อุนของอุนอุน
Catalyst 22
อุนของอุนอุน
ในอุนจิก้อนนั้นมีบทเรียนที่สำคัญอยู่…
มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อผมได้เจอเจ้าสองตัวนี้เป็นครั้งแรก…
…เรและอุนอุนได้ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกับผมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เรเป็นสาวน้อยตาสีฟ้าหน้าตาบ้านนอก ขนสั้นสีเทาอ่อน รูปร่างปราดเปรียว เอวคอด หลังตรง ลิ้นยาวเฟื้อย เป็นหมาที่ติดคนกับไฮเปอร์เป็นอย่างมาก และวิ่งเร็วอย่างกับเปรตตุรกี
ขณะที่เจ้าอุนอุน (ตอนแรกจะให้ชื่ออุนจิ แต่โดนช้าวบ้านคัดค้าน) เป็นเด็กชายตัวป้อม ขนสีดำยาวเฟื้อย ตาดำใหญ่จนแทบไม่เห็นตาขาว อ้วนพีเหมือนหมีแพนด้าซะมากกว่าหมา เป็นเด็กเก็บตัวไม่ค่อยสนใจชาวบ้าน และเคลื่อนไหวเชื่องช้าชนิดที่วิ่งแข่งกับยายผมคุณยายคงจะชนะ
แม้ทั้งคู่จะหน้าตาไม่ค่อยเหมือนหมาพันธ์ุเดียวกันเท่าไหร่นัก แต่จริงๆแล้วก็เป็นหมาพันธ์ุไซบีเรียนฮัสกี้ที่มีชาติตระกูลรุ่นช่องเหมือนกัน
และทั้งคู่…
เป็นหมา “ของผม”
…บทสนทนาเกี่ยวกับการเอาหมามาเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นก่อนวันที่ผมจะเจอพวกมันจริงๆอยู่ประมาณสี่ห้าเดือน
ก่อนหน้านั้น เมื่อปีที่แล้ว เจ้าบั๊ก (ชื่อจริง: บาคีนิคุส) หมาอัลเซเชี่ยนตัวยักษ์ที่อยู่เป็นเพื่อนกับผมมายาวนานถึง 11 ปี ได้จากไปด้วยโรคแก่ชรา หลังจากต้องทนทุกข์ทรมารอยู่กับการเป็นอัมพาต ลุกไม่ขึ้น กินข้าวกินปลาไม่ได้อยู่ถึงสองเดือน
ตอนนั้น ผมเสียน้ำตาให้กับการจากไปของบั๊กสองสามหยด
…และผมก็ได้ทำเพียงแค่นั้น
ในช่วงก่อนที่บั๊กจะตาย คนที่ดูแลมันส่วนใหญ่ก็คือแม่ของผม (ซึ่งปรกติก็ไม่ได้ชอบหมามากนัก แต่ก็ทำไปด้วยความเมตุตา) และพี่ชายผมผู้ซึ่งรักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ทั้งคู่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวบั๊กอยู่ทุกวันทุกคืน เพราะว่าตอนนั้นบั๊กเดินไปไหนไม่ได้ เมื่อบั๊กต้องขับถ่าย มันก็จำเป็นต้องปล่อยออกมาตรงที่มันนอนอยู่ ทำให้ทุกครั้งที่บั๊กผลิตแกงกระหรี่ออกมานั้น แม่และพี่ชายผมก็ต้องพามันไปล้างตัว เป่าขนให้แห้ง และหิ้วมันกลับมานอนที่เดิมอีกครั้ง (บั๊กหนัก 40 กิโลฯ) กระบวนการนี้กินเวลาประมาณ 45 นาที และเกิดขึ้นวันละ 4-5 ครั้ง ตัวบั๊กเองก็รู้สึกแย่กับเรื่องนี้อยู่มาก เพราะปรกติบั๊กเป็นหมาที่มีระเบียบวินัยมาก ฟังคำสั่งทุกอย่าง ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ไม่เคยต้องดุต้องว่า และเมื่อตัวมันเอง กลายเป็นมีสภาพเช่นนั้น แววตาของมันฉายความรู้สึกผิดทุกครั้งที่มันเป็นภาระให้กับพวกเรา แม่และพี่ชายผมเห็นแล้วก็สงสาร ต้องคอยปลอบมันทุกครั้งก่อนที่มันจะหลับไป
“ไม่เป็นไรนะบั๊ก… ไม่เป็นไร…”
…แล้วบั๊กก็จากพวกเราไป
ตัวผมเองนั้น ในช่วงบั้นปลายชีวิตของบั๊กผมงานยุ่งมาก ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ เมื่อกลับมาบ้าน ผมก็ทักทายบั๊ก และพี่ชายผู้กำลังง่วนอยู่กับการดูแลบั๊กสองสามคำแล้วก็รีบหนีเข้าห้องตัวเอง ทำเพลงทั้งคืน นอนตีสี่ ตื่นเก้าโมงเช้ารีบออกไปทำงาน
