Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

รั้ง

Catalyst 10

รั้ง

“เพราะบางครั้ง

…คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา”

วันนี้วันที่ 30 สิงหาคม 2551

ผมนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กลางที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

…ผมมาที่นี่เพื่อเขียนหนังสือ

วันนี้ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรก ค่อนข้างแปลกใจและตระกานตากับสิ่งที่เห็น การได้เห็นตึกทำเนียบฯที่ปกติเป็นที่ทำงานของรัฐบาลมีคนมากางเต็นท์นอนเต็มไปหมดในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์มันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมาดูของจริง ความรู้สึกนั้นก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันในระดับที่พอสมควร … แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่ามันคือความรู้สึกแบบใด

ผู้คนเนืองแน่น บ้างก็นั่งอยู่เฉยๆ บางก็เต้นรำไปกับเสียงเพลงที่กำลังดังมาจากบนเวที มีร้านขายอาหารและอุปกรณ์อำนวยสะดวกอยู่เต็มไปหมด และในมือของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นมีอุปกรณ์สร้างเสียงปรบมือที่ทำมาจากพลาสติกอยู่ เกือบทุกคนปรบมือตามจังหวะไปพร้อมๆกับเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมคล้ายๆกับว่าผมกำลังอยู่ในเทศการดนตรีกลางแจ้งก็ว่าได้

เพราะ ฉ นั้น หากจะถามว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาเห็นของจริง

…บางทีอาจจะเป็นความผิดหวังและความโล่งอกที่ผสมปนเปกันไป

มันเป็นเวลาบ่าย แสงแดดจ้า สะท้อนกับสีเหลืองทำแสบตาไปหมด ผมเดินรอบทำเนียบฯครบหนึ่งรอบแล้ว ขาเริ่มล้า ผมตัดสินใจเดินออกข้างทาง นั่งลงข้างใต้เต็นท์สีฟ้าที่มีผู้ชุมนุมรุ่นคุณป้าอยู่มากมาย ผมลองพูดคุยกับกลุ่มคุณป้าๆดู ซึ่งทำให้นอกจากผมจะได้ทราบว่าพวกแกไม่รู้จักวงอพาร์ทเมนท์คุณป้าแล้ว ผมก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าเหตุผลที่พวกคุณป้าทุกคนมีร่วมกันในการออกมาชุมนุมก็คือความเกลียดชังในรัฐบาลและความรักที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ตัวผมเอง ผมเข้าใจคุณป้าๆเค้า แต่ผมก็ไม่อาจบอกได้ว่าผมมีความรู้ร่วมไปกับพวกแกเท่าไรนัก

บางทีมันอาจจะเป็นโรคภัยแห่งยุคสมัย คนรุ่นผม(ซึ่งก็รวมถึงตัวผมด้วย)ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นเข้าใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม อย่างเช่นทำไมชนชั้นรากหญ้าถึงรักทักษิณ ทำไมคนชนบทถึงชอบกินเหล้าเถื่อน ทำไมดาราถึงชอบทำตัวให้เป็นข่าว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ทำได้แค่พยายามจะเข้าใจ สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือแสดงออกส่วนใหญ่มันก็มักจะมาจากความคิดที่ผู้คนรอบตัวบอกกล่าวต่อๆกันมา มันไม่มีวันที่เราจะเข้าใจได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวันมันก็แสนหนักหนามากพอที่จะบังคับให้เราเข้าใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าผมคิดว่าผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจ

…แต่วันนี้ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

สำหรับผมในตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่าสนามรบแห่งนี้คือที่ที่ความถูกต้องและความชั่วร้ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่ในใจแล้ว ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครคือรัฐบาล ใครจะแฉใคร หรือว่าใครจะชนะ

ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบังคับให้ผมต้องสูญเสียความไร้เดียงสาไป

ความไร้เดียงสาที่จะช่วยให้ผมเชื่อได้ว่าการมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้จะนำพามาซึ่งพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

อาจจะฟังดูแปลก แต่สำหรับผมแล้ว การสูญเสียความไร้เดียงสาไม่ได้เท่ากับการละทิ้งจิตวิญญาณที่โหยหาสังคมที่ถูกต้องและงดงาม

