ของฟรี
Catalyst 21
ฟรี
ของฟรีมักมีที่มาแบบแปลกๆ…
บางครั้งก็เพื่อแลกกับความรักความใคร่ บางครั้งก็เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และบางครั้งมันก็ไม่ได้ฟรีซะทีเดียว เพียงแค่ราคาที่เราจ่ายมันไม่ได้่ถูกวัดค่าด้วยสตางค์ก็เท่านั้นเอง
ตัวผมเองได้ของฟรีเสมอๆ …
…ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าทำไม
โทรศัพท์ iphone ที่ใช้อยู่… : งานเปิดตัว iphone ของ tru เมื่อปลายปี 2551 ไปในฐานะ “เซเล็บ” ไม่ค่อยแน่ใจว่าคำว่าเซเล็บในยุคสมัยนี้มันแปลว่าอะไรเหมือนกัน ไม่แน่ใจเข้าไปใหญ่ว่าไอคนที่มีคนรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างอย่างเรานี่มันไปแล้วจะช่วยเพิ่มยอดขายอะไรของเขาได้บ้าง (และก็ไปแค่ให้เค้าถ่ายรูปสองสามรูปเอง) แต่สุดท้ายก็อยากได้ของฟรี สุดท้ายก็ไป โดยพยายามปลอบตัวเองด้วยเหตุผลที่ปกติไม่ค่อยยอมใช้เท่าไร …“คนอื่นเขาก็คงจะไปกัน”
ชุดสูทราคาเหยียบหมื่น… : ได้จากค่ายเพลง เอาไว้ใช้เพื่อใส่ขึ้นเวที …ฟังดูก็สมเหตุสมผลดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันต้องราคาแพงขนาดนี้รึเปล่า แล้วการใส่ของแพงขนาดนี้โดยไม่ได้ซื้อเองมันถือว่าฟุ่มเฟือยมั๊ย แล้วจากนี้ไปจะสามารถวิจารณ์คนซื้อของแบรนด์เนมได้หรือเปล่า เพราะเราเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหากับมันตราบใดที่ไม่ต้องจ่ายตังค์เอง…
ค่าจ้างพิธีกร : ไม่ได้ฟรีซะทีเดียว แต่บางครั้งก็สงสัยว่ามันมากไปหรือเปล่า บางงานแค่สองสามชั่วโมงก็ได้มาสามสี่หมื่น มากกว่าหลายๆคนทำงานทั้งเดือน …รู้สึกว่าตัวเองทำงานจริงๆแค่สองสามพัน ที่เหลือเป็นโบนัสได้มาฟรีๆ แล้วถ้ามันจริงว่าเราได้เงินเยอะเกินไปแล้วเราจำเป็นจะต้องรู้สึกผิดไหม ถ้าความผิดของค่าจ้างเกินตัวนี้มีจริงๆแล้วมันคืออะไร… แล้วถ้าขอลดค่าตัวแล้วเราจะสามารถปล่อยวางไม่ให้รู้สึก “ถูกเอาเปรียบ” ได้รึเปล่า…
คอมพิวเตอร์… รถ… ตั๋วเครื่องบิน… และอื่นๆอีกมากมาย
…“ฟรี”
ทุกครั้งที่ผมได้อะไรมาฟรีๆ ไม่ว่าจะจากคนที่ไม่รู้จัก จากบริษัทต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากพ่อแม่หรือว่าญาติสนิท ผมมักจะจดบันทึกความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นๆไว้ในหัวสมองเสมอ
โดยส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม…
คำถามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพยายามสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับการน้อมรับสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยได้ผลนัก …แต่ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวในการสร้างความชอบธรรมนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่ความรู้สึก “ไม่ชอบธรรม” เสมอไป และ “ความรู้สึกผิด” ก็เป็นสิ่งที่ตามมาบ้าง แค่ในบางครั้ง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรคงที่
ตัวแปรที่เป็นการแปรรูปคำตอบของคำถามทั้งหมดให้กลายเป็นคำถามอีกครั้ง
ทำไมถึงต้องเป็นผม….?
โอเค ผมเป็นนักเขียนที่มีคนรู้จักอยู่บ้าง เป็นพิธีกรที่พอจะเป็นงานบ้าง เป็นนักดนตรีที่ผลงานยังใหม่ต่อหูคนฟังอยู่มากๆ และเป็น “เซเล็บ” ที่หากเทียบให้พอลล่าหรือพี่เบิร์ดที่มีคนรู้จักอยู่ในระดับสิบ ผมก็คงจะอยู่แค่ 3หรือ4เท่านั้น
สิ่งที่ตัวผมเอง เป็นหรือทำ ใช้อธิบายความมีอภิสิทธิ์ของผมได้กึ่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผมได้รับการเอาใจจากโลกหล้านภาลัยมากมายถึงเพียงนี้
อ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน ผมลืมอะไรไปรึเปล่า
ผมเป็นลูกใคร พ่อแม่ของผมเป็นลูกใคร เมื่อตอนผมเกิดมาพ่อแม่ผมมีเงินเท่าไหร่ ระดับIQของพ่อแม่และพี่ชายผมสูงแค่ไหน เหตุการณ์ 14 ตุลาเกิดเมื่อปีอะไร แม่ของผมซื้อรถรุ่นอะไร ผมป็นลูกคนที่เท่าไหร่ แม่เรียนปริญญาเอกตอนไหน บ้านผมอยู่ที่ไหน พ่อผมเคยเป็นเด็กวัดตอนอายุเท่าไหร่ พ่อแม่ผมย้ายมาจากต่างจังหวัดเมื่อตอนผมอายุเท่าไหร่ ฯลฯ
…คำตอบต่อคำถามทั้งหมดนี้ ได้กลายมาเป็นโทรศัพท์ iphone ที่ผมพกอยู่ทุกวันนี้
ในสายตาของสังคม ผมเหมือนเป็นคนหนุ่มมีความสามารถที่ประสพความสำเร็จ…
และมันคงจะเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบาย หากเราจะมองว่าความสำเร็จและสถานะของคนๆหนึ่งเป็นผลลัพธ์จากความพยายามของคนผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว วิธีคิดเช่นนั้นทำให้เราสามารถสร้างวีรบุรุษของสังคมได้สะดวก สามารถกำหนดกฎเกณฑ์แห่งความสำเร็จได้ตายตัว และสามารถเอาความพยายามของมนุษย์มาวางลงตรงที่ศูนย์กลางแห่งจักรวาลได้
แต่หากเราลองใช้เวลาดูไม่นาน เราก็คงจะพอมองออกว่าการมองสรรพสิ่งในวิถีทางนั้น มันช่างตื้นเขินและหลงตัวเองสิ้นดี
ในเวลาหนึ่งวัน มีสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรามากกว่าสิ่งที่เราควบคุมได้อยู่มากมาย
และหากแก่นแท้แห่งวิญญาณของมนุษย์ ใช้เวลาเป็นหมื่นวันในการก่อตัวแล้ว เราจะมาบอกว่าสิ่งที่เราเป็นนั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะตัวเราเองได้อย่างไร
เมื่อผมพยายามที่จะเข้าใจตัวเองด้วยวิธีนี้ ผมได้เขียนข้อสรุปบางอย่างขึ้นมาในจิตใจ
เมื่อตอนเกิดเหคุการณ์ 14 ตุลา พ่อผมเผอิญอายุมากกว่านักศึกษาคนอื่นอยู่หลายปี จึงถูกมองเป็นผู้นำมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์วิกฤตทางการเมือง… แม่ผมเผอิญเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยในปีที่เกิดเหตุ หากแม่เกิดช้าไปอีกปี โอกาสที่พ่อกับแม่จะเจอกันก็คงน้อยลงมากกว่าครึ่ง… กระสุนที่ทหารยิงมาเผอิญแฉลบผ่านจุดตายพ่อไปสองนิ้ว… แม่เผอิญเกิดมาในครอบครัวชาวจีนขนาดใหญ่ที่ให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์มากกว่าเกียรติยศ… พ่อเผอิญเกิดมากับครอบครัวคนจนที่บังคับให้พ่อต้องยืนหยัดและรักษาศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิต… พ่อกับแม่เผอิญมองไม่เห็นความแตกต่างนี้เมื่อเริ่มต้น จึงเผอิญต้องมาหย่าร้างกันเมื่อเวลาผ่านไปอีกยี่สิบกวาปี… พ่อแม่เผอิญเกิดผมออกมาหลังพี่่ชาย และพี่ชายเผอิญเป็นคนเก่งวิทย์ฯและได้เหรียญชีวะโอลิมปิคมาเมื่อปีเดียวกับที่ผมเผอิญจับฉลากบ้านใกล้ได้เข้าไปโรงเรียนเดียวกับพี่… ผมเผอิญจับฉลากได้ไปอยู่ห้องเด็กเกเร… และผมเผอิญเรียนช้าไปปีหนึ่งเพราะต้องซ้ำชั้นเมื่อย้ายบ้านมากรุงเทพฯสมัยอนุบาล… แม่เผอิญไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกาเมื่อตอนผมเริ่มเข้าเรียนมหาลัยฯ และได้ท้ิงรถไว้ให้ผมขับ… เมื่อปีแรกในหมาวิทยาลัยผมเผอิญเมาแล้วขับรถคว่ำ แต่ไม่คอหักตายเพราะรถแม่เป็นรถที่มีหลังคาสูงมาก…
ผมจึงเผอิญมีชีวิตต่อมา…
…เพื่อที่จะเผอิญถูกเชิญไปงานเปิดตัว iphone และได้โทรศัพท์แพงๆมาฟรีๆ
มหากาพย์ของเหตุการณ์บังเอิญ โอกาส และการกระทำของผู้อื่น ได้กำหนดสัดส่วนมหาศาลของสิ่งที่ผมได้รับและสิ่งที่ผมเป็น
หากพ่อแม่ผมไม่ได้บังเอิญได้เป็นผู้นำนักศึกษา ผมก็คงจะไม่ได้เขียนหนังสือ และถึงเขียนก็คงจะไม่มีใครอ่าน
หากพี่ชายผมเป็นแค่เด็กธรรมดาที่ไม่ได้ฉลาดเฉลียวอะไร ผมในสมัยวัยรุ่นก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์อะไร และสุดท้ายการเขียนหนังสือก็คงจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
และหากว่าหลังคาของรถแม่ต่ำกว่านี้อีกสักสองสามนิ้ว ผมก็คงจะคอหักตายไปเมื่อตอนอายุ 18 ปี
…และก็คงจะไม่ได้มาเขียนหนังสืออยู่จนทุกวันนี้
และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย
…ที่เผอิญเกิดขึ้นมา
ผมเป็นคนที่เกิดมาโชคดีอย่างมหาศาล
มันเป็นเวลานานที่เดียว ที่ผมปล่อยให้ชีวิตล่วงเลยไป ก่อนที่ผมจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้
และหากจะมีใครใจดี มาเถียงแทนผมว่า สิ่งที่คนอื่นมองว่าผมเป็นอยู่ในตอนนี้ มันเกิดขึ้นจากความพยายามและการกระทำของตัวผมเองเกินกว่าครึ่ง
ผมก็ตอบกลับไปว่า นั่นเป็นเพราะโลกให้โอกาสผมได้พยายามต่างหาก…
มันเป็นเรื่องหน้าแปลก ที่สังคมนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้รางวัลคนที่โชคดีซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างผม ให้ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนเด็กๆ ผมเรียนช้าไปหนึ่งปี จึงได้เปรียบเด็กคนอื่นในชั้นอนุบาล และเมื่อเป็นเด็กเรียนดี ก็เลยถูกอาจารย์คนต่อๆไปเอาใจใส่เป็นพิเศษ และทำให้ได้รับการติวมากกว่าคนอื่นๆในชั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งชนะคนอื่นๆในเรื่องเรียนมาตลอด
พ่อแม่ผมมีชื่อเสียง ทำให้ผมมีชื่อเสียง และชื่อเสียงนั้นก็ให้โอกาสผมทำในสิ่งต่างๆที่อยากทำ ได้อยู่ในที่ที่อยากอยู่ ทำให้ผมได้มีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก และเพียงเพราะว่าผมเป็นคนมีชื่อเสียง สังคมก็เลือกที่จะให้รางวัลผม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบสิ่งของ ค่าจ้างสูง หรือว่าโอกาส โดยที่“การกระทำ”ของผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความใจดีของสังคมเท่าไหร่นัก
…ทำไมถึงต้องเป็นผม?
ทำไมเราถึงได้เลือกผู้ที่ชนะอยู่แล้วมาสรรเสริญและถนุถนอม
แต่สำหรับผู้ที่เกิดมาโดยไม่มีของฟรีสักอย่าง ก็ยังคงไม่ได้รับของฟรีต่อไป
…จริงๆแล้ว “เรา” เป็นผู้เลือกหรือไม่
หรือนี่เป็นเพียงวิถีทางที่สรรพสิ่งควรจะเป็น
สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของตัวผม..
…ตัวผมเอง ก็เป็นเพียงผู้รับ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากวงจรแห่งโชคชะตานี้
แต่มันจำเป็นหรือไม่ที่ผมจะต้องรู้สึกละอาย ต้องรู้สึกผิด
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผมจำเป็นจะต้องฆ่าตัวตายเลยหรือไม่
เพราะ “ตัวตน” ที่ผมใช้และภูมิใจอยู่ทุกวันนี้
…ผมก็ได้มาฟรีเหมือนกัน
(ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ Outliers โดย Malcolm Gladwell)
เพลงออกแล้วนะจ๊ะ
ฟังได้ตามวิทยุทีวีทั่วไป (ถ้าเค้ายอมเปิดนะ)
Single ชื่อ รินดา โดย Rhashomon
เค้าน่าจะเอารุ่นพ่อมาถ่ายด้วยกันด้วยนะ
21 Comments »
Leave a comment
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS




บางทีเราก็ได้ของฟรีโดยไม่รู้ตัวมามากมายเหมือนกัน
แต่บางทีเราก็สูญเสียอะไรหลายอย่างเพื่อให้ฟรีกับคนอื่น
ดูmv รินดาแล้วน๊า
เริ่ดมาก
เมื่อปีแรกในหมาวิทยาลัยผมเผอิญเมาแล้วขับรถคว่ำ พี่พิมพ์ผิดเต็มๆเรยเน้ออ แก้ด่วนนน
ดูรินดาแล้วเหมือนกานจ้าาาา ไม่มีพลาดด อิอิ
1st of all…i didn’t know who your parents were..and still don’t know how important your parents are!
I just love to read what you wrote because it give me advise for myself..and it help me think of the world in different perspactive!
HAPPY BIRTH DAY ^_^
Happy Birthday
^^
Hope u happy with ur life
*ช้านิดนะ
เหอะๆ
อ่านหนังสือคุณ Malcolm แล้วเมื่อเดือนมีนา ซื้อตอนออกใหม่ๆที่เมืองไทยเลยนะนั่น
เค้าก็ทำให้เราคิดไรดีๆได้หลายอย่างเหมือนกัน แต่เราว่ามันก็เป็นแค่มุมมองด้านนึงที่มีต่อชีวิตเท่านั้น
นอกจากเรื่องพวกนั้น..
มีเรื่องที่เรามองไม่เห็นเป็นรูปธรรม.. หรือไม่เราก็อาจจะยังมองไม่เห็นในตอนนี้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้รับ
เราไม่ควรพุ่งประเด็นไปยังสิ่งที่จับต้องได้มากจนเกินไป
มันก็เหมือน ภูเขาน้ำแข็งของconscious mind กับ unconscious แหละ
จริงๆแล้วที่เราได้มันไม่ใช่ของฟรีหรอก เราอาจจะไปแอบจ่ายไว้เมื่อตอนที่เราจำไม่ได้ก็เป็นได้
เราถึงได้มาในวันนี้
อีกอย่าง
มีกูรูท่านนึงบอกว่า ถ้าเราได้รับในสิ่งที่มีคนเต็มใจให้ และถ้านั่นไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย
จงรับมันไว้ด้วยความเต็มใจเช่นกัน แล้วชีวิตเราจะดี
เค้าให้เรามาเอาไปใช้ประโยชน์ต่อตัวเอง และต่อโลกใบนี้
แล้วเราก็ให้บางสิ่งบางอย่างกับคนอื่นต่อ ต่อไปๆๆ
ทรัพยากรในโลกนี้ จริงๆแล้วไม่มีจำกัด เพียงแต่เรายังหาที่แหล่งที่มาของมันยังไม่เจออีกเช่นกัน เราจึงรู้สึกว่าขาดแคลน
ส่วนตัวเราคิดว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีนะ
พี่สิงห์
มาแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ช้าไปหน่อย
มีความสุขมากๆนะคะ
มาธรรมศาสตร์บ่อยๆนะคะ
มาเปนแรงปลุกใจให้น้องๆหน่อย 555+
ผลิตงานเขียนดีๆออกมาสู่สังคมเยอะๆด้วยค่ะ
ติดตามเสมอ
ชั้นหลงรักคุณ
รักที่งานเขียนของคุณ
อะไรกันชั้นหลงรักคนที่ปลายปากกาเหรอเนี่ย
อิอิ
สุขสันต์วันเกิดเน่อพี่สิงห์
ขอให้ปีนี้ยอดขายพุ่งกระฉูด
วงราโฌม่อน ดังเป็นพลุแตก ดีมั้ยพี่
ฮาๆ
ไม่รุ้ พี่เชื่อเรื่องชาติที่แล้วไหม
ก็เพราะเผอิญ ชาติที่แล้วทำสิ่งดีๆมาก
ชาตินี้ก็เผอิญ ผลกรรมดีกำลังสนอง
มันก็สมเหตุสมผล
ถ้าเชื่อทุกอย่างมีเหตุผล
ก็คงไม่เผอิญ เกิดมาโชคดีเกินไปขนาดนี้
อยากได้อัลบั้ม แบบเต็มๆอะคะ มีวางจำหน่ายแล้วใช่มั๊ยคะ
จะได้ไปหาซื้อ แล้วก็เอามาฟัง จะไปให้เพื่อนๆๆฟังด้วย
เมื่อเช้าตอน7โมง
MV รินดา
ได้เปิดใน true music ด้วย ย ย ยยย ย
^________^
พี่สิงห์คะ
เมื่อวานไปธรรมศาสตร์มาป่ะคะ
เหนตอนที่พี่กำลังถ่ายรูปอยู่ตรงริมสนาม
ไม่รุว่าจาผ่านๆตาพี่บ้างรึป่าว คนที่ใส่ชุดนร.อ่ะค่ะ(ก้อน่าจามีหลายคน 55)
นี่ครั้งแรกเลยที่ได้เจอพี่สิงห์ ตื่นเต้น+ดีใจสุดๆ
555555555.
ปล.ถ้าจาพูดว่า “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ” คงไม่ช้าไปใช่มั้ยคะ ^___^
ปลื้มพี่สิงห์นะคะ >>>> MY IDOL!
พี่สิงห์!!!!
รินดา -> fat track
ชอบ stardust อ้ะ
ปุ๊ดๆ
เอาเพลงออกมาอีกเรื่อยๆนะ
;D
ขอความสุขจงบังเกิด แก่ท่าน
อย่ารมควันปอดมากนะเออ เปนห่วงๆ
จิงจัง!
ช่ายๆๆวันที่13เหนพี่สิงห์จิงๆๆ ใช่แน่ๆๆ
กำลังเดินรีบๆๆอยู่ใต้คอมมอน
มายกำลังจะบูมพี่ที่โต๊ะะะ อึ้งเลยนิ แต่ไม่ได้ทักเน้อ เห็นรีบๆๆ
ps พี่ดูคล้ำๆกว่าที่เจอวันนั้นอ่ะ ไปทำไรมาคะ เหอๆ
ซื้อ Happenning แล้วแหละ!
“&” แง…>_< เราอยู่ใกล้กันนิดเดวเองอ่า…. วันนั้นเราพาน้องกะเพื่อนไปวัดพระแก้วแล้วก็ไปกินข้าวที่ท่าพระจันทร์อ่ะ อดเจอสิงห์เยยอ่ะ….แงๆๆ
(เจอแต่คุณตา ปัญญา แทน ที่สนามหลวง ฮ่าๆๆๆ) ^o^
เป็นกำลังใจให้คนที่มีตีนกาก่อนวัยอันควร(ล้อเล่นๆนะคะ)
มีคำนิยมมาให้คุณสิงห์ด้วยนะ
นายเจ๋งหว่ะ!!
There is no free lunch {in this world}!
ไม่ใช่เหรอคะ? คุณเด็ก Econ
แล้วจะคิดมากทำไมเนี่ย? 0.o
ฮะฮะฮ่า =D
||
||
||
คนที่ว่าคุณสิงห์”มองโลกในแง่ร้าย”น่าจะมาอ่านบทความนี้นะ
คนมองโลกในแง่ร้าย..คงไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีหรอก =)
จริงไหม?
ทุกอย่าง..
คือ..เรื่องเผอิญงั้นหรอ..^^