รั้ง
Catalyst 10
รั้ง
“เพราะบางครั้ง
…คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา”
วันนี้วันที่ 30 สิงหาคม 2551
ผมนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กลางที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
…ผมมาที่นี่เพื่อเขียนหนังสือ
วันนี้ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรก ค่อนข้างแปลกใจและตระกานตากับสิ่งที่เห็น การได้เห็นตึกทำเนียบฯที่ปกติเป็นที่ทำงานของรัฐบาลมีคนมากางเต็นท์นอนเต็มไปหมดในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์มันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมาดูของจริง ความรู้สึกนั้นก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันในระดับที่พอสมควร … แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่ามันคือความรู้สึกแบบใด
ผู้คนเนืองแน่น บ้างก็นั่งอยู่เฉยๆ บางก็เต้นรำไปกับเสียงเพลงที่กำลังดังมาจากบนเวที มีร้านขายอาหารและอุปกรณ์อำนวยสะดวกอยู่เต็มไปหมด และในมือของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นมีอุปกรณ์สร้างเสียงปรบมือที่ทำมาจากพลาสติกอยู่ เกือบทุกคนปรบมือตามจังหวะไปพร้อมๆกับเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมคล้ายๆกับว่าผมกำลังอยู่ในเทศการดนตรีกลางแจ้งก็ว่าได้
เพราะ ฉ นั้น หากจะถามว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาเห็นของจริง
…บางทีอาจจะเป็นความผิดหวังและความโล่งอกที่ผสมปนเปกันไป
มันเป็นเวลาบ่าย แสงแดดจ้า สะท้อนกับสีเหลืองทำแสบตาไปหมด ผมเดินรอบทำเนียบฯครบหนึ่งรอบแล้ว ขาเริ่มล้า ผมตัดสินใจเดินออกข้างทาง นั่งลงข้างใต้เต็นท์สีฟ้าที่มีผู้ชุมนุมรุ่นคุณป้าอยู่มากมาย ผมลองพูดคุยกับกลุ่มคุณป้าๆดู ซึ่งทำให้นอกจากผมจะได้ทราบว่าพวกแกไม่รู้จักวงอพาร์ทเมนท์คุณป้าแล้ว ผมก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าเหตุผลที่พวกคุณป้าทุกคนมีร่วมกันในการออกมาชุมนุมก็คือความเกลียดชังในรัฐบาลและความรักที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ตัวผมเอง ผมเข้าใจคุณป้าๆเค้า แต่ผมก็ไม่อาจบอกได้ว่าผมมีความรู้ร่วมไปกับพวกแกเท่าไรนัก
บางทีมันอาจจะเป็นโรคภัยแห่งยุคสมัย คนรุ่นผม(ซึ่งก็รวมถึงตัวผมด้วย)ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นเข้าใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม อย่างเช่นทำไมชนชั้นรากหญ้าถึงรักทักษิณ ทำไมคนชนบทถึงชอบกินเหล้าเถื่อน ทำไมดาราถึงชอบทำตัวให้เป็นข่าว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ทำได้แค่พยายามจะเข้าใจ สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือแสดงออกส่วนใหญ่มันก็มักจะมาจากความคิดที่ผู้คนรอบตัวบอกกล่าวต่อๆกันมา มันไม่มีวันที่เราจะเข้าใจได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวันมันก็แสนหนักหนามากพอที่จะบังคับให้เราเข้าใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น
แต่ถึงแม้ว่าผมคิดว่าผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจ
…แต่วันนี้ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
สำหรับผมในตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่าสนามรบแห่งนี้คือที่ที่ความถูกต้องและความชั่วร้ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่ในใจแล้ว ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครคือรัฐบาล ใครจะแฉใคร หรือว่าใครจะชนะ
ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบังคับให้ผมต้องสูญเสียความไร้เดียงสาไป
ความไร้เดียงสาที่จะช่วยให้ผมเชื่อได้ว่าการมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้จะนำพามาซึ่งพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
อาจจะฟังดูแปลก แต่สำหรับผมแล้ว การสูญเสียความไร้เดียงสาไม่ได้เท่ากับการละทิ้งจิตวิญญาณที่โหยหาสังคมที่ถูกต้องและงดงาม
ผมไม่รู้ว่าวันที่ทุกคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล หรือประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน
แต่คำถามที่กล่าวมา ไม่ใช่สิงที่ผลักดันให้ผมมาที่นี่ในวันนี้เลย