ณ ตอนนั้น ผมถามตัวเองว่าผมได้ทำดีกับบั๊กเพียงพอที่จะทำให้ผมไม่ต้องเสียใจย้อนหลังแล้วหรือยัง? เพราะชีวิตผมได้พบเจอกับความตายของผู้คนใกล้ตัวมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตามมาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจย้อนหลังเสมอ
เสียใจที่ไม่ได้พูดบางคำ เสียใจที่ได้พูดบางคำ
เสียใจที่ได้ทำบางสิ่ง เสียใจที่ไม่ได้ทำบางอย่าง
แต่ดูเหมือนว่าผมไม่ได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนเหล่านั้นเลย และแม้ว่าในครั้งนี้จะต่างจากทุกครั้ง ตรงที่มีสัญญาณที่ค่อนข้างแน่นอนกำลังบอกกับผมว่าสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมาสิบกว่าปีนั้นกำลังทุกข์ทรมารและกำลังจะจากไป แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะหมกมุ่นกับตัวเอง และเอาข้ออ้างที่เรียกว่างานมาถีบตัวเองออกจากบ้านเสียจนดึกดื่นทุกวัน
วันนี้… วันที่ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมสามารถมาเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้เลือกกระทำไป
แต่วันนั้นผมแค่ร้องไห้…
และมันก็แค่นั้น
เมื่อบั๊กตายไปไม่นาน ผมเป็นคนเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับการหาหมาตัวใหม่มาเลี้ยง
ผมอยากได้หมาพันธุ์ฮัสกี้มานานแล้ว (เพราะหน้าตามันอย่างเดียว) ผมขออนุญาติแม่ผู้เป็นเจ้าของบ้านอยู่นานเหมือนเด็กๆ “จะดูแลให้ดี” อย่างนั้น “จะให้นอนในห้องนอนผมเอง”อย่างนี้ แต่ความจำของแม่เกี่ยวกับห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตบั๊กยังคงสดใหม่อยู่ และเป็นธรรมชาติที่แม่จะต้องสงสัยในตัวผม กังขาว่าสิ่งที่ผมกำลังโฆษณาอยู่เป็นเพียงความอยากชั่วครู่ หรือว่าการผูกมัดที่ตามมาด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งหากถามตัวผมเองในตอนนั้น ผมก็คงจะตอบไม่ได้ ยิ่งแม่เป็นผู้ที่รู้จักเด็กชายในตัวผมมาตลอดทั้งชีวิตผมแล้ว ยิ่งมีเหตุผลให้ไม่มั่นใจมากขึ้นไปอีก
จนสุดท้าย ผมเอาทุกคนในบ้านมาเป็นแรงหนุน ทั้งพี่ชาย และพี่แม่บ้านอีกสองคน ก็ต่างรอคอยการมาของลูกหมาตัวใหม่กันทั้งนั้น แม่เลยใจอ่อน ยอมให้เลี้ยงในที่สุด “ห้ามให้มายุ่งกับต้นไม้แม่นะ!!” แม่กำชับ
…
และมันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อผมได้เจอเจ้าสองตัวนี้เป็นครั้งแรก…
วันแรกอุนอุนกับเรเข้ามาอยู่ในบ้านผม พวกมันดูตื่นสถานที่อย่างมาก ทุกครั้งที่ผมหรือคนในบ้านเดินออกไปไกลจนพวกมันมองไม่เห็น มันจะเริ่มร้องอิ๋งๆทันที บางครั้งถึงกับมีน้ำตาออกมาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นถึงจะเชื่อว่าหมาก็ร้องไห้ได้
ในคืนแรก ผมให้มันนอนบนพื้นห้องนอนผมซึ่งเป็นห้องแอร์ ผมลูบหัวกล่อมพวกมันไปด้วย และหากผมหยุดเมื่อไหร่ มันจะตื่นและเริ่มดูกังวลทันที
ผมกระซิบเบาๆ บอกทั้งอุนอุนและเรว่า
“ไม่เป็นไรนะ… ไม่เป็นไร…”
วันแล้ววันเล่าที่ผมเฝ้าดูแลพวกมัน จนวันหนึ่ง ความรู้สึกที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้าใจ อย่างน้อยก็ในช่วงอายุที่เป็นอยู่ แล่นผ่านจิตใจผมไปในขณะที่ผมกำลังค่อยๆกล่อมเด็กๆให้หลับไป
