลงไทยนับไม่ถ้วน มีความฝันร่วมกับเพื่อนๆในวงว่าสักวันเราจะต้อง “ไปเล่นผับ” ให้ได้ ซึ่งความจริงอายุอานาตอนนั้นแม้แต่จะเข้าผับก็ยังไม่ได้เรยนิ (ถึงแม้คุณจะหา Fake ID มาได้ แต่สุดท้ายก็ยังจะติดปัญหาเรื่อง ทรงผมรองทรงสูงที่ดูเด่นสง่าพลางบอกว่า “กูนี่แหละเด็กมอปลาย” ให้ทุกคนทีชายตามองได้รับทราบ)
ถึงแม้ว่าพวกเราในตอนนั้นจะได้แต่เกะเพลงชาวบ้านเล่นในห้องซ้อมกัน แต่การได้เล่นเบสกับเพื่อนๆบ่อยๆก็ทำให้ผมแฮ็ปปี้พอควร ตอนนั้นก็พาลคิดไปว่า “แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” แต่ไอสิงห์น้อยก็หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้นั้นจะส่งผลต่อชีวิตของไอสิงห์น้อยมากเพียงใด
เมื่อผมเรียนอยู่ม.6 ผมได้ขึ้นเล่นใน Samsen Band เป็นครั้งแรก
“….
…มหัศจรรย์
….”
ความรู้สึกที่นิ้วยาวๆของเราสะกิดสายเบส ก่อให้เกิดก้อนเสียงมหึมาที่เคลื่อนไหวผู้คนทั้ง hall ให้โยกย้ายไปตามเสียงเพลง
เหมือนการแสดงออกคำพูดนับล้านคำ
เหมือนการปลดทุกอารมณ์ที่เก็บลึกอยู่ข้างใน
เหมือนทั้งชีวิตที่ถูกปลดปล่อยออกไปในหนึ่งห้องดนตรี
…
และอาการเสพย์ติดของผมก็เริ่มต้นหลังจากนั้น
หลังจาก Samsen Band ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเริ่มสร้างวงดนตรีของตัวเอง และดันมันไปสู่ความยิ่งใหญ่ให้ได้ สิ่งนี้ได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักอันหนึ่งของชีวิตที่ผมจะต้องทำให้ได้ในวัยหนุ่ม ก่อนที่จะละทิ้งทุกอย่างไปสานต่อความตั้งใจด้านพัฒนาสังคมต่อไป
ความตั้งใจ กลายเป็นความลุ่มหลง และเกือบจะคล้ายความวิปริตอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
ในช่วงที่เรียนอยู่หมาวิทยาลัยนั้น ผมทำเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เพลงส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกับเพลง Rock ทั่วไปที่ผมชอบฟัง ไม่ได้มีอะไรแตกต่างมากมาย ไปส่งค่ายไหนเค้าก็ยิ้มมุมปากให้ แล้วก็บอกว่า “ไว้พยายามใหม่นะน้อง” หรือก็ “พี่ว่าสิงห์เขียนหนังสือก็โอแล้วนะเคอะ”
แน่นอนว่านักดนตรีเกือบจะทุกคนก็เคยเจอแบบนี้ และความท้อถอยก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรับผม ถ้าหากว่ามันเป็นแค่ความฝันวัยรุ่นธรรมดา ผมก็อาจจะเลิกคิดไปแล้วก็ได้ แต่นี่มันเป็นอาการเสพย์ติดขั้นรุนแรง ที่แม้ราคาสูงแค่ไหนก็ยินดีจ่ายด้วยแรงกายและแรงความคิดทั้งหมดที่มี
…
จนทุกวันนี้ ยังมีค่ำคืนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ผมนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้นจากภาพจินตนาการ
ผมเห็นตัวเองกำลังแสดงอยู่บนเวทีต่อหน้าผู้คนหลายพันคน
แต่ในความเป็นจริง เวทีนั้นยังคงมาไม่ถึง