วันนี้ ผมมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัว…
“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…
…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”
มันมีครั้งหนึ่งที่ผมเคยอุทิศตัวเพื่อการคลื่นไหวทางการเมืองของประชาชน
ตอนนั้น ผมเชื่อว่าหากเรามีสังคมที่สมาชิกทุกคนใส่ใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรอยู่ และยินดีโถมกำลังเพื่อขับไล่ใครก็ถามที่กำลังเหยียบย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราแล้ว ประเทศไทยที่คนไทยทุกคนอยากเห็นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
ผมเคยจัดม็อบเล็กๆของตัวเอง เคยทำใบปลิวปลุกระดมแจกจ่ายไปทั่ว เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ไม่มีใครฟังและเคยโกรธเคืองเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมรับฟังผม
ในอดีต ผมเคยทำเช่นนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพียงความต้องการเบื้องลึกที่ต้องการจะต่อสู้กับร่มเงาของพ่อกับแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจหรือเปล่า
แต่สิ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในประชาธิปไตยของตัวผม ความเชื่อที่ในวันนี้ผมช่างเสียดายและคิดถึงมากเหลือเกิน
ผมคงจะไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าเกิดขึ้นอะไรบ้างกับบ้านเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ตัวผมไม่เลิกหวังที่จะเห็นสังคมไทยแบบที่ผมอยากเห็น แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นที่บอกให้ผมมานั่งทบทวนในส่วนของ “วิธีการ” ที่ผ่านมาของตัวเองดู
และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี่เองที่โลกของผมได้ถูกเปิดออก
ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเริ่มต้นทำงานพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว
ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พวกเราเป็นเพียงแค่นักศึกษา และสิ่งที่เราเป็นก็อนุญาตให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก เราอาจจะอยากช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านที่พังงาที่ต้องพังทลายลงหลังจากสึนามิถล่ม แต่นอกจากเราจะไม่สามารถตอบได้ว่าคำกว่า “ชีวิตที่ดี” คืออะไรแล้ว เราก็ทำได้อย่างมากก็แค่ลงไปสร้างสิ่งต่างๆที่พวกเขาอาจจะต้องการในเวลานั้นๆ แต่มันก็ยังห่างไกลจากการทำให้ชีวิตพวกดีขึ้นอยู่มากนัก
เราอาจจะอยากทำให้คนจนไม่ต้องอยู่อย่างทุกทรมาร แต่เราทำได้อย่างมากก็แค่เอาอาหารไปให้เขากินมื้อต่อมื้อ
เราอาจจะอยากปลุกสังคมไทยให้ตื่นจากการหลับใหล แต่สุดท้าย สิ่งที่เราทำก็เพียงร่ำร้องตระโกนป่าวประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร
ซึ่งในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาคมก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลเล็กๆแบบเดียวกัน มันเริ่มต้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด จนเกิดคลื่นเล็กๆที่กระเพื่อมผ่านสายน้ำแห่งประชาชนจนกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยทั้งประเทศไปในที่สุด
แต่ในเวลานี้ นี่คืออีกยุคสมัย และแต่ละยุคก็ต้องการทางออกที่แตกต่างกันไป
โลกตอนนี้ช่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน สีขาวกับดำที่แสนสวยงามก็ไม่มีมาให้เห็น ไม่มีหนามแหลมหนามเดียวที่ต้องกำจัดเพื่อให้โลกหมุนไปยังทิศทางที่ดีขึ้น
…โลกใบนี้ต้องการคำตอบที่แตกต่างออกไป
หลังจากเรียนจบ ผมมาทำงานด้านการระดมทุนด้านสังคมและได้ร่วมพัฒนาองค์กรพัฒนาสังคมในด้านต่างๆหลากหลายองค์กร ผมได้พบผู้คนมากมายที่เริ่มต้นทำสิ่งที่น่าชื่นชมในแบบที่ต่างกันออกไป และผมก็ได้เข้าใจว่าคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่การคาดหวังว่ากระบวนการตามระบอปประชาธิปไตยในวันหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดผู้นำที่มีความชอบธรรมและคุณธรรมอีกต่อไป แต่มันอยู่ที่คนตัวเล็กๆทุกคนที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบกายในรูปแบบของตนเอง เริ่มต้นในทุกทางที่เขาทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ช่วยหมาป่วยในละแวกบ้าน ไปจนกระทั่งการสร้างกองทุนเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรรายย่อย