ผมไม่รู้ว่าวันที่ทุกคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล หรือประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

แต่คำถามที่กล่าวมา ไม่ใช่สิงที่ผลักดันให้ผมมาที่นี่ในวันนี้เลย

วันนี้ ผมมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัว…

“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…

…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”

มันมีครั้งหนึ่งที่ผมเคยอุทิศตัวเพื่อการคลื่นไหวทางการเมืองของประชาชน

ตอนนั้น ผมเชื่อว่าหากเรามีสังคมที่สมาชิกทุกคนใส่ใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรอยู่ และยินดีโถมกำลังเพื่อขับไล่ใครก็ถามที่กำลังเหยียบย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราแล้ว ประเทศไทยที่คนไทยทุกคนอยากเห็นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน

ผมเคยจัดม็อบเล็กๆของตัวเอง เคยทำใบปลิวปลุกระดมแจกจ่ายไปทั่ว เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ไม่มีใครฟังและเคยโกรธเคืองเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมรับฟังผม

ในอดีต ผมเคยทำเช่นนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพียงความต้องการเบื้องลึกที่ต้องการจะต่อสู้กับร่มเงาของพ่อกับแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในประชาธิปไตยของตัวผม ความเชื่อที่ในวันนี้ผมช่างเสียดายและคิดถึงมากเหลือเกิน

ผมคงจะไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าเกิดขึ้นอะไรบ้างกับบ้านเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ตัวผมไม่เลิกหวังที่จะเห็นสังคมไทยแบบที่ผมอยากเห็น แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นที่บอกให้ผมมานั่งทบทวนในส่วนของ “วิธีการ” ที่ผ่านมาของตัวเองดู

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี่เองที่โลกของผมได้ถูกเปิดออก

ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเริ่มต้นทำงานพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว

ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พวกเราเป็นเพียงแค่นักศึกษา และสิ่งที่เราเป็นก็อนุญาตให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก เราอาจจะอยากช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านที่พังงาที่ต้องพังทลายลงหลังจากสึนามิถล่ม แต่นอกจากเราจะไม่สามารถตอบได้ว่าคำกว่า “ชีวิตที่ดี” คืออะไรแล้ว เราก็ทำได้อย่างมากก็แค่ลงไปสร้างสิ่งต่างๆที่พวกเขาอาจจะต้องการในเวลานั้นๆ แต่มันก็ยังห่างไกลจากการทำให้ชีวิตพวกดีขึ้นอยู่มากนัก

เราอาจจะอยากทำให้คนจนไม่ต้องอยู่อย่างทุกทรมาร แต่เราทำได้อย่างมากก็แค่เอาอาหารไปให้เขากินมื้อต่อมื้อ

เราอาจจะอยากปลุกสังคมไทยให้ตื่นจากการหลับใหล แต่สุดท้าย สิ่งที่เราทำก็เพียงร่ำร้องตระโกนป่าวประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร

ซึ่งในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาคมก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลเล็กๆแบบเดียวกัน มันเริ่มต้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด จนเกิดคลื่นเล็กๆที่กระเพื่อมผ่านสายน้ำแห่งประชาชนจนกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยทั้งประเทศไปในที่สุด

แต่ในเวลานี้ นี่คืออีกยุคสมัย และแต่ละยุคก็ต้องการทางออกที่แตกต่างกันไป

โลกตอนนี้ช่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน สีขาวกับดำที่แสนสวยงามก็ไม่มีมาให้เห็น ไม่มีหนามแหลมหนามเดียวที่ต้องกำจัดเพื่อให้โลกหมุนไปยังทิศทางที่ดีขึ้น

