ไอน้ำกับพู่กัน (Catalyst 12)
ตอนนี้ www.ideabangkok.com ที่ใช้ระดมไอเดียนโยบายของคนกรุงเทพได้เอาไอเดียที่มีคนโพสเข้ามาในเวปไปให้ผู้ว่าอภิรักษ์แล้วนะครับ น่าจะมีการนำเอาไปพิจารณาบางไอเดียไปเป็นนโยบายไปทำจริงภายในปีนี้ เพราะงั้นใครมีไอเดียดีๆ และอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายของกรุงเทพ (เท่โคตร) ก็ง่ายๆนะ ไปโพสต์กันได้เลยที่ www.ideabangkok.com ท่านผู้ว่าเข้ามา check เองประจำเลยคราบ
Catalyst 12
ไอน้ำกับพู่กัน
ความสุขคือการได้หลุดพ้น
…
ในสังคมพุทธที่พวกเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ ผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน
หากแต่ความหลุดพ้นนั้นมิใช่สิ่งที่พวกเราเคยผ่านพบ หลายๆครั้ง เราก็อาจจะปฏิบัติต่อนามธรรมข้อนี้ดั่งตำนานลึกลับหรือว่าเหมือนกับสัตว์ประหลาดในเทพนิยายที่ทุกคนเหมือนจะเคยได้ยิน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้พบเจอหรือว่าเข้าใจมันจริงๆ
ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา… เพราะในความเป็นจริงนั้น ตัวผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นอยู่มากนัก ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม หากจะมีก็แต่ความคิดคร่าวๆว่าหนทางที่น่าจะนำไปสู่การหลุดพ้นนั้นน่าจะมีหน้าตาพอเป็นเช่นไร
และผมก็อยากที่จะลองหาวิธีถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นดูเมื่อโอกาสอำนวย
เพราะ ฉ นั้น การที่ผมจะเขียนบทความต่อไปนี้ ก็อาจเหมือนกับการเอาคนเมามานั่งเทศน์เรื่องถือศีล การเอาคนสถุลมาสอนเรื่องมารยาท แต่สำหรับทุกท่านแล้ว หากจะให้ได้ประโยชน์จริงๆจากสิ่งที่กำลังถูกเสี้ยมสอนอยู่ บางครั้งมันก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องลืมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสารเสียให้หมด และจดจ่อสมาธิอยู่แค่ที่ตัวสารเท่านั้น
ผมเป็นเพียงแค่นักโทษผู้แอบไปได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกันถึงทางออกจากที่จองจำที่ซ่อนอยู่
โดยมันเริ่มจากข้อความสั้นๆที่ผมได้ไปพบเจอมา
สำหรับผู้ไร้เดียงสา
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
แต่สำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้
ภูผาและสายน้ำนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่แตกต่าง…
และสำหรับปรมาจารย์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
….
คำกล่าวเมื่อข้างต้น เป็นคำพูดที่เป็นที่รู้จักอย่างค่อนข้างกว้างขวางในบรรดาผู้ที่ศึกษาปรัชญาตะวันออก เป็นคำกล่าวที่เอ่ยอธิบายถึงหนทางแห่งการเรียนรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การหลุดพ้นจากวังเวียนแห่งกรรมทั้งหมดทั้งปวง หากจะลองอธิบายมันออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ผมเชื่อว่าใจความของมันก็น่าจะใกล้เคียงกับประโยคประโยคนี้
“เรียนรู้ให้หมด และลืมทุกสิ่ง”
อาจฟังดูเลื่อนลอยและจับต้องยาก แต่ความหมายของมันจริงๆก็คือการเลิก “บังคับ” หรือ “กระทำ” เพื่อให้สรรพสิ่งเกิดบทบาทหรือความหมายออกมาในรูปแบบที่ตัวเราคิดว่ามันน่าจะเป็น ปรัชญาข้อนี้พยายามบอกเราว่า ในการสังเกตภูเขาและสายน้ำ เพียงเราปล่อยให้ภูเขาเป็นภูเขา น้ำเป็นน้ำ และไม่บังคับให้พวกมันมีบทบาทอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าการ “เป็น” สิ่งที่มันเป็น เมื่อนั้นแหละที่เราจะเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น
คล้ายคลึงกับการปล่อยวาง คือการเลิกหวังให้สิ่งต่างๆในชีวิตเป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น การหยุดหันหลังกลับไปแลมองว่าสิ่งใดบ้างที่เราน่าจะทำให้มันดีขึ้นได้ในอดีต หากแต่เรียนรู้ที่จะโอบกอดปัจจุบันและกระทำสิ่งต่างๆโดยมิได้คิดไปก่อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดไปแล้ว อาจเปรียบเปรยได้กับมีชีวิตในลักษณะที่คล้ายคลึงกับไอน้ำที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากชามข้าว คือต่อเนื่องแต่ขณะเดียวกันก็ไม่สัมพันธ์กัน และความเป็นปัจจุบันก็คือไอน้ำหนึ่งกระแสที่เกิดขึ้นและถูกแทนที่โดยไอน้ำอีกนึ่งกลุ่มก้อนโดยฉับพลันภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากการก่อกำเนิดของมัน
กลับมาสู่เรื่องราวของภูเขาและสายน้ำ หากถามว่าทำไมคนเราต้องเรียนรู้ให้หมดก่อนด้วยถึงจะ สามารถลืมทุกสิ่งได้ นั่นก็เพราะมันเป็นเพียงธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไขว่คว้าหาตรรกะและคำอธิบายต่อสิ่งต่างๆรอบตัวก่อนที่จะสามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าตรรกะเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวเรา เราเห็นเพียงสิ่งที่เราเป็น พูดเพียงสิ่งที่เราคิด และด้วยเหตุนั้น หากเราจะยอมรับได้ว่าภูเขาและสายน้ำเป็นเพียงแค่สิ่งที่มันเป็น เราอาจจะต้องลองพยายามหาคำอธิบายทั้งหมดทั้งปวงมาใช้ และเมื่อเราได้ค้นพบว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นจริงเลย เราจึงจะสามารถปฏิเสธมันและยอมรับได้ว่าสรรพสิ่งนั้นไร้ซึ่งเหตุผลในการดำรงอยู่ใดๆ
…ฉันใดฉันนั้น หากใครไม่เคยมอมเมาอยู่ในวังวนแห่งทางโลก ก็คงไม่อาจรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความสงบที่ความหลุดพ้นจะนำมาสู่จิตใจของตนได้
ความสุขไม่ใช่ของเรา
…
การเชื่อมั่นว่าการกระทำบางอย่างของบุคคลจะนำมาซึ่งความสุขหรือการยึดถือว่าความสุขมีตรรกะในการก่อกำเนิดนั้นมักจะตามมาด้วยความล้มเหลว อันที่จริงแล้ว ต้นเหตุของความทุกข์ที่พบเห็นได้มากมายที่สุดก็น่าจะเป็นความผิดหวังจากความคาดหวังในความสุข
“วันนี้ฉันควรจะยิ้ม”
…หลายๆคนน่าจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นั่นก็คือการกล่าวว่า จริงๆแล้วความสุขนั้นดำรงอยู่เป็นปัจเจกอยู่ภายนอกจิตใจคน ความสุขก็คือความสุข และความสุขก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความสุขไม่จำเป็นต้องให้เรามา”รู้สึก”มันเพื่อให้มันได้ดำรงอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของความสุข โดยเราอาจจะกล่าวได้ว่าความสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับภูเขาและสายน้ำ
และด้วยเหตุนี้ สำหรับหนทางแห่งความสุขแล้ว ไม่มีที่ว่างให้กับ “ความพยายาม”
ในทางกลับกัน ลองมองดูว่าความสุขนั้นต่างหาก ที่เป็นผู้ “เลือก” เรา
“…
โดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ”
ท้ายสุดแล้วเป็นเพียงองค์ประกอบของภาพวาด
ในการเขียนภาพ… ลองสมมุติว่าเราวาดภาพชื่อ “หญิงสาวกับทุ่งดอกไม้”
อาจเป็นความชาชิน ถ้าหากเราจะวาดให้หญิงสาวคนนั้นอยู่ตรงกลางภาพและแลดูดูโดดเด่นเหนือดอกไม้ดอกไหน เธอจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนได้เห็นเมื่อมองดูภาพเขียนภาพนี้
ในทางกลับกัน
เราอาจลองวาด ภาพของทุ่งดอกไม้ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่เป็นองค์ประกอบ ภาพนี้จะไม่มีจุดเด่นใดๆ หรือหากจะมีก็จะเป็นความเด่นที่ในองศาเป็นองค์รวมของทุ่งดอกไม้ทั้งผืน หญิงสาวจะยืนอยู่อย่างไม่แตกต่างจากพุ่มดอกไม้ทั้งปวง และเราจะไม่เห็นเธอจนกระทั่งเราได้สำรวจภาพเขียนนี้อย่างถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว
…
คนเราเป็นได้เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
และหญิงสาวผู้นี้จะไม่สามารถเป็น “หญิงสาวในทุ่งดอกไม้ได้”ถ้าหากว่าไม่มีทุ่งดอกไม้ให้เธอยืน
ดอกไม้งามไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีผืนดิน และพื้นผิวนั้นก็คงจะไม่ถูกเรียกว่าทุ่งดอกไม้ถ้าหากว่าไม่มีดอกไม้ใดๆขึ้นปกคลุม
ไม่มีสิ่งใดที่แยกออกจากกัน
และไม่มีอะไร ที่เกิดขึ้นจาก “การกระทำ” ของใคร
…หากแต่ใช่หรือไม่ เราอาจจะมองภาพนี้ และรู้สึกได้
ว่าหญิงสาวผู้นี้กำลังสุขใจ..
ทุกสิ่งที่กล่าวมา อาจจะสรุปสั้นๆได้ว่าความสุขนั้นที่แท้มีต้นเหตุจากการไม่ไขว่คว้าหาความสุข เลิกยึดถือว่าการกระทำของตนเองจะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งใดๆ มองจิตวิญญาณของตนเหมือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่งที่อยู่รอบกาย จางหายได้และไม่สำคัญ
บางทีการลองนำเอาสิ่งที่กล่าวมาไปเป็นหนทางในการดำเนินชีวิตอาจเป็นเรื่องยากอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อเดินจงเดิน เมื่อนั่งจงนั่ง เมื่อหายใจจงหายใจ
และเมื่อสุข
…จงสุข
หากไม่คิดก่อนกระทำ ก็จะไม่มีความคาดหวังจากการกระทำ และไม่นำไปสู่ความผิดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ
มีชีวิตเหมือนดั่งไอน้ำ
…ต่อเนื่องแต่ไร้ซึ่งความเกี่ยวพัน
บางคนอาจหัวเราะ และบางคนอาจเข้าใจ
…แตกต่างกันไป
12 Comments »
Leave a comment
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS





อ่านแล้วรุสึกดีขึ้นมากๆ
ในขณะที่กำลังหาทางออกและทางแก้ไขบางอย่าง
สำหรับบทความนี้มันเป็นคำตอบที่ดีที่สุด(ในตอนนี้)
อ่านแล้วไม่ใช่แค่ได้คิด
ยังได้ซึมซับอรรถรสในเชิงปรัชญา
และยังเชื่อมโยงกับกฎของจิตวิทยาสังคมที่ว่า**
“มนุษย์สร้างความจริงเป็นของตัวเอง…
…..ตามมุมมองหรือทัศนคติของตนเองเสมอ”
**อย่างน้อยก็ตามความจริงที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมา…
ทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ก็คิดว่ามีความสุขดีอยู่แล้ว
แต่บางที
กลับรู้สึกว่างเปล่า
ทำไมกันนะ….
หากไม่คิดก่อนกระทำ ก็จะไม่มีความคาดหวังจากการกระทำ และไม่นำไปสู่ความผิดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ
จริงด้วยย!!!!
ทุกสิ่งดำเนินไปตามวิถีของมัน
มันอาจจะดูไร้เหตุผล
แต่มันมีค่าในตัวของมันเองเสมอ
** สุข กับ ความสุข นามธรรม ที่หล่อหลอมให้คนดำรงอยู่ได้ **
ว๊า
เปลี่ยนผู้ว่าอีกแล้วสิ
น่าเบื่อ…
ฟังดูคล้ายๆคำที่ว่า “สูงสุดกลับสู่สามัญ”
เป็นเหมือนสัญลักษณ์ ของนามธรรมบางอย่าง ที่เราเสาะหาอยู่ …
เข้าใจมากขึ้น
ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ และมันก็เป็นเช่นนั้นเอง
เราเพียงไปรับรู้และเกาะกุมมันเข้าให้ สุขจึงแฝงด้วยทุกข์เสมอมา
แต่ถ้าปล่อยวาง รู้เพียงว่า “แสนธรมดา”
แม้แต่ตัวเราก็ไร้การแบ่งแยกว่าเป็น “กู”
ทำอะไรๆอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ และทำด้วยปัญญา
ประโยชน์ใหญ่จึงเกิดเป็นธรรมดา
ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา… เพราะในความเป็นจริงนั้น ตัวผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นอยู่มากนัก ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม หากจะมีก็แต่ความคิดคร่าวๆว่าหนทางที่น่าจะนำไปสู่การหลุดพ้นนั้นน่าจะมีหน้าตาพอเป็นเช่นไร
ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา.. ไม่ค่อยเข้าใจประโยคนี้กับความสัมพันธ์กับบริบทแฮะ อ่านตรงนี้หลายรอบมาก
ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม..
แต่เขียนมาได้ขนาดนี้
คุณก็รู้ทางแถมยังแอบได้ยินว่าประตูทางออกอยู่ตรงไหนแล้วนี่ ถึงแม้จะจินตนาการจากคำบอกเล่าก็เถอะ
ยังไม่อยากไปใช่มั้ย
อยากเที่ยวเล่นอยู่แถวๆนี้ก่อน
หรือไม่ก็มีโซ่ตรวนจองจำอยู่จริงๆ
วันนึงหลุดจากการจองจำ เดี๋ยวก็ไปเนอะ
ถ้าไ่ม่ลืมไปหมดซะก่อนว่า เส้นทางนั้นมันไปอย่างไร
it’s so ture..but so hard to do it!
PS. อ่านยากอีกแหละ -*-
||
||
ขอ ‘ment สั้น ๆ ที่บอกว่า…
ถ้าเขียนไปก็เหมือนเอาคนเมามานั่งเทศน์เรื่องถือศีล/เอาคนสถุลมาสอนเรื่องมารยาท!!
อยากบอกว่า”ไม่เป็นไรหรอก…เขียนไปเหอะ” ^^
เราเข้าใจว่า บางคนสอนดีแต่อาจไม่เก่งมากในเรื่องที่สอน =
{แม้จะเกิดขึ้นน้อยแต่ก็มีนะ
เช่น เราเห็นครูสอนร้องเพลงหลายคนที่ลูกศิษย์เขาร้องเพลงได้สุดยอดดด *0*
แต่ตัวครู เราว่าเขาร้องเพลงได้งั้น ๆ นะ =P}
บางคนที่เก่งแต่กลับสอนเรื่องนั้นไม่ได้ 0.o
เรื่องนี้เราเป็นเองกับตัว เลยมั่นใจ Confirm ได้ ฮะฮ่า =D
||
||
ชอบสิงห์ใช้ภาษาธรรมดามากกว่า *0*
เพราะเราไม่ได้อ่านเอาความสวยงาม เราอ่านเอาความเข้าใจน่ะ =P