ผมได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของตัวเองแล้ว
และที่สำคัญที่สุด ผมได้เข้าใจว่าการสร้างสังคมที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่วันเว้นวัน หรือว่าหนึ่งครั้งในรอบสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ในขณะเดียวกันมันต้องไม่ใช่การเสียสละ เพราะอาจจะมีคนเพียงแค่หนึ่งในล้านที่สามารถสละชีวิตตนเองไปกับอุดมการณ์ แต่ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพจากมันได้
และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะมาเดินทางสายนี้
แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้สละตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์
เพราะมันไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ชิงชังเหล่านักการเมืองที่กำลังย่ำยีความเป็นคนของพวกเราทุกคนอยู่ ไม่ใช่ว่าผมกำลังกล่าวหาว่าเหล่าผู้ออกมาชุมนุมนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินที่ยังหลงเชื่ออะไรหลอกเด็กต่อไป มันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าผมมีแต่ความเคารพขั้นสูงสุดให้กับคนทุกคนที่กล้าออกมายืนหยัดเพื่อความเชื่อของตน
แต่ “ความเชื่อ” นั่นแหละ คือสิ่งที่คิดว่าผมไม่มีอีกต่อไป
…แต่ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจ
เพราะ ฉ นั้น วันนี้ผมเลยมาที่นี่
หนึ่งวันก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายร่างกายประชาชน ผมคิดว่ามันคงจะไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้แล้วที่จะลองย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของตนเองที่ได้ละทิ้งไปในเมื่ออดีต
กลับไปดูว่ามันถูกต้องแล้วหรือที่เราจากมา
…
และหากทางเลือกหนึ่งคือการอุทิศตนเพื่อต่อสู้กับอำนาจอันแสนชั่วร้าย ยอมตายเพื่อเพียงหวังว่าสังคมไทยจะตื่นจากการหลับใหล
กับอีกทางคือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ค่อยๆสร้างโลกที่อยากเห็นกับมือ ค่อยๆเรียนรู้คำตอบมากมายต่อคำถามที่ยังไม่พบเจอ และมั่นใจว่าในที่สุดเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้แน่นอน
หากผมต้องเลือก และไม่มีทางที่จะก้าวไปในทางเดินทั้งสองทางได้พร้อมกัน
ความร้อนระอุ …คำปราศรัย …เหล่าคุณป้าๆ
…มีบางอย่างในแสงตะวันที่บอกผมว่าผมเลือกถูกทางแล้ว
.
…
…..
……..
………
P.S. นี่เป็น web ที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันทำอยู่ครับ ทุกคนสามารถเข้าไปเสนอได้ว่าอยากให้ผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพฯจัดทำนโยบายอะไรหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว
หลังจากเราได้นโยบายที่มีคนโหวตมากที่สุดแล้วเราจะ เอามาทำเป็น policy brief ส่งให้กับผู้ว่าคนใหม่และมีการติดตามผลในภายหลัง
ฝากทุกคนเข้าไปร่วมออกความเห็นกันและบอกต่อๆกันหน่อยนะครับผม นี่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเท่ากับการเมืองระดับประเทศ ณ ตอนนี้ แต่ผมว่านี่ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยให้เราสามารถร่วมออกแบบนโยบายที่จะมีผลต่อชีวิตของเราได้เป็นครั้งแรกครับ
17 Comments »
Leave a comment
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS




เฮ้อ
เมื่อไหร่บ้านเมืองจะสงบร่มเย็นซะทีหนอออออออ
“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…
…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”
ประโยคนี้ โดนใจสุดๆเลยพี่สิงห์
……..บางครั้งการที่จะเป็น1ในล้านก็เป็นสิ่งที่ยากเหมือนกันนะ
NGO บางทีก็มีเงื่อนงำมีเบื้องหลัง เป็นเครื่องมือพวกนายทุนก็มี
บริษัทบางแห่งก็ช่วยสังคมนะ เช่น บริษัทอังกฤษตรางู มีมูลนิธิ มีสถานปฏิบัติธรรม ส่งเสริมให้คนเป็นคนดี
เป็นคนนึงที่ไม่ชอบทักษิณ…
เป็นคนนึงที่ไม่ชอบระบบทุนนิยม…
เป็นคนนึงที่ไม่ชอบนายกปาก__…
เป็นคนนึงที่เทิดทูลสถาบันกษัตริย์ไว้สูงสุดเสมอ…
แต่ก็เป็นคนนึงที่ไม่สนับสนุนและไม่เข้าใจการกระทำของพันธมิตรฯ
จุดยืนคืออะไร? ประชาธิปไตยอยู่ที่ไหน? ประเทศไทยคืออะไร?