…บางครั้งผมก็คิดเล่นๆ
ความฝันมีไว้ก็ดี แต่มีมากประการไปก็เหนื่อยฉิบ
แต่ถึงแม้จะเหนื่อย ถึงแม้เวทีนั้นจะยังมาไม่ถึง…
…แต่ก็คงจะใกล้เข้ามาทุกที
(to be continue…นิ)
ไอน้ำกับพู่กัน (Catalyst 12)
ตอนนี้ www.ideabangkok.com ที่ใช้ระดมไอเดียนโยบายของคนกรุงเทพได้เอาไอเดียที่มีคนโพสเข้ามาในเวปไปให้ผู้ว่าอภิรักษ์แล้วนะครับ น่าจะมีการนำเอาไปพิจารณาบางไอเดียไปเป็นนโยบายไปทำจริงภายในปีนี้ เพราะงั้นใครมีไอเดียดีๆ และอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายของกรุงเทพ (เท่โคตร) ก็ง่ายๆนะ ไปโพสต์กันได้เลยที่ www.ideabangkok.com ท่านผู้ว่าเข้ามา check เองประจำเลยคราบ
Catalyst 12
ไอน้ำกับพู่กัน
ความสุขคือการได้หลุดพ้น
…
ในสังคมพุทธที่พวกเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ ผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน
หากแต่ความหลุดพ้นนั้นมิใช่สิ่งที่พวกเราเคยผ่านพบ หลายๆครั้ง เราก็อาจจะปฏิบัติต่อนามธรรมข้อนี้ดั่งตำนานลึกลับหรือว่าเหมือนกับสัตว์ประหลาดในเทพนิยายที่ทุกคนเหมือนจะเคยได้ยิน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้พบเจอหรือว่าเข้าใจมันจริงๆ
ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา… เพราะในความเป็นจริงนั้น ตัวผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นอยู่มากนัก ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม หากจะมีก็แต่ความคิดคร่าวๆว่าหนทางที่น่าจะนำไปสู่การหลุดพ้นนั้นน่าจะมีหน้าตาพอเป็นเช่นไร
และผมก็อยากที่จะลองหาวิธีถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นดูเมื่อโอกาสอำนวย
เพราะ ฉ นั้น การที่ผมจะเขียนบทความต่อไปนี้ ก็อาจเหมือนกับการเอาคนเมามานั่งเทศน์เรื่องถือศีล การเอาคนสถุลมาสอนเรื่องมารยาท แต่สำหรับทุกท่านแล้ว หากจะให้ได้ประโยชน์จริงๆจากสิ่งที่กำลังถูกเสี้ยมสอนอยู่ บางครั้งมันก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องลืมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสารเสียให้หมด และจดจ่อสมาธิอยู่แค่ที่ตัวสารเท่านั้น
ผมเป็นเพียงแค่นักโทษผู้แอบไปได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกันถึงทางออกจากที่จองจำที่ซ่อนอยู่
โดยมันเริ่มจากข้อความสั้นๆที่ผมได้ไปพบเจอมา
สำหรับผู้ไร้เดียงสา
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
แต่สำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้
ภูผาและสายน้ำนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่แตกต่าง…
และสำหรับปรมาจารย์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
….
คำกล่าวเมื่อข้างต้น เป็นคำพูดที่เป็นที่รู้จักอย่างค่อนข้างกว้างขวางในบรรดาผู้ที่ศึกษาปรัชญาตะวันออก เป็นคำกล่าวที่เอ่ยอธิบายถึงหนทางแห่งการเรียนรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การหลุดพ้นจากวังเวียนแห่งกรรมทั้งหมดทั้งปวง หากจะลองอธิบายมันออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ผมเชื่อว่าใจความของมันก็น่าจะใกล้เคียงกับประโยคประโยคนี้
“เรียนรู้ให้หมด และลืมทุกสิ่ง”
อาจฟังดูเลื่อนลอยและจับต้องยาก แต่ความหมายของมันจริงๆก็คือการเลิก “บังคับ” หรือ “กระทำ” เพื่อให้สรรพสิ่งเกิดบทบาทหรือความหมายออกมาในรูปแบบที่ตัวเราคิดว่ามันน่าจะเป็น ปรัชญาข้อนี้พยายามบอกเราว่า ในการสังเกตภูเขาและสายน้ำ เพียงเราปล่อยให้ภูเขาเป็นภูเขา น้ำเป็นน้ำ และไม่บังคับให้พวกมันมีบทบาทอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าการ “เป็น” สิ่งที่มันเป็น เมื่อนั้นแหละที่เราจะเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น
คล้ายคลึงกับการปล่อยวาง คือการเลิกหวังให้สิ่งต่างๆในชีวิตเป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น การหยุดหันหลังกลับไปแลมองว่าสิ่งใดบ้างที่เราน่าจะทำให้มันดีขึ้นได้ในอดีต หากแต่เรียนรู้ที่จะโอบกอดปัจจุบันและกระทำสิ่งต่างๆโดยมิได้คิดไปก่อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดไปแล้ว อาจเปรียบเปรยได้กับมีชีวิตในลักษณะที่คล้ายคลึงกับไอน้ำที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากชามข้าว คือต่อเนื่องแต่ขณะเดียวกันก็ไม่สัมพันธ์กัน และความเป็นปัจจุบันก็คือไอน้ำหนึ่งกระแสที่เกิดขึ้นและถูกแทนที่โดยไอน้ำอีกนึ่งกลุ่มก้อนโดยฉับพลันภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากการก่อกำเนิดของมัน
กลับมาสู่เรื่องราวของภูเขาและสายน้ำ หากถามว่าทำไมคนเราต้องเรียนรู้ให้หมดก่อนด้วยถึงจะ สามารถลืมทุกสิ่งได้ นั่นก็เพราะมันเป็นเพียงธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไขว่คว้าหาตรรกะและคำอธิบายต่อสิ่งต่างๆรอบตัวก่อนที่จะสามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าตรรกะเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวเรา เราเห็นเพียงสิ่งที่เราเป็น พูดเพียงสิ่งที่เราคิด และด้วยเหตุนั้น หากเราจะยอมรับได้ว่าภูเขาและสายน้ำเป็นเพียงแค่สิ่งที่มันเป็น เราอาจจะต้องลองพยายามหาคำอธิบายทั้งหมดทั้งปวงมาใช้ และเมื่อเราได้ค้นพบว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นจริงเลย เราจึงจะสามารถปฏิเสธมันและยอมรับได้ว่าสรรพสิ่งนั้นไร้ซึ่งเหตุผลในการดำรงอยู่ใดๆ
…ฉันใดฉันนั้น หากใครไม่เคยมอมเมาอยู่ในวังวนแห่งทางโลก ก็คงไม่อาจรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความสงบที่ความหลุดพ้นจะนำมาสู่จิตใจของตนได้
ความสุขไม่ใช่ของเรา
…
การเชื่อมั่นว่าการกระทำบางอย่างของบุคคลจะนำมาซึ่งความสุขหรือการยึดถือว่าความสุขมีตรรกะในการก่อกำเนิดนั้นมักจะตามมาด้วยความล้มเหลว อันที่จริงแล้ว ต้นเหตุของความทุกข์ที่พบเห็นได้มากมายที่สุดก็น่าจะเป็นความผิดหวังจากความคาดหวังในความสุข
“วันนี้ฉันควรจะยิ้ม”
…หลายๆคนน่าจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นั่นก็คือการกล่าวว่า จริงๆแล้วความสุขนั้นดำรงอยู่เป็นปัจเจกอยู่ภายนอกจิตใจคน ความสุขก็คือความสุข และความสุขก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความสุขไม่จำเป็นต้องให้เรามา”รู้สึก”มันเพื่อให้มันได้ดำรงอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของความสุข โดยเราอาจจะกล่าวได้ว่าความสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับภูเขาและสายน้ำ