ณ ตอนนี้ ผมกำลังดูแลชีวิตอีกสองชีวิต…
…
ลองมานึกๆดูแล้ว…
เกิดมาผมไม่เคยต้องดูแลสิ่งใดเลย
อุนอุนและเรเป็นเด็กซนขั้นลิงเรียกพี่ หมีแพนด้าเรียกพ่อ ในช่วงเวลาว่างที่พวกมันไม่ต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัว (ซึ่งก็คือทั้งวันนั่นเอง)พวกมันชอบไล่ปล้ำกันชนข้าวของระเนระนาดไปหมด เลียโซฟาจนเปียกชุ่ม หรือไ่ม่ก็หาโอกาสแอบกระโจนลงแหล่งน้ำหรือบ่อโคลนทุกที่ในบริเวณบ้าน เลอะเทอะจนหน้าตาเหมือนหมาตัวละ 350 บาท (พร้อมกับทำหน้าตาพึงพอใจเป็นอย่างมากตอนที่พวกเราต้องช่วยกันเช็ดตัวและเป่าขนให้มัน) เวลาผ่านเพียงไปสองอาทิตย์มันกัดสายไฟพัดลมขาดไปสามเส้น มู่ลี่เหล็กก็เจ๊งไปหนึ่งแผง โซฟากระเจิงไปหนึ่งตัว ต้นไม้พังอีกนับไม่ถ้วน (ขอโทษนะแม่) และอื่นๆอีกมากมายที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะนำมาเผยแพร่ในวรรณกรรมเพื่อเยาวชน
และสิ่งหนึ่งที่กลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันของผมกับพี่ชายและพี่แม่บ้านทั้งสองก็คือการไล่เช็ดอุนจิของเจ้าสองตัวนี้ และให้ตายเหอะ แม่งขี้บ่อยฉิบหาย ผมได้ลองมีประสพการณ์มาหมดแล้ว ทั้งกองเล็กกองใหญ่ เหลวหรือแข็ง ดำหรือเขียว บนพื้นหรือบนบันไดหรือแม้กระทั่งบนโซฟา มาวันนี้ผมกล้าประกาศว่าประสพการณ์ด้านขจัดสิ่งปฏิกูลของผมนั้นไม่เป็นรองแม้กระทั่งพนักงานดูดส้วม รุ่นใหญ่ ใจนิ่ง ชนิดที่ว่าจับขี้มือเปล่าแล้วยังกล้าเอามือมาคีบบุหรี่ดูดต่อ
แต่ในความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ก็มีเรื่องมหัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง
หรืออย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผม
…ผมกลับรักเจ้าสองตัวนี้มากขึ้นทุกวัน
ทุกครั้งที่มันทำอะไรเลอะเทอะเรี่ยราด ผมตีพวกมัน แต่ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพื่อสั่งสอน (เสร็จแล้วก็รีบไปลูบหัวง้อ เพราะกลัวหมาเกลียด)
ทุกครั้งที่มีของพังเสียหาย ผมรู้สึกว่าตัวผมเองต้องรับผิดชอบ และมองเป็นความผิดของตัวเองที่ยังอบรมพวกมันไม่ดีพอ
และทุกครั้งที่พวกมันอารมณ์ดี ผมก็มีความสุขไปด้วย
มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคนเย็นชา ขี้รำคาญและบ้าหลักการอย่างผมเป็นอย่างมาก ผมผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในการตัดเยื่อใยกับทุกสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญในชีวิต กลับมาพบว่าตัวเองกำลังยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าตัวผลิตสิ่งปฏิกูลสองตัวนี้อยู่กันอย่างมีความสุข
ผมจึงสังสัย…
ผมสงสัยว่าแม่กับพ่อรู้สึกแบบนี้รึเปล่า…
แม่รู้สึกแบบนี้ไหม ตอนที่ผมยืนเลียทีวี ขี้เรี่ยราด หรือแม้กระทั่งแอบสูบบุหรี่ครั้งแรกในห้องน้ำที่บ้าน
แล้วพ่อล่ะ พ่อโทษตัวเองทุกครั้งหรือเปล่าที่ผมทำอะไรผิดพลาด
…
มันคือความรักในรูปแบบที่ผมไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยคิดว่าจะเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่น่าจะเข้าใจผ่านทางการเช็ดอุนจิอยู่ทั้งวันทั้งคืนแบบนี้