อยากถามคำถามนึงว่า หากสามารถทำให้สมัครยุบสภาได้แต่เค้าก็หาทางกลับมาจนได้ แล้วพวกคุณจะทำยังไง?
จะว่าไป… คุณก็ไปด้วยเหตุผลของคุณ… คำตอบของคุณก็ไม่ใช่แนวทางของพวกเค้าอยู่ดี…
PS.หากรัฐบาลทำเกินกว่าเหตุเมื่อใดข้าพเจ้าก็คงเป็นคนนึงที่เดินร่วมกับพันธมิตรด้วยเหตุผลของข้าพเจ้าเช่นกัน
เบื่อการเมืองไทยจังค่ะ
เมื่อไหร่คนไทยที่โง่งม จะมีจิตสำนึกบ้างว่า เราต้องทำเพื่อชาติ
มิใช่ประโยชน์ส่วนตัว…
ถ้ายังเห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อไหร่เราจะเจริญ
การเรียกร้องประชาธิปไดย คงเป็นเพียงแค่กระแสปลุกระดม เพียงช่วงหนึ่ง
หากคำว่าประชาธิปไตย และ ศีลธรรม ไม่เคยมีอยู่ในจิตใจคน…
การอ้างว่าตนทำถูกกฎหมาย มันอาจจะไม่ถูกเสมอไปมิใช่หรือ มันอ้างได้หรือว่าคุณชอบทำ….
เพราะกฎหมาย คือ ศีลธรรม ขั้นต่ำสุดที่มนุษย์ในสังคม พึงกระทำ
ถึง rep 4
ต้องรอถึงเมื่อไหร่
ฤาวันที่ชาติ ตกเป็นของกลุ่มคนใด กลุ่มคนนึง
คนชั้นล่างถูกปั่นหัว บิดเบื่อนกลบหมดสิ้น
จนเราไม่มีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก ใช่ไหม?
จาก2548 ถึงวันนี้มันมากพอแล้ว
หรือจะต้องอยู่ในโลกปกติสุขจอมปลอมที่รัฐพยายามสร้างภาพ
คุณถึงจะพอใจ…
ชนชั้นปกครองในระบอบทุนนิยมของไทย
มักจะไม่ส่งเสริม หรืออาจถึงขั้นตั้งใจให้ชนชั้นรากหญ้าส่วนใหญ่
ไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร หรืออย่างน้อยก็พอจะตัดสินใจได้อย่างมีระบบว่าควรจะเลือกใครเข้ามาปกครองประเทศ
ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาที่สูงพร้อมจริยธรรมที่ดี
มันก็นะจะดีกว่า
เรามี 1 เสียงเท่ากับคนที่เสียภาษีน้อยกว่าเรา หรือบางคนไม่ได้เสียเพราะเลี่ยงหรืออะไรก็แล้วแต่ นี่หรือประชาธิปไตย…
เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อประเทศ
สิ่งที่พธม. ทำอยู่อาจจะถูกในทางความคิด
แต่ผมไม่รู้ว่าการกระทำถูกต้องหรือไม่
เรามีจุดยืนคือความรักแผ่นดินเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม
ขอน้อมตามพระราชกระแสรับสั่งที่ว่า
“คนไทย ต้องไม่ฆ่าคนไทยด้วยกัน”
กำลังเดินอยู่ในทางที่คล้ายๆกันเลยค่ะ แต่ก็สับสนใจอยู่ ตัวเราเองก้าวเข้ามาทำงานสื่อทีวี เพราะเห็นว่าเป็นสื่อที่คนเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจนหรือรวย ไม่ว่ามีการศึกษาระดับไหนก็ตาม เราตั้งใจอยากเป็นคนผลิตรายการทีวีดีๆ สร้างสรรค์รายการดีๆให้คนได้ดู … ก็ฟังแล้วน่าจะดีเนอะ แต่…ทีนี้พอได้ลองลงมือทำจริงๆแล้ว ลักษณะงานกลับขัดกับนิสัยส่วนตัวของเราแทบจะทุกอย่างเลย ความฝันก็ยังอยู่ แต่ชีวิตส่วนตัวเรามันไม่มีความสุข อืมม์ จริงๆค่อนข้างทุกข์นะตอนนี้ แต่ก็ยังพยายามฝืนตัวเองอยู่…เราควรจะฝืนต่อไปดีไหม หรือจะหาจุดร่วมใหม่… จุดร่วมที่ทำให้ความตั้งใจดีๆดำเนินต่อไปได้ โดยที่จิตใจเราไม่ต้องเหนื่อยล้าเกินไป…