และด้วยเหตุนี้ สำหรับหนทางแห่งความสุขแล้ว ไม่มีที่ว่างให้กับ “ความพยายาม”
ในทางกลับกัน ลองมองดูว่าความสุขนั้นต่างหาก ที่เป็นผู้ “เลือก” เรา
“…
โดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ”
ท้ายสุดแล้วเป็นเพียงองค์ประกอบของภาพวาด
ในการเขียนภาพ… ลองสมมุติว่าเราวาดภาพชื่อ “หญิงสาวกับทุ่งดอกไม้”
อาจเป็นความชาชิน ถ้าหากเราจะวาดให้หญิงสาวคนนั้นอยู่ตรงกลางภาพและแลดูดูโดดเด่นเหนือดอกไม้ดอกไหน เธอจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนได้เห็นเมื่อมองดูภาพเขียนภาพนี้
ในทางกลับกัน
เราอาจลองวาด ภาพของทุ่งดอกไม้ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่เป็นองค์ประกอบ ภาพนี้จะไม่มีจุดเด่นใดๆ หรือหากจะมีก็จะเป็นความเด่นที่ในองศาเป็นองค์รวมของทุ่งดอกไม้ทั้งผืน หญิงสาวจะยืนอยู่อย่างไม่แตกต่างจากพุ่มดอกไม้ทั้งปวง และเราจะไม่เห็นเธอจนกระทั่งเราได้สำรวจภาพเขียนนี้อย่างถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว
…
คนเราเป็นได้เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
และหญิงสาวผู้นี้จะไม่สามารถเป็น “หญิงสาวในทุ่งดอกไม้ได้”ถ้าหากว่าไม่มีทุ่งดอกไม้ให้เธอยืน
ดอกไม้งามไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีผืนดิน และพื้นผิวนั้นก็คงจะไม่ถูกเรียกว่าทุ่งดอกไม้ถ้าหากว่าไม่มีดอกไม้ใดๆขึ้นปกคลุม
ไม่มีสิ่งใดที่แยกออกจากกัน
และไม่มีอะไร ที่เกิดขึ้นจาก “การกระทำ” ของใคร
…หากแต่ใช่หรือไม่ เราอาจจะมองภาพนี้ และรู้สึกได้
ว่าหญิงสาวผู้นี้กำลังสุขใจ..
ทุกสิ่งที่กล่าวมา อาจจะสรุปสั้นๆได้ว่าความสุขนั้นที่แท้มีต้นเหตุจากการไม่ไขว่คว้าหาความสุข เลิกยึดถือว่าการกระทำของตนเองจะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งใดๆ มองจิตวิญญาณของตนเหมือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่งที่อยู่รอบกาย จางหายได้และไม่สำคัญ
บางทีการลองนำเอาสิ่งที่กล่าวมาไปเป็นหนทางในการดำเนินชีวิตอาจเป็นเรื่องยากอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อเดินจงเดิน เมื่อนั่งจงนั่ง เมื่อหายใจจงหายใจ
และเมื่อสุข
…จงสุข
หากไม่คิดก่อนกระทำ ก็จะไม่มีความคาดหวังจากการกระทำ และไม่นำไปสู่ความผิดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ
มีชีวิตเหมือนดั่งไอน้ำ
…ต่อเนื่องแต่ไร้ซึ่งความเกี่ยวพัน
บางคนอาจหัวเราะ และบางคนอาจเข้าใจ
…แตกต่างกันไป
สายใยและจุดกลวงๆ
ใครที่ถามคำถามตอบตามใจไว้ ผมจะตอบไว้ที่หน้า “ตอบคำถาม “ตอบตามใจ” (อยู่ข้างบนนี่นิ) นะครับ ไปดูกันได้นิ (หน้านี้จะ update เรื่อยๆนะ)
Catalyst 11
ใย
เมื่อเริ่มต้น…
เมื่อเริ่มต้น เราเริ่มจากจุดกลวงๆจุดหนึ่งในจักวาล
จุดกลวงๆที่เราทุกคนเคยเป็นไม่มีสีสันใดๆ ไม่มีลักษณะพิเศษประการไหนให้แบ่งแยก
ประโยคที่ว่า “คนทุกคนย่อมแตกต่างกัน” จะถูกโต้แย้งได้ก็แค่ตอนที่คนเราเป็นเด็กทารกเท่านั้น ณ ตอนที่เราเพิ่งเกิด เด็กน้อยคนที่นอนอยู่ข้างๆเราในโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ได้แลดูแตกต่างอะไรกับเราเลย มันยากที่จะบอกว่าเด็กแต่ละคนเป็นลูกใคร ไม่ว่าจะ จนหรือรวย โง่หรือฉลาด แม้กระทั่งหญิงหรือชาย ตอนเพิ่งเกิดก็แลดูเหมือนกันหมด
ดูไม่ออกแม้กระทั่งกับผู้ที่เป็นพ่อกับแม่
…เราเริ่มต้นจากจุดกลวงๆจุดเล็ก
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป การเดินทางที่ผ่านมาของเราทุกคน ก็ได้สร้างสายใยโยงเราเข้าหาจุดอื่นๆเต็มไปหมด จุดเล็กๆที่เคยกลวงทั้งหลาย บ้างก็ใหญ่ขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น บางจุดก็เต็มไปด้วยสีสันหรือลวดลายแปลกตา