มันเป็นความปิติและความภาคภูมิใจที่แปลกประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกเติบโตขึ้นอีกขั้นใหญ่
การให้โดยไม่หวังอะไร… ผมเองก็เหมือนหลายๆคน เคยได้ยินคำพูดสวยหรูประโยคนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้ลองทำดูจริงๆเสียที
ความสุขใจ… คือสิ่งเดียวที่ตามมา
…
มาวันนี้ ลองมองย้อนกลับไปดูเรื่องราวของบั๊ก ลองดูผู้คนมากมายที่จางหายไปจากชีวิตผมทีละคนทีละคน
ภาพจางๆของผู้คนเหล่านั้น แลดูสูงส่ง ดูสวยงาม…
สวยงาม… ตามความทรงจำที่ผมเลือกที่จะเก็บไว้
และบางครั้ง มันก็เลิศเลอมากเกินไป
เพราะสิ่งที่หลงเหลือนั้นมักสวยงามกว่าสิ่งที่เคยเป็นจริง จนบางครั้งทำให้เราลืมเลือน…
ลืมไป นึกว่าการเก็บพวกเขาไว้ในที่สูง หลังจากที่พวกเขาจากเราไปนั้น เพียงพอแล้ว
ตัวผมเองก็เคยถามตัวเองทุกครั้งที่ร้องไห้กับการลาจาก
สงสัยว่าน้ำตาที่ไหล ไหลเพื่อคนที่จากลา หรือไหลเพื่อให้สามารถมองหน้าตัวเองได้ในวันถัดไป
แต่มาวันนี้ ด้วยสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอุนของอุนอุนและเร
ผมหวังว่าผมคงไม่ต้องถามคำถามนั้นอีก
…ตลอดไป

อุนอุน

- เร

- บั๊กกี้
ของฟรี
Catalyst 21
ฟรี
ของฟรีมักมีที่มาแบบแปลกๆ…
บางครั้งก็เพื่อแลกกับความรักความใคร่ บางครั้งก็เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และบางครั้งมันก็ไม่ได้ฟรีซะทีเดียว เพียงแค่ราคาที่เราจ่ายมันไม่ได้่ถูกวัดค่าด้วยสตางค์ก็เท่านั้นเอง
ตัวผมเองได้ของฟรีเสมอๆ …
…ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าทำไม
โทรศัพท์ iphone ที่ใช้อยู่… : งานเปิดตัว iphone ของ tru เมื่อปลายปี 2551 ไปในฐานะ “เซเล็บ” ไม่ค่อยแน่ใจว่าคำว่าเซเล็บในยุคสมัยนี้มันแปลว่าอะไรเหมือนกัน ไม่แน่ใจเข้าไปใหญ่ว่าไอคนที่มีคนรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างอย่างเรานี่มันไปแล้วจะช่วยเพิ่มยอดขายอะไรของเขาได้บ้าง (และก็ไปแค่ให้เค้าถ่ายรูปสองสามรูปเอง) แต่สุดท้ายก็อยากได้ของฟรี สุดท้ายก็ไป โดยพยายามปลอบตัวเองด้วยเหตุผลที่ปกติไม่ค่อยยอมใช้เท่าไร …“คนอื่นเขาก็คงจะไปกัน”
ชุดสูทราคาเหยียบหมื่น… : ได้จากค่ายเพลง เอาไว้ใช้เพื่อใส่ขึ้นเวที …ฟังดูก็สมเหตุสมผลดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันต้องราคาแพงขนาดนี้รึเปล่า แล้วการใส่ของแพงขนาดนี้โดยไม่ได้ซื้อเองมันถือว่าฟุ่มเฟือยมั๊ย แล้วจากนี้ไปจะสามารถวิจารณ์คนซื้อของแบรนด์เนมได้หรือเปล่า เพราะเราเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหากับมันตราบใดที่ไม่ต้องจ่ายตังค์เอง…
ค่าจ้างพิธีกร : ไม่ได้ฟรีซะทีเดียว แต่บางครั้งก็สงสัยว่ามันมากไปหรือเปล่า บางงานแค่สองสามชั่วโมงก็ได้มาสามสี่หมื่น มากกว่าหลายๆคนทำงานทั้งเดือน …รู้สึกว่าตัวเองทำงานจริงๆแค่สองสามพัน ที่เหลือเป็นโบนัสได้มาฟรีๆ แล้วถ้ามันจริงว่าเราได้เงินเยอะเกินไปแล้วเราจำเป็นจะต้องรู้สึกผิดไหม ถ้าความผิดของค่าจ้างเกินตัวนี้มีจริงๆแล้วมันคืออะไร… แล้วถ้าขอลดค่าตัวแล้วเราจะสามารถปล่อยวางไม่ให้รู้สึก “ถูกเอาเปรียบ” ได้รึเปล่า…
คอมพิวเตอร์… รถ… ตั๋วเครื่องบิน… และอื่นๆอีกมากมาย
…“ฟรี”
ทุกครั้งที่ผมได้อะไรมาฟรีๆ ไม่ว่าจะจากคนที่ไม่รู้จัก จากบริษัทต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากพ่อแม่หรือว่าญาติสนิท ผมมักจะจดบันทึกความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นๆไว้ในหัวสมองเสมอ
โดยส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม…
คำถามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพยายามสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับการน้อมรับสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยได้ผลนัก …แต่ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวในการสร้างความชอบธรรมนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่ความรู้สึก “ไม่ชอบธรรม” เสมอไป และ “ความรู้สึกผิด” ก็เป็นสิ่งที่ตามมาบ้าง แค่ในบางครั้ง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรคงที่
ตัวแปรที่เป็นการแปรรูปคำตอบของคำถามทั้งหมดให้กลายเป็นคำถามอีกครั้ง
ทำไมถึงต้องเป็นผม….?
โอเค ผมเป็นนักเขียนที่มีคนรู้จักอยู่บ้าง เป็นพิธีกรที่พอจะเป็นงานบ้าง เป็นนักดนตรีที่ผลงานยังใหม่ต่อหูคนฟังอยู่มากๆ และเป็น “เซเล็บ” ที่หากเทียบให้พอลล่าหรือพี่เบิร์ดที่มีคนรู้จักอยู่ในระดับสิบ ผมก็คงจะอยู่แค่ 3หรือ4เท่านั้น
สิ่งที่ตัวผมเอง เป็นหรือทำ ใช้อธิบายความมีอภิสิทธิ์ของผมได้กึ่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผมได้รับการเอาใจจากโลกหล้านภาลัยมากมายถึงเพียงนี้
อ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน ผมลืมอะไรไปรึเปล่า
ผมเป็นลูกใคร พ่อแม่ของผมเป็นลูกใคร เมื่อตอนผมเกิดมาพ่อแม่ผมมีเงินเท่าไหร่ ระดับIQของพ่อแม่และพี่ชายผมสูงแค่ไหน เหตุการณ์ 14 ตุลาเกิดเมื่อปีอะไร แม่ของผมซื้อรถรุ่นอะไร ผมป็นลูกคนที่เท่าไหร่ แม่เรียนปริญญาเอกตอนไหน บ้านผมอยู่ที่ไหน พ่อผมเคยเป็นเด็กวัดตอนอายุเท่าไหร่ พ่อแม่ผมย้ายมาจากต่างจังหวัดเมื่อตอนผมอายุเท่าไหร่ ฯลฯ
…คำตอบต่อคำถามทั้งหมดนี้ ได้กลายมาเป็นโทรศัพท์ iphone ที่ผมพกอยู่ทุกวันนี้
ในสายตาของสังคม ผมเหมือนเป็นคนหนุ่มมีความสามารถที่ประสพความสำเร็จ…
และมันคงจะเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบาย หากเราจะมองว่าความสำเร็จและสถานะของคนๆหนึ่งเป็นผลลัพธ์จากความพยายามของคนผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว วิธีคิดเช่นนั้นทำให้เราสามารถสร้างวีรบุรุษของสังคมได้สะดวก สามารถกำหนดกฎเกณฑ์แห่งความสำเร็จได้ตายตัว และสามารถเอาความพยายามของมนุษย์มาวางลงตรงที่ศูนย์กลางแห่งจักรวาลได้
แต่หากเราลองใช้เวลาดูไม่นาน เราก็คงจะพอมองออกว่าการมองสรรพสิ่งในวิถีทางนั้น มันช่างตื้นเขินและหลงตัวเองสิ้นดี
ในเวลาหนึ่งวัน มีสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรามากกว่าสิ่งที่เราควบคุมได้อยู่มากมาