Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ไม่ได้ up เสียนาน

ไม่ได้เข้ามาเช็คตั้งนานด้วยนิ คนหายไปไหนหมดล่ะนี่ หรือว่าเป็นนักเขียนจะขาลงแล้ว 55 (ดีครับ จะได้เป็นนักดนตรีขาขึ้น) ตอบตามใจออกเดือนมีนานี้นะครับ ใครจะถามก็รีบถามเน่อ จะจบคอลัมน์แล้ว ใครสนใจก็ไปเจอกันที่งานหนังสือนะครับผม ปลายเดือนมีนา บู๊ทอมรินทร์ ที่เดิม

ป.ล. ยินดีกับน้องมายด้วยเน่อที่สอบติด โชคดีครับ

Catalyst 15

เดี่ยว

ปรัชญามากมายที่พยายามเป็นตัวแทนของการแสวงหาคำตอบ

ความเปลี่ยวเหงาที่ไม่เคยจบสิ้นของผู้คน

ความเอ่อล้นของสิ่งว่างเปล่าในชีวิต…

สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากหนึ่งคำถาม…

…หากแต่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกันนั้นไม่

เราเป็นใคร”

คำถามอมตะที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย  มันถูกเอ่ยถามบ่อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่แสนจำเจ

แต่ถึงแม้จะถูกพูดบ่อยเท่าไหร่ ความลึกซึ้งของประโยคคำถามสามพยางค์นี้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปตามจำนวนการใช้ที่มากมายมหาศาลของมัน …

…อย่างน้อยก็ในสายตาของมนุษย์

ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยยิ่งเลยผ่าน ยิ่งเราถามคำถามนี้มากขึ้นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นเหมือนว่าเราจะยิ่งถูกสายลมเบาๆ พัดพาออกไป ให้ค่อยๆลอยห่างจากคำตอบที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น

เรารู้จักตัวเองมากแต่ไหน

หากไม่ใช้เรา…

…แล้วใครเล่า จะเข้าใจ

ในฐานะมนุษย์หนึ่งคน ผมใช้ชีวิตรวมหมู่ดังเช่นที่ทุกๆคนทำ ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย ในถนนที่ผมเดิน ก็มีผู้คนย่ำก้าวเดินสวนทางมา และในที่ที่ผมทำงาน ก็มีอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ล่ะวัน ทำหลายๆสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับตัวผม

เส้นทางของเราล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกัน หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่าคนเรานั้นไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบ่งแยกออกจากกันและกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว  องเรา่คล้ายคลึงกันกับผมคลึงกัน ด้แตกต่างกันมากนัก

แต่ถึงแม้กระนั้น ความเปลี่ยวเหงากลับไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนทุกคน หลายครั้งที่เราต้องนั่งอ้างว้างเดียวดาย รู้สึกเหมือนเศษธุลีของจักรวาลที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา

ความรู้สึกนี้ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเท่าไร

ความเหงาเป็นตัวแปรคงที่ในสมการของชีวิตคน

และความจริงข้อนี้ที่ผมสังเกตเห็น ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้

“ทำไม…”

ความอยากทางเพศ… เรายังพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณในการสืบพันธ์

ความตาย.. ก็ยังสามารถเข้าใจ ว่ามันคือการควบคุมพลวัตรของทุกสรรพสิ่งในโลก

หรือแม้แต่ความรัก …หากมันจำเป็นจะต้องมีเหตุผล เหตุผลนั้นก็คงจะไม่ได้แตกต่างจากความอยากทางเพศไปมากนัก

หากแต่ความเหงา…

หากมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับพระเจ้าอยู่จริง…

…ทำไมนะ คนเราถึงถูกออกแบบมาให้อยู่กับมัน

ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย…

ผมอยู่กับแม่ พี่ชาย และแม่บ้านอีกสองคน ตามปกติของทุกครอบครัว เรารักกัน เราห่วงใยซึ่งกันและกัน และเราพูดคุยกันเป็นปกติ แม่ของผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของคนทุกคนในบ้านมาก แม่จะพยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตร่วมกันให้สมเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่พี่ชายของผมก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นที่ชอบพอของคนทุกคนที่รู้จักเขา พี่แม่บ้านทั้งสองคนก็เป็นคนดี คอยดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่เชื่อใจได้

บ้านของผมเป็นบ้านที่ดี

…แต่ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง

ผมกลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในบ้านนี้กลับไม่เคยหยุดรู้สึกอ้างว้าง

ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แม่และพี่ชายผมมีความสุข ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการอะไรในชีวิต ผมไม่รู้ว่าพี่แม่บ้านทั้งสองคนเขาทำอะไรกันบ้างในยามที่ไม่ได้ทำงานบ้าน ผมดูไม่ออกว่าวันไหนที่ครอบครัวของผมกำลังกลุ้มใจ และผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้คืออะไร

ได้หลังคาเดียวกันที่เราอยู่ร่วม บางครั้งเรากลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน

และหากลองมองในทางกลับกัน สำหรับพวกเขา ตัวผมเองก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้าในบางเวลา

ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง ไม่เคยเดินไปบอกใครให้หันมามองตอนที่ผมกำลังทุกข์ทรมาร ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังว่าจริงๆแล้วผมชอบทำอะไร หรือว่าผมมีความสุขกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ

หากความเหงาคือการต้องอยู่เดียวดาย แล้วเหตุใดเล่าผมจึงยังคงรู้สึกมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าผมจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้อยู่รอบกายแล้วก็ตาม

เหตุผล…

ข้อสรุปเดียวที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือความเหงานั้นคงที่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ คนเราเหงาตลอดเวลาและตลอดไป เราจะทำได้ก็เพียงแต่สร้างสถานการณ์สมมุติที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถบรรเทาความอ้างว้างเดียวดายได้

เรากอดกันเพียงเพื่อให้ได้รู้สึกอยู่ใกล้

เราเล่าเรื่องของตัวเราให้คนอื่นรับรู้ หวังว่าคนรอบข้างจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของเรา

แต่ท้ายสุดแล้ว ความอ้างว้างไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเรา

หากการอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้างแล้ว บางทีเราอาจจะต้องทำความเข้าใจปัจจัยแห่งความเหงาเสียใหม่ เพียงเพื่อเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับมันได้

บางทีความเหงานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนของความสัมพันธ์ บางทีความเหงาอาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม ความเหงาอาจจะเกิดจากหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็เป็นได้

เราเป็นใคร”

คำถามที่แสนจะจำเจ …

คำถามที่น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่ารู้คำตอบอยู่ในใจ

การส่องกระจกทุกวันไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รูปลักษณ์ที่ส่องสะท้อนอยู่บนเรือนกระจกนั้น หากนับดูแล้วคงไม่เท่ากับหนึ่งในพันของสิ่งที่เราเป็น การที่ตัวตนของคนเราจะสามารถ “เต็ม” จริงๆได้นั้น เราคงจะต้องใช้อะไรที่ลึกซึ้งกว่ากระจกหนึ่งบานอยู่มากโข

แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถหยุดยั้งความอยากที่จะค้าหาความหมายให้กับตัวเอง ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่สมบูรณ์ปากกว่าสัตว์เดินสองเท้าที่เกิดมา แล้วก็ตายจากไป

บางคนวิ่งหา “มิตร” เพื่อหาเงาสะท้อนของตัวเองในสายตาของผู้อื่น บ้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อระบุตัวเองกับแนวคิดหรือปรัชญาที่จับต้องได้ยาก

แต่ไม่ทางเลยที่คนอื่นจะสามารถรู้จักตัวตนจริงๆของเรา และบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร

เราวิ่งเข้าหากัน เพียงเพราะเรา “เหงา”

เราหวังว่าผู้อื่นจะสามารถเชื่อมต่อกับเรา และบอกเราได้ว่าอะไรที่มันขาดไป

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยสัมผัส หรือว่าคำพูดของผู้อื่น

ใช่หรือไม่ …คนเราเหงาเพราะว่าเรากำลังวิ่งหาตัวเอง

เราเหงา… เพราะว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับชีวิตที่เราใช้สอยอยู่ตลอดเวลา

เราเหงา… เพราะหลุมดำในจิตใจ ที่ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง

แต่ที่แน่แท้… การเสาะหาเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น มันเป็นการเดินทางภายในที่เรารู้แต่จุดหมาย แต่สิ่งที่ขาดหายก็คือจุดเริ่มต้น

ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่เลือกทางสะดวก เลือกที่จะไขว่คว้าหาไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ในทุกเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หากแต่ในจิตใจนั้นกลับรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ก็คือความเดียวดายอย่างไม่รู้จบสิ้นเมื่อผมเดินออกมาจากฝูงชน

ทุกวันนี้ เราพูดคุยกันตลอดเวลา เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายที่แสนสะดวกสบาย

เราเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่กันอย่างแออัด จนทำให้เราแทบจะไม่ได้อยู่คนเดียว

ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่แนบชิดกัน

หากแต่ความอ้างว้างนั้นกลับทวีคูณ

และเรายังคงใฝ่หา “ผู้อื่น” มาบำบัดความเหงานั้นอยู่เช่นเดิม

ค่อยๆแสร้งทำเป็นหลงลืม …

…ช่องว่างที่อยู่กลางจิตวิญญาณ

January 31, 2009 - Posted by wannasingh | Catalyst | , , , , | 15 Comments

15 Comments »

  1. pim thai mai dai a T^T
    I must go to meet p’singh on march!!!
    would like 2 talk with u na ka
    If I pass an interview ,I will be at BKK on April
    so excite
    ja pai hai dai leai eiei
    where’s reader….they might read,but didn’t comment kor dai na..
    ^__^Could u upload your new single here…

    see u later ka
    many thanks for your congratulation ^_____^

    Comment by onlii me smile | January 31, 2009 | Reply

  2. มาตามอ่านคร่า

    เป็นบทความที่ดีมากเลย ปัจจุบันคนเราเหงาเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่จำนวนคนแออัดมากขึ้นทุกที
    กำลังเหงาอยุ่พอดี 555+
    อ่านแล้ว ได้อะไรเยอะเลยค่ะ

    พี่สิงห์ คิด เขียน ดีจังค่ะ

    Comment by Zerzist Joonstinn | January 31, 2009 | Reply

  3. เขียนตอบด้วยพรรณาโวหารไปประมาณยี่สิบกว่าบรรทัด

    วนกลับขึ้นไปอ่านทบทวนข้อความของคุณอีกที อืม ลบดีกว่า

    ผมว่าอาการที่คุณว่าจริงๆ แล้วก็คือการรู้สึกว่า “ไม่มีใครเข้าใจตัวเราอย่างแท้จริง”

    คนเราก็มีอาการนี้กันทุกคน มากน้อยต่างกันที่ว่าแต่ละคน “ลึก” แค่ไหน

    ในกรณีของคุณหนักหน่อย เพราะคุณน่าจะเป็นคนที่ ลึก กว่าค่ามาตรฐาน

    ถ้าเป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้ของฮอลลีวูด อาการเช่นนี้ของตัวเอกจะหมดไปเมื่อเจอ “คนที่ใช่”

    Comment by PastelSalad | January 31, 2009 | Reply

  4. เหงา..
    คนที่ใช่..อยู่ไหน ??

    จริงๆแล้วเราก็เข้ามาอ่านบ่อยนะ มาติดตามความเคลื่อนไหว อ่านคอมเม้น ยังไงก้อ blog ไม่ร้างแน่นอน เป็นกำลังใจให้ค่าาา..

    ปล. ถ้าเพลงออกเมื่อไหร่บอกด้วยเน้อ แล้วก้อเจอกันมีนาค่ะ >u<

    Comment by pook | February 2, 2009 | Reply

  5. เหงามันเหมือนกับหิวมั้ง ติดมากับความเป็นมนุษย์ที่ยังไม่หลุด
    หิวปกติ ควรกินวันละไม่เกิน 2 มื้อ
    เหงาปกติ ควรเหงามากน้อยเท่าไหร่ไม่ทราบ หรือไม่ควรเหงาเลย
    แต่ไม่จริงหรอก เหงาแค่ชิลๆเนี่ยดี เป็นแรงบันดาลใจ

    ถ้าบรรลุแล้ว คงไม่หิวและคงไม่เหงา

    แต่แปลกนะ ชอบอยู่คนเดียว รู้สึกไม่เหงา
    แต่พอออกไปเจอคน เจอเพื่อน เจอรอยยิ้มพูดคุยกันหัวเราะอบอุ่น
    ตอนจากกันโคตรเหงาเลย

    แปลว่าเราไม่ควรสร้างมันมาตั้งแต่ต้น
    หรือเรายึดติด

    แต่ตอนนี้สบายดี ไม่ได้เสพติดขึ้นรุนแรง

    อ้อ รูปใบไม้แดง เป็นใบไม้แดงแล้วนะน้องสิงห์

    Comment by bit | February 3, 2009 | Reply

  6. ยังตามอยู่เน่อ
    อืม…บางคนอยู่คนเดียวได้โดยไม่เหงา(มั้ง)
    แต่บางคนมีคนรอบกายแล้วก็ยังเหงา
    ชีวิตหมุนเปลี่ยนไปอย่าเพิ่งเหงา
    ถ้าเหงาแล้วหัวใจจะเฉี่ยวเหา
    .
    .
    .
    เย้ย! เหี่ยวเฉา

    (ที่คอมเม้นไปไม่มีสาระอะไรเลยนอกจากจะเขียนคำว่าเฉี่ยวเหา)ฮ่าๆๆๆ

    Comment by ข้าวตู | February 3, 2009 | Reply

  7. การอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้าง…บางครั้งอยู่ท่ามกลางผู้คนต่างหาก ที่เสียงตะโกนของความอ้างว้างข้างในจะดังก้อง…ชอบบทความ และรออ่านหนังสือค่ะ :)