555! ขอโทษค่ะ เขียนมาซะเหมือนบล็อกนี้เป็นคอลัมภ์ตอบปัญหาเลย ทางเดินของคุณดูน่าสนใจ น่าจะเกิดประโยชน์และเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ค่ะ
อ้อ….ความคิดเห็นเกี่ยวพันธมิตร
มีอยู่อย่างเดียวคือ
ไม่ว่าสิ่งที่พันธมิตรทำถูกหรือผิด
แต่อย่างน้อยเค้าก็รู้ว่าตัวเค้าเองเป็นกลไกที่มีความหมายต่อสังคมนี้
เค้ารับรู้สิ่งที่นอกเหนือไปจากตัวเอง และเค้าแสดงออก
เค้ามี “ความรู้สึก” ให้กับภาวะรอบตัว
อย่างน้อยเค้าก็เลือกจะ “ตื่น” ไม่ใช่เลือกที่จะ “หลับ” นะจ๊ะ -^_^-
ความเห็นที่เก้านี่สุดๆไปเลย
ใช่ค่ะ
เลือกที่จะตื่น
ไม่ใช่หลับ
อย่างน้อยก็เพื่อประเทศชาติ
ตอนนี้คุณเตชลาออกแล้วค่ะ
เช้านี้จะเป็นไงไม่รู้
ไม่รู้ทำไมอ่านแล้วน้ำตาจะไหล
ช่วงนี้ซึมๆ กับสถานการณ์บ้านเมืองมาก
แล้วเราจะไปทางไหนดี
ถ้าเราเลือกเดินทางสายกลาง แล้วจุดสิ้นสุดจะอยู่ที่ไหน ???
“ผมได้เข้าใจว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของ ตัวเองแล้ว”
ชอบอันนี้
คนเรานั้นมันหลากความคิด หลายพ่อ หลายแม่ แต่ฉไนแล้วทำไมไม่สามัคคีกัน เพื่อประเทศของพวกเรา ถ้าเรามีสรามารถขอพรได้จริง ก็คงดีนะ
ไม่ใช่แฟนประจำ แต่ถือโอกาสโพสหน่อยได้มั้ยคะ
เพราะดูเหมือนตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ไหนที่อนุญาตให้เราแสดงความเห็นได้ โดยรับฟังก่อนตอบโต้
สิ่งที่เราสัมผัส
คือความรู้สึกที่ว่า ช่างเป็นธรรมชาติของคนเราจริงๆที่จะยึดมั่นแต่สิ่งที่ตัวเองเชื่อ
นอกเหนือจากนั้น ผิดไปหมด
การวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้แยกเป็นเรื่องๆ แต่แยกเป็นฝ่ายๆ
เราเคารพในสิทธิของการเลือกที่จะเชื่อของแต่ละบุคคล เพียงแต่หวั่นเกรงหากสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มาจากความคิดวิเคราะห์ของตนจริงๆ
ยิ่งเราหาความรู้ เรากลับยิ่งไม่มั่นใจในความรู้อีกต่อไป
บ่นๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย
สำหรับเพื่อนๆ เราเป็นคนแรงเรื่องการเมือง และล่าสุดเพื่อนสนิทเราเพิ่งไปขึ้นเวทีพันธมิตรมา นั่นทำให้ทุกคนเข้าใจเสมอว่าเราที่แรงยิ่งกว่าเพื่อนเรา จะต้องไปพันธมิตรแน่ๆ!