และหากจะบอกว่าความเหนื่อยล้าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือการรักษาเส้นใยนับพันเส้นในชีวิตเอาไว้ และการพยายามไม่ให้จุดที่เราเป็นมีขนาดเล็กลงหรือว่ามีสีที่เราไม่ต้องการก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความจริงนัก
ความสัมพันธ์…
…
…เหนื่อยเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นน่าจะมีอยู่สามองศา
ความสัมพันธ์กับตัวเอง คือการสร้างความสมดุลระหว่างหน้ากากที่สวมใส่และจิตใจที่อยู่เบื้องลึก การกังขาในการกระทำของตน การถามไถ่ที่มาของความนึกคิด การควบคุมความอยากตัณหา รวมไปถึงการสร้างมายาคติ และการยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น คือสิ่งที่เราพูดหรือกระทำต่อผู้คนรอบข้าง ด่าทอหรืออ่อนโยน ใกล้ชิดหรือเหินห่าง คือความโกรธและเกลียดชังที่เรามี คือความอยากที่จะให้ผู้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราคิด ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครสักคนเป็นสุข ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครบางคนเป็นทุกข์ การเห็นผู้คนรอบข้างและยอมรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาเป็น รวมไปถึงการสร้างสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็น
ความสัมพันธ์กับโลก คือ การยึดถืออุดมการณ์บางประการ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโลก การบูชาความคิดหรือบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก ความซาบซึ้งในบทกวีจากต่างแดน การประกาศความคิดส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ การใฝ่หายศถาบรรดาศักดิ์ คือภาพของสังคมที่เรามองเห็น และสิ่งสังคมมองเห็นตัวเรา
….
หากเป็นเช่นนี้แล้ว
คำว่า “เสรี”
… เป็นไปได้หรือ
ความสัมพันธ์ เป็นถนนสองทาง
ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็คงเคยถูกคนที่เรารักเรียกร้องให้เราทำอะไรซักอย่าง และในทางกลับกันเราทุกคนก็เคย “บังคับ” ใครบางคนในชีวิตของเราในนามของความรักและความห่วงใยมาก่อนเช่นกัน
แน่นอน คนทุกชาติศาสนาต่างถูกสอนมาว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามและบริสุทธิ์ ใครเล่าจะกล้าประณามว่าความรักนั้นคือภาระอันใหญ่หลวงที่มีเพียง”ความคาดหวังแห่งความสุข”มารองรับ แต่ในความเป็นจริง มีน้อยครั้งที่ความรักจะนำมาซึ่งความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
หากผมลองคิดดูเล่นๆ…
หากผมมีลูก และหากลูกเรียนได้เกรดสี่หมดทุกวิชา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขไหม
หากผมมีภรรยา ผมก็คงจะบอกว่าเธอห้ามนอกใจผม ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเรื่องของการรักเดียวใจเดียวนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่กรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สุดก็เป็นได้
ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นประหลาดพอควร หากลองเปิดใจให้กว้างและสำรวจตัวเองดู เราจะพบว่าเราตกหลุมรักผู้คนมากมายตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เรากลับหวังให้คนที่เรารักนั้นรักเราแค่คนเดียว พอบวกเข้าไปกับกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยประเพณีและวัฒนธรรมทั้งหลาย ก็ทำให้การรักคนหลายคนพร้อมกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องชั่วช้าสามารกันไปเลย และแน่นอนว่าตัวผมเองก็ยังคงไม่ได้หลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวนี้
ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่คนเราไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามธรรมชาติของมนุษย์ได้
…อาจเพียงเพราะข้อจำกัดที่ขังเราอยู่นั้น เป็นมโนภาพที่สวยงามเสียเหลือเกินสำหรับมนุษย์ทุกคน
ลองคิดต่อ… ความรักอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งสายสัมพันธ์มากมาย แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของความสัมพันธ์ของจุดทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความรักเพียงอย่างเดียว
อย่างที่กล่าวไป… คนเราตั้งเงื่อนไขทั้งกับโลกและกับตัวเอง และในขณะเดียวกันโลกและตัวคุณเองก็ตั้งเงื่อนไขมากมายกับคุณ
“ทำไมอ้วนขึ้น”
“ทำไมช่วงนี้โทรมจัง”
“ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ”
เอาเข้าจริงๆ เราทักกันแบบนี้จนเคยชินโดยมิได้ระลึกกันว่าคำพูดดังกล่าวมันมีผลอย่างไรต่อความคิดและการกระทำของผู้รับฟังบ้าง
จากจุดกลวงๆเล็กๆ เรากลายเป็นรูปทรงรูปร่างประหลาดแตกต่างกันไป และเราทุกคนก็มีความเข้าใจต่างกันว่ารูปทรงที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร และโดยที่ไม่รู้ตัว คนเรานั้นไม่เคยหยุดยึดถือมายาคติในรูปลักษณ์ที่ตัวเองและโลกทั้งใบควรจะเป็น
สำหรับกรณีของผม
บางครั้งผมก็ลงโทษตัวเองทางความรู้สึกในระดับที่มากมายเสียเหลือเกินกับเรื่องราวเล็กๆที่ผมรู้ว่าคนอื่นๆคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย และบางครั้งผมก็นั่งฝันกลางวันไปกับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นและในขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองอย่างมีตรรกะเพื่อให้ยอมรับได้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
และในโลกของผม บางครั้งผมก็พยายามสั่งโลกให้เข้าใจผม (และล้มเหลวในกรณีนั้น) บางครั้งคนที่ผมไม่เคยรู้จักก็พยายามมากเหลือเกินที่จะเอาตัวผมไปทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ บางครั้งผมก็พยายามเปลี่ยนแปลงสังคม และบางครั้งผมก็พบว่าน้ำหนักของความคาดหวังจากสังคมในสิ่งที่ผมได้สัญญานั้นกำลังทับผมให้ตายทั้งเป็น
“ความคาดหวัง”
คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ทั้งปวงในระดับพื้นฐานได้มากที่สุด
และผมก็คาดหวัง
คาดหวังว่าคนทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้จะเคยรู้สึกอย่างที่ผมเคยกันทุกคน เพียงเพื่อหลีกหนีสมมุติฐานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกลจริตตั้งแต่วัยหนุ่ม เพียงเพื่อให้ผมได้อุ่นใจ ว่าที่คนเรายังคงทำร้ายตัวเอง และยังคงทำร้ายกันและกันอยู่ทุกวันด้วยสายใยนับล้านเส้นที่โยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์
…
เห็นไหมครับขนาดนักเขียนยังมีความสัมพันธ์กับคนอ่านเลย
บางครั้งผมก็ลองนั่งคิดเล่นๆ ว่าทำเยี่ยงไรคนเราถึงจะกลายเป็นปัจเจกที่หลุดพ้นจากข้อเรียกร้องทุกข้อของความสัมพันธ์ได้ กลับไปเป็นจุดเล็กๆกลวงๆเหมือนดังเดิม
จะอยู่เป็นโสดหรือหนีออกจากบ้าน ก็คงจะโดนคนอยู่ซอยเดียวกันว่าเป็นพวกแหลกเหลว ตดเหม็น ไม่มีใครเอา
หากจะออกไปอยู่ป่าคนเดียว ก็คงจะไม่แคล้วต้องสู้กับตัวเองอีกคนที่อยู่ในหัวอยู่ดี
…สรุปแล้วก็คงจะไม่มีทาง
แต่จริงๆแล้วผมก็เคยได้ลิ้มรสเสรีภาพมาก่อน
แต่ผมก็ดันจำไม่ได้ว่าตอนเพิ่งเกิดผมรู้สึกอย่างไร
น่าเสียดาย…
-
Archives
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
- August 2008 (1)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS




