Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

สามัญ

ทำไมรูปปกใบไม้แดงมันกลายเป็นรูปหนังสือกุ๊กกิ๊กวะ…

 

Catalyst 14

สามัญ

 

เรื่อยมา…
หนึ่งห้วงเวลาแห่งชีวิต
มนุษย์วิ่งเข้าหามัน เพียงเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่เรา “ควร” จะเป็น
แต่สิ่งที่น่าฉงนก็คือ …ความสามัญนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็นมากที่สุดไปด้วย
…และก่อนที่เราจะรู้ตัว
เวลาก็หมดลง
เราทุกคนก็จะเลิกไขว่ขว้า
หลับตาลง …
…กลายเป็นซากศพธรรมดาๆ

มันมีอะไรที่ไม่ปรกติอยู่ในความธรรมดา
บางครั้งเราเลือกที่จะใช้มันเป็นเกราะกำบังจากความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างใน แต่บางครั้งเราก็โยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อบำรุงภาพร่างแห่งอัตตา
บางเวลา เราปลอบใจตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเรานั้นปกติ หากแต่ในบางเวลา…ปัจจัยแห่งความสามัญที่ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรานั้นก็เป็นเหมือนคำด่าทอที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลชนิดไหนๆ
ไม่มีใครอยาก”ถูกมอง”ว่าธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากจะ “ผิดปกติ”
เหตุใดกันหนอ ทุกครั้งที่เรามองลึกลงไปในแก่นของวงจรเวลาที่เราได้รับมาในโลกใบนี้ แล้วเรามักจะเจอแต่ปัจจัยที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลกไร้สาระทุกครั้งไป
เราต้องการชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เป็นธรรมดาของคนทุกคน
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
“การยอมรับ” และ “ความแตกต่าง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ

มองมุมหนึ่ง บางทีเราอาจล้วนแตกต่าง ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกที่ไม่มีใครเหมือนกันในจักรวาล
หากแต่มองอีกมุม เราอาจจะคล้ายคลึงกันเกินแยกแยะ เป็นเพียงเสี้ยวเศษหนึ่งของสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ
ความเป็นไปได้มีทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ในสายตาของจักรวาลนั้น ความแตกต่างของพวกเราคงจะมีน้อยเกินแยกแยะ หากแต่ในโลกของปัจเจกบุคคลที่มีแต่ตัวเราดำรงอยู่ สายตาของเราก็คงจะแยกตัวตนของตัวเราเองออกจากทุกๆคนที่เหลืออย่างชัดเจน

ทำไมเราถึงต้องการความธรรมดา?
ในการทำความเข้าใจคำถามนี้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ที่จะลองมองย้อนกลับมาอีกคำถามหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่เรากำลังค้นคว้าอยู่ ณ ตอนนี้
อะไรคือความธรรมดา…
แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว มันอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมานั่งถกกันถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความธรรมดาในเชิงปฏิบัติ หากแต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของความธรรมดาก็คือตรงที่ความธรรมดานั้นเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ

เฉกเช่นเดียวกับทุกสิ่งในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่ามีขั้วตรงข้าม
ธรรมดาเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความไม่ธรรมดา

สิ่งนี้เริ่มต้นจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เพ่งมองสรรพสิ่งในเชิงเทียบเคียงอย่างสม่ำเสมอ
สูง ต่ำ มืด สว่าง
ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งจ้องมองสิ่งที่คนอื่นทำตลอดเวลา ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งนับจำนวนผู้คนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกันโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขดังต้องมนต์สะกด
ทำไมเราถึงต้องเดินข้ามธรณีประตูของวัด และทำไมการเหยียบมันถึงเป็นสิ่งที่ไม่พรึงกระทำ ทำไมพยางค์ที่สามในวรรคที่สองของกลอนแปด ถึงต้องสัมพันธ์กับพยางค์สุดท้ายของวรรคแรก ทำไมการใส่สูทถึงเป็นสิ่งที่สุภาพกว่าการใส่เสื้อยืด
เหตุใดผู้หญิงถึงไม่ควรสูบบุหรี่
เหตุใดจึงคนทุกคนถึงควรมีงานทำ
สิ่งเหล่านี้คือความธรรมดา… เช่นนั้นหรือ?

บางทีมันอาจจะไร้ประโยชน์ในระดับพอสมควรที่จะมานั่งถามคำถามเหล่านี้ หรืออาจเป็นได้ที่การตั้งคำถามนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเทียบเคียงสัจจะได้ก็คือ มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริงของบรรทัดฐานทุกข้อที่เพิ่งกล่าวมา ส่วนพวกเราส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นอาจจะไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่
ถึงแม้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ยังคงโอบกอดข้อกำหนดเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น เหมือนกับว่ามันเป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากได้
ทำไม…?
ก็ยังคงเป็นคำถามนี้เช่นเดิม

แล้วเหตุใดเล่า คนเราถึงต้องหวาดกลัวความสามัญ
ทั้งๆที่หมดชีวิตเราขยาดความแปลกแยก หากแต่ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวที่จะตายโดยไม่แตกต่าง
มันเหมือนกับการต่อสู้ระหว่างอัตตาและสัญชาตญาณทางสังคม
สุดท้ายคนเราก็ได้แต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่ต้องการที่สุดมาสวมวิญญาณตัวเอง
บางคนสวมเสื้อสีต่างๆ เพียงเพื่อให้รับรู้ได้ว่าความหมายนั้นได้มาเยือนชีวิตของตน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ต้องสวมเสื้อสีเดียวกับทุกคนก็ได้
บางคนเลือกประดับประดาอัตตาด้วยยศถาบารมี
ทั้งๆที่คนที่รักและเคารพเขาจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขามีตำแหน่งอะไร

…เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้แต่ตัวผมเองที่กำลังพูดเหมือนกับว่ามองทุละสัจจะชีวิตในทุกชั้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมวิจารณ์ไปมากนัก
เหตุผล…
..เพียงเพราะผมเป็นคน…
เช่นนั้นหรือ?

ความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ล่าและหลีกหนีความสามัญนั้นช่างแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในรูปแบบที่อธิบายยาก
บางครั้งเราร้องไห้แทบเป็นแทบตายอยู่ภายใน แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด เพียงเพราะเราเชื่อว่าเรื่องที่เราทุกข์อยู่นั้นมันช่าง “แสนธรรมดา” และเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าเรา “มีชีวิต”
โอกาสในการหลุดพ้น หรือว่าเริ่มต้นใหม่นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของความปรารถนาสูงสุดของคนแทบจะทุกคน
แม้แต่คนบ้า ก็ยังอยากเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่คนที่อยู่สูงที่สุด ก็ยังคงหวาดกลัวการเลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่โอกาสนั้นไม่เคยมา
ได้แต่รอเวลา
ที่จะหลับตาลง …เหมือนกับคนทุกคน

December 25, 2008 - Posted by wannasingh | Uncategorized | , , , , | 10 Comments

10 Comments »

  1. นั่นซิคะ ทำไมถึงเป็นรูปนั้นไปได้ เหอะๆๆๆๆ
    น่ารักดี 5555555

    Comment by kati | December 25, 2008 | Reply

  2. ..เพียงเพราะผมเป็นคน…
    เช่นนั้นหรือ?

    นั่นซิคะ เพียงเพราะว่าเราคือคน
    ตัวตน+จิตวิญญาณ = คน
    ความเป็นไปก็คือความสามัญ
    เป็นไปอย่างสามัญ
    การรอคอย….
    ที่จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ของความสามัญ
    +++++—–+++++

    Comment by kati | December 25, 2008 | Reply

  3. เพิ่งเห็น a day ฉบับล่าสุด
    ยินดีด้วยนะคะที่ได้เป็น 1 ใน 100 idols

    สิ่งที่สิงห์ทำมากำลังเผยแพร่ออไป คิดว่าคงมีคนไม่น้อยที่มีมุมมองกว้างขึ้นจากการที่ได้รู้จักสิงห์ และก้อคงมรไม่น้อยที่คงจะเอาสิงห์เป็นแบบอย่าง

    เราคิดว่าสิงห์สมควรที่จะเป็น idol แล้วแหละ >> ดีใจด้วย >u<
    และคิดว่าหลังจากนี้คงได้นิยามใหม่ๆ นอกจากคำว่า ลูกไม้ใต้ต้น แล้วแหละ

    ป.ล. ปกหนังสืออีกเล่มดูแล้วก้อถือว่าสร้างสีสันให้บล็อกสิงห์ดีนะ

    Comment by pook | December 25, 2008 | Reply

  4. เหอๆ

    แผนป่วนกวนหัวใจ- -”

    เข้ากับเนื้อหาข้างในม้ากมากเนอะ
    ไปซื้ออะเดย์มาแล้ว
    ทำไมรูปช่างไม่เหมือนอารัยเช่นนี้
    ดูแก่ขึ้นอีกเยอะเลย
    หรือเค้าต้องการสื่อถึงว่า เป็นคนมีประสบการณ์งี้ป่าว อิอิ

    จาปีใหม่แล้ว ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยละกันนะคะ

    ^_________________^
    My IdoL

    Comment by onlii me smile | December 28, 2008 | Reply

  5. อ่านแล้วรู้สึกว่า เหมือนจะโดนนะ ^^

    … ตอนแรกนึกว่าสิงห์หันไปเขียนหนังสือกุ๊กกิ๊ก 555+

    Comment by Mim | December 29, 2008 | Reply

  6. สิงห์เขียนหนังสือดีจัง

    รู้สึกว่าสำนวน อารม ความรู้สึก ตัวหนังสือ มันพลิ้วตามกันไปหมด

    เมื่อก่อนเคยอ่านบทความของสิงห์ รู้สึกว่าสิงห์พยายามเขียนให้ดีเกินไป อะไรอะไรก็ดูตะกุกตะกักไปหมด เหมือนพยายามจะทำให้เหมือนใคร(ซึ่งคงไม่ใช่ แต่รู้สึกตามนั้น)

    ………..

    อ่านอะไรๆของสิงห์มาก็เยอะ

    แต่ตอนนี้เหมือนการเขียนหนังสือของสิงห์ มันเป็นสิ่งเดียวกับตัวสิงห์จริงๆ

    เหมือนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย…

    ยังไงก็มีความสุขมากๆ เป็นกำลังใจให้เสมอ

    แฮปปี้นิวเยียร์จ๊ะ

    Comment by wan | December 30, 2008 | Reply

  7. พี่สิงห์ มายสอบติด เสดสาดมธ.แล้ว เย้ๆๆๆๆ^___^

    Comment by onlii me smile | January 14, 2009 | Reply

  8. พี่สิงห์ ..เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบบางสิ่ง จากการแสวงหาความหมาย ในบางช่วงความคิด ในการตั้งคำถามกับโลก.. ซึ่งเต็มไปด้วยพลัง

    ติดตามงานพี่อยู่เสมอ

    ขอบคุณที่ยังมีพี่สิงห์กับงานเขียนของพี่อยู่..
    ปล. ในนี้สาวๆเยอะแฮะ

    Comment by pinn | January 15, 2009 | Reply

  9. happening…

    Comment by pook | January 28, 2009 | Reply

  10. แล้วทำไม….

    จะต้องมีคำถามว่า”ทำไม”?

    ทุกอณูของชีวิตจำเป็นต้องมีตรรกะ-เหตุผลอยู่ด้วยเสมอเหรอ??

    ||

    ||

    บางอย่าง {หรือหลาย ๆ อย่าง} ไม่เห็นต้องเข้าใจเลย =P

    รู้แล้วไง? รู้แล้วได้อะไร?

    0.o

    PS. I mean what I said นะ ไม่ได้กวน ^^

    Comment by PaRiCiOuS | September 15, 2009 | Reply


Leave a comment