Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Mass morality

ตอบตามใจ ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการแล้วเน่อ ไปเซ็นรวมเล่มวันที่ 4-5 เมษาที่งานหนังสือครับ บู๊ทอมรินทร์ครับผม ใครสนใจก็เชิญ คิดว่าปลายปีเดี๋ยวคงจะได้ออกอีกเล่มครับ

 

Catalyst 16

ศีลธรรมสาธารณะ (Mass Morality)

 

                ความดีนั้นเป็นสิ่งลึกซึ้ง…

                ไม่ใช่เพียงเพราะความดีทำให้ชีวิตของบุคคลเปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย ทั้งสำหรับตัวเขาและผู้อื่น

                ไม่ใช่เพียงเพราะความดีนั้นเป็นต้นเหตุความสุขทั้งมวลของมนุษย์ ที่วัตถุจำนวนมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้

                แต่ความดีนั้นเป็นสิ่งที่แสนลึกซึ้ง

                        เพราะว่าความดี…

…เป็นเรื่องส่วนตัว

 

                หลายศตวรรษในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เราเคยพยายามถกเถียงกันว่าความถูกต้องคืออะไร

                …การให้

                …ความรัก

                …การละทิ้ง

                …หรือการรับใช้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่

จวบจนปัจจุบัน ข้อสรุปก็ยังคงดูเลือนราง และแม่ว่านานแสนนานเท่าไหร่ เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นมนุษย์ทุกหมู่เหล่าหันมาสร้างข้อตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าสิ่งที่จะเรียกว่าเป็นความดีได้นั้น จะต้องมีข้อกำหนดเช่นไรบ้าง

ศาสนาต่างๆได้เกิดขึ้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถแน่ใจได้เองว่าสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นความดีนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องถูกหรือผิด

ความมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ชอบธรรม และแท้จริง เป็นทรัพย์สินทางจิตวิญญาณที่แสนจะล้ำค่าสำหรับมนุษย์ ไม่มีอะไรจะทำให้เราสุขใจไปได้มากกว่าการค้นพบความหมายของชีวิตผ่านทางการทำ ความดีอีกแล้ว

อุดมการณ์การเมือง ลัทธิชาตินิยม หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบในห้องเรียนของเด็กประถม บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็มีบทบาทต่อจิตใจคนในรูปแบบที่ไม่ต่างจากศาสนาไปมากนัก

            เราต่างอ้อนวอนขอเสียงกระซิบเบาๆจากบางสิ่ง…

เสียงที่จะบอกเราว่า ความถูกต้องคืออะไร

เป็นเสียงกระซิบจากบางสิ่งยิ่งใหญ่กว่า…

….มิใช่เสียงจากมนุษย์ผู้อื่น หรือว่าจากสามัญสำนึกของตัวเราเอง  

                ต้นเสียงเหล่านั้นมันไม่เคยดีพอสำหรับเรา…

ความมั่นคงทางศีลธรรม คือสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากเสียงกระซิบเหล่านั้น

สำหรับหลายๆคน สิ่งนี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องปกปักษ์รักษาไว้ยิ่งชีวิต

 

…และในบางครั้ง การต่อสู้ ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

 

 

 

ความดีเป็นเรื่องส่วนตัว

นี่ไม่ใช่สัจพจน์ หรือว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จะเป็นก็เพียงอีกหนึ่งความคิดเห็นส่วนตัวของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

และหากเราจะตั้งจุดยืน ว่าความคิดนี้เป็นแนวทางเดียวที่ถูกต้อง โต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายแล้วประโยคที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากสิ่งอื่นๆที่กำลังจะถูกวิจารณ์หลังจากนี้ไปมากนัก 

                หากแต่เราลองพิจารณาแนวคิดนี้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ตรงกันข้ามดู เราอาจจะสามารถเข้าใจ หรือแม้กระทั้งเห็นด้วยกับประโยคประโยคนี้ก็เป็นได้

                เมื่อความดีไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

                เมื่อเริ่มต้น…

                มันจะเริ่มต้นจากคนๆหนึ่งที่สงสัยว่าตัวเองจะสามารถสร้างความหมายให้กับเวลาเล็กๆน้อยๆที่ได้รับมาในโลกใบนี้อย่างไรได้บ้าง เขาจะเริ่มต้นด้วยเรื่องง่ายๆ เฉกเช่นการช่วยเหลือคนรอบๆตัว  วิ่งไปซื้อของให้กับผู้เป็นแม่ หรือไม่ก็ช่วยเพื่อนบ้านดูแลบ้านเวลาพวกเขาไม่อยู่

แน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้มันอาจจะทำให้เขารู้สึกดีได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป มันจะไม่เพียงพอในการทำให้เขาได้รับรู้ความหมายของตนเอง

ณ จุดนี้ความดีของเขาจะยังคงอยู่เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ ซึ่งตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มันจะไม่เพียงพอในการขจัดความกังขาในการกระทำของตัวเองไปได้อย่างหมดสิ้น   

สิ่งที่ฉันทำอยู่นี่มันใช่หนทางที่ถูกต้องไหม? ฉันจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือเปล่า?