    Comment by serika | February 4, 2009 | Reply

  8. ละงี้ชีวิตภาคทฤษฎีจะเหลือไหมอะ

    Comment by unif | February 7, 2009 | Reply

  9. ชีวิตภาคทฤษฎีหายเหมือนกัน หาซื้อไม่ได้เลย จะมีเหลือไหมเนี่ยปลายมีนาเจอกันเน้อ

    Comment by nvflip | February 7, 2009 | Reply

  10. พี่สิงห์ ไม่อัพนานมากๆๆๆ คิดถึงจัง
    มารออ่านบทความอันลึกซึ้ง
    ที่สำคัญ คือ ฟรี 5555

    ทำไมเราต้องอ้างว้างด้วยละเนอะ

    เพราะว่าเราเกิดมาจากความอ้างว้างรึเปล่าน๊า

    ท้ายสุด
    รอฟังเพลงพี่สิงห์เด้อ***

    Comment by kati | February 7, 2009 | Reply

  11. ah…พี่ยังเป็นฮีโร่ของหนูอยู่นะคะ

    ปอลอ
    เห็นบ่นว่าคนเข้ามาอ่านน้อย
    ก้อติดตามหนังสือของพี่ทั้งสองเล่มนะคะ
    สู้ต่อไปคะ
    ออกหนังสือบ่อยๆก้อดีนะ

    Comment by maiz | February 14, 2009 | Reply

  12. ความหมายในนิยามของคุณ เหมือนกับ “อ้างว้างท่ามกลางฝูงชน ” มันคงเป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของคนรุ่นๆเราในปัจจุบันนะ เราต่างเกิดมาคนเดียว เดินทางคนเดียว และตายคนเดียว ฟังดูอ้างว้างจัง แต่มันก็เป็น TRUTH เพราะฉะนั้น เราทุกคนก็ควรทำตัวเป็นเพื่อนกับความเหงานะ จะได้แปรเปลี่ยนความทุกข์ที่เกิดจากความเหงาเป็นความมเข้าใจที่จะสามารถดำรงอยู่กับมันได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน หรือ ต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อเติมเด็มสิ่งที่เราคิดว่าเราคิดว่าเรา “ขาด”

    พึงเคยเข้ามาอ่านบทความของคุณ ก็รู้สึกชอบนะ แล้วจะคอยติดตามผลงานต่อไปคะ

    Comment by ทะเล | April 11, 2009 | Reply

  13. first of all..every single sentence you wrote is so deep!
    there are lots of things you said that’s exactly how i feel..but i couldn’t bring it out into word/sectence..i don’t know how to describe my feeling..

    thank you..
    you help me understand more about myself and others around me =]

    Comment by sk | July 31, 2009 | Reply

  14. how can u define such thing ..loneliness

    i’ve been lonely over 12 years, but still i can never get used to it
    i wonder is this forever …

    Comment by ce soir | August 19, 2009 | Reply

  15. เห็นด้วยกับคุณ PastelSalad {Comment ที่ 3} ;)

    แต่สำหรับในบทความ..เรามีความเห็นต่างไปนิดส์นึง =P

    ||

    ||

    ขอ intro แป๊บนะ ;)

    ตั้งแต่เด็กจนโต ใคร ๆ ก็ชอบถามว่า..

    “เป็นลูกคนเดียวไม่เหงาเหรอ?”

    เราก็แค่ยิ้ม ๆ ทั้งที่ในใจก็ตอบไปว่า “เหงาจนชินซะแล้วล่ะ” -*-

    รู้จักมันมาก..จนเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้เป็นอย่างดี ^^

    เราเลยไม่รู้สึกว่าต้องหาใครหรืออะไรมาเติมเต็มนะ ;)

    ||

    ถ้าคุณสิงห์หรือใครก็ตาม เหงามานานจริง ๆ…

    ทำไมปรับตัวให้เข้ากับมันไม่ได้ซะที??

    ||

    ||

    PS.#1 อาจจะมีคนเถียงว่าเราเหงาไม่จริง..เพราะว่าคนเหงามักจะต้องการบางอย่าง

    เราก็อยากเถียงกลับว่า เหงาก็คือความรู้สึกตัวคนเดียวต่างหาก!!

    และด้วยสัญชาตญาณมนุษย์เป็นสัตว์สังคม..อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้{ไม่ค่อยไหว}

    เลยต้องการอะไรบางอย่างหรือใครสักคนมาทำให้ไม่รู้สึกว่าต้องอยู่ตัวคนเดียว ;)

    PS.#2 ถ้าถามว่าทำยังไงให้อยู่กับความเหงาได้?

    คงต้องบอกว่า..อัตตาหิ อัตโนนาโถ-ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน =P

    คือมันต้องเรียนรู้เอาเอง บอก/สอนไม่ได้ *0*

    ความเหงานะ…ไม่ใช่ Calculus!! ฮะฮ่า =D

    Comment by PaRiCiOuS | September 17, 2009 | Reply


Leave a comment