แต่พอเราอ้าปากจะอธิบาย ก็จะถูกถามว่า “นี่แกอยู่ข้างสมัครเหรอ”
ไม่มีใครพร้อมเข้าใจ หรือยอมรับว่าบนโลกนี้ ยังมีพื้นที่ที่มากกว่าสองฝั่ง – -”
” บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…
…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”
ดีมากๆเลยคับ ทั้งบทความ และ ประโยคนั้น กินใจมากๆเลยคับ
นับถือๆ
คิดว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ใจเรา ต่อให้ระบบอะไรดีแค่ไหน แต่หากใจของสมาชิกในสังคมไม่ดี ก็ยากที่บ้านเมืองเราจะสงบสุข
อย่างไรก็ตาม ก็ยังเชื่อมั่นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหรือพรรคไหน หรือองค์กรใดมันก็ต้องมีทั้งขาวและดำปะปนกันไป
ในเมื่อเราไปบังคับใจคนอื่นไม่ได้ ก็หันมาบังคับใจตนเองเหอะ
อย่าให้ใจเราแปดเปื้อนไปมากกว่านี้แล้วกัน
สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ทำดีค่ะ
(แม้มาตรฐานคำว่า “ดี” ของแต่ละคนจะแตกต่างกันก็ตาม”
หวัดดีค๊ะพี่สิงห์..
ตอนนี้ปัญหามันเริ่มบานปลายไปกันมากแล้ว..
นู๋ก้อเปงคนนึงนะค๊ะที่อยากให้มีผู้นำประเทศที่ดีและอยากให้บ้านเมืองกลับมาสงบเหมือนเดิม..
และก้อไม่อยากได้นายกที่เอาแต่บ่นไปวันๆๆ..
แต่ในเวทีพันธมิตรเมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณสนธิ กล่าวออกมาปราศัย ณ เวทีพันธมิตร ด่าว่ามหาวิทยาลัยศรีปทุมว่าเป็นเด็กโง่ไร้สติปัญญา ซึ่งนู๋ก้อเรียนอยู่ที่นั่น ซึ่งนู๋ก้อได้ความรู้และวิชามาจากที่นั่น
นู๋ด้ายแต่บอกกะตัวเองว่า
ปัญหาในตอนนี้มันเริ่มปานปลายไปกันใหญ่แล้ว ซึ่งเค้าทำไมต้องเหมาร่วมนักศึกษาทุกคนที่อยู่ใสถาบันด้วย ซึ่งนักศึกษาทั้งเกินครึ่งของเป็นคนใต้และเค้ายังศรัทธาในการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มพันธมิตรอีกด้วย..
รวมถึงตัวนู๋ ซึ่งหมดความศรัทธาให้กับผู้ใหญ่หัวหงอกที่ออกมาด่าทอคนโดยไร้ซึ่งมนุษยธรรม..
ย้อนหลังไปมาก แต่อยากจะ ‘ment =P
||
||
โดยส่วนตัวเราก็นับถือคนที่ความมุ่งมั่นและต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองนะ
แต่เรื่องประท้วง-ก่อม็อบอะไรเนี่ย..
ขอบาย ฮะฮะฮ่า =D
เพราะเราเชื่อว่าจะต้องมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้แน่ ๆ!!
เราไม่ชอบที่เวลาใครไม่พอใจอะไรก็มาเอะอะโวยวาย [--]”
การศึกษาที่ได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก + ธรรมเนียมไทยที่ได้อบรมถ่ายทอดมาร่วมกี่สมัย +
จิตใจที่มุ่งมั่นเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ = ทำได้แค่ประท้วงเหรอ????
||
||
ทำไปเพื่ออุดมการณ์หรือความสะใจ?
แน่ใจหรือว่าเสียสละไม่ใช่เห็นแก่ตัว?
คิดแต่จะทำ..แล้วคิดบ้างไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นไง?
||
||
พอมีคนถามว่าอยู่ข้างไหน?
เราก็แบบส่ายหัวอะ [--]!
ระอาใจทั้ง 2 ฝ่าย -*-
||
||
บางคนอาจคิดว่าตัวเองดีกว่าตรงที่อย่างน้อยก็ทำอะไรสักอย่าง..
{ไปเดินประท้วงกะเขา!}
มั่นใจได้ไงว่า สิ่งที่ตัวเองทำคือสิ่งที่ดี?!?
||
||
สรุป..หลายคนหวังดีพยายามจะเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น *0*
พยายามเหลือเกินในการเปลี่ยนแปลงคนอื่น แล้วก็มาเหนื่อยซะเอง 0.o
คิดจะเปลี่ยน..เริ่มจากตัวเองก่อนดีกว่าไหม????
||
||
ในเมื่อคิดดี+เจตนาดีแล้ว ก็อยากให้ดำเนินในทางที่ดีด้วย =)
เชื่อมั่นสิ..Everything’s gonna be fine ^^