…โลกใบนี้ต้องการคำตอบที่แตกต่างออกไป

หลังจากเรียนจบ ผมมาทำงานด้านการระดมทุนด้านสังคมและได้ร่วมพัฒนาองค์กรพัฒนาสังคมในด้านต่างๆหลากหลายองค์กร ผมได้พบผู้คนมากมายที่เริ่มต้นทำสิ่งที่น่าชื่นชมในแบบที่ต่างกันออกไป และผมก็ได้เข้าใจว่าคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่การคาดหวังว่ากระบวนการตามระบอปประชาธิปไตยในวันหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดผู้นำที่มีความชอบธรรมและคุณธรรมอีกต่อไป แต่มันอยู่ที่คนตัวเล็กๆทุกคนที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบกายในรูปแบบของตนเอง เริ่มต้นในทุกทางที่เขาทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ช่วยหมาป่วยในละแวกบ้าน ไปจนกระทั่งการสร้างกองทุนเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรรายย่อย

ผมได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของตัวเองแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ผมได้เข้าใจว่าการสร้างสังคมที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่วันเว้นวัน หรือว่าหนึ่งครั้งในรอบสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ในขณะเดียวกันมันต้องไม่ใช่การเสียสละ เพราะอาจจะมีคนเพียงแค่หนึ่งในล้านที่สามารถสละชีวิตตนเองไปกับอุดมการณ์ แต่ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพจากมันได้

และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะมาเดินทางสายนี้

แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้สละตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์

เพราะมันไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ชิงชังเหล่านักการเมืองที่กำลังย่ำยีความเป็นคนของพวกเราทุกคนอยู่ ไม่ใช่ว่าผมกำลังกล่าวหาว่าเหล่าผู้ออกมาชุมนุมนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินที่ยังหลงเชื่ออะไรหลอกเด็กต่อไป มันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าผมมีแต่ความเคารพขั้นสูงสุดให้กับคนทุกคนที่กล้าออกมายืนหยัดเพื่อความเชื่อของตน

แต่ “ความเชื่อ” นั่นแหละ คือสิ่งที่คิดว่าผมไม่มีอีกต่อไป

…แต่ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจ

เพราะ ฉ นั้น วันนี้ผมเลยมาที่นี่

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายร่างกายประชาชน ผมคิดว่ามันคงจะไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้แล้วที่จะลองย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของตนเองที่ได้ละทิ้งไปในเมื่ออดีต

กลับไปดูว่ามันถูกต้องแล้วหรือที่เราจากมา

และหากทางเลือกหนึ่งคือการอุทิศตนเพื่อต่อสู้กับอำนาจอันแสนชั่วร้าย ยอมตายเพื่อเพียงหวังว่าสังคมไทยจะตื่นจากการหลับใหล

กับอีกทางคือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ค่อยๆสร้างโลกที่อยากเห็นกับมือ ค่อยๆเรียนรู้คำตอบมากมายต่อคำถามที่ยังไม่พบเจอ และมั่นใจว่าในที่สุดเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้แน่นอน

หากผมต้องเลือก และไม่มีทางที่จะก้าวไปในทางเดินทั้งสองทางได้พร้อมกัน

ความร้อนระอุ …คำปราศรัย …เหล่าคุณป้าๆ

…มีบางอย่างในแสงตะวันที่บอกผมว่าผมเลือกถูกทางแล้ว

.

…..

……..

………

P.S. นี่เป็น web ที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันทำอยู่ครับ ทุกคนสามารถเข้าไปเสนอได้ว่าอยากให้ผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพฯจัดทำนโยบายอะไรหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว

http://www.ideabangkok.com/

หลังจากเราได้นโยบายที่มีคนโหวตมากที่สุดแล้วเราจะ เอามาทำเป็น policy brief ส่งให้กับผู้ว่าคนใหม่และมีการติดตามผลในภายหลัง

ฝากทุกคนเข้าไปร่วมออกความเห็นกันและบอกต่อๆกันหน่อยนะครับผม นี่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเท่ากับการเมืองระดับประเทศ​ ณ ตอนนี้ แต่ผมว่านี่ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยให้เราสามารถร่วมออกแบบนโยบายที่จะมีผลต่อชีวิตของเราได้เป็นครั้งแรกครับ



September 1, 2008 Posted by wannasingh | Catalyst | , , , , , | 17 Comments