อะไรบ้างที่จะทำให้ชีวิตของฉันมีความหมาย?”

                …เขาจะเอ่ยถาม

และเขาจะเริ่มมองหาหลักการต่างๆที่มีอยู่อยากหลากหลายในโลกไปนี้ โดยส่วนใหญ่มันจะเป็นหลักการที่สังคมรอบๆตัวเขาให้ความยอมรับอยู่แล้ว ณ จุดนี้เองที่ความถูกต้อง ในโลกของเขา จะเริ่มมีความสัมพันธ์กับความถูกต้องใน โลกภายนอก

ปรัชญาการเมือง ศาสนา อุดมการณ์ หลักคิด จะเริ่มมีผลกับความดีในชีวิตของเขา

ความสงสัย จะเริ่มถูกแทนที่ด้วยศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน และความหวาดกลัวจะถูกผลักไสด้วยการกระทำที่ไม่ถูกฉุดรั้งด้วยความลังเล

                มาถึงจุดนี้ หากว่าความถูกต้องของเขายังคงเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่

                …เขาก็จะยอมรับได้ ว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้น มีไว้เพื่อตัวเขาเพียงคนเดียว และนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้โลกของเขามีความหมาย

                …เขาก็จะมองเห็น ว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไขว่คว้าหาความหมายดังเช่นที่เขาทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่เหมือนกันหรือไม่

                แต่ทว่า การกระทำเช่นนั้น มันก็เท่ากับเป็นการยอมรับ ว่าความเชื่อของเขานั้น อาจจะไม่ใช้หนทางอันชอบธรรมหนทางเดียวในจักรวาลนี้ก็ได้ และนั่นเท่ากับเป็นการผลักตัวเขาเองกลับไปยังจุดที่เขาเริ่มต้นอีกครั้ง จุดที่เต็มไปด้วยความกังขาและความไม่มั่นคง

                ซึ่งแน่นอน ว่าหากว่า ความดี ของเขา เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาจากตัวเขาเอง ไม่มีผู้ใดได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่เขาจำต้องรู้สึก

                แต่นี่ก็คือสิ่งที่จำต้องเกิด เมื่อเขาปล่อยให้ศีลธรรมสาธารณะเข้ามาครอบงำการค้นหาความหมายของชีวิตเขา

                และมันเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่แทบจะทุกครั้งไป ความมั่นคงทางศรัทราอันเกิดจากหลักการที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วนั้น มักจะมีข้อผูกมัดที่ว่าด้วยสภาวะของโลกที่ควรจะเป็นตามติดมาด้วยเสมอ

                นายทุนต้องสูญสิ้น… พระเยซูคือหนทางเดียวในการเข้าใกล้พระเจ้า… ชาวยิวเป็นกาฝากสังคม 

               

เสื้อสีแดง… หรือเสื้อสีเหลือง…

 

เพียงเพราะเราทุกคน ต่างต้องการความหมายมาเติมเต็มจิตวิญญาณ ต้องการเสียงกระซิบจากเบื้องบนมาบอกว่าตัวเรานั้นคือความชอบธรรม

                การต่อสู้เพื่อศรัทธา เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในสังคมมนุษย์ และก็คงจะเกิดอีกเป็นพันๆครั้งหลังจากนี้ต่อไป               

                ทั้งหมดนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่แสนเศร้า เพราะจริงๆแล้ว เรื่องราวแห่งความเกลียดชังทั้งหมดนี้สามารถถูกหลีกเลี่ยงได้ หากมนุษย์ยินดีที่จะตั้งคำถามง่ายๆเพียงคำถามเดียวกับศีลธรรมสาธารณะทุกประเภทที่เราทุกคนช่วยกันคิดค้นขึ้นมา

                ทำไม…

                เพียงคำถามเดียว…

…เท่านั้นเอง

               

               

บางทีเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะไม่มีตรรกะนัก และอาจจะเกิดขึ้นในข้อกำหนดที่มากมายจนเกินความเป็นจริง บางทีศีลธรรมสาธารณะทั้งปวงก็อาจจะไม่ได้นำไปสู่ความเกลียดชังตามที่ได้กล่าวมาเสมอไป

                และบางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหากเราจะเริ่มต้นตั้งคำถามกับชีวิตจากหลักการหรือแนวคิดที่มีมาอยู่แล้วอยู่ก่อนหน้า

                แต่เราต้องไม่ลืม ว่าศรัทธาที่แข็งแรงและบริสุทธิ์นั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เราได้ยินมา

                ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือความเชื่อที่เกิดมาจากความกังขา ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพียงเพื่อทำลายล้างความกังขาเหล่านั้น

                หากเราทำเช่นนั้นได้ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี

                หากเราสามารถยอมรับได้ว่า ความดี ที่เรายึดถือนั้น เป็นของเราคนเดียว และเพียงแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว

                มัน…

                ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี

  

             

 

February 28, 2009 Posted by wannasingh | Catalyst | | 6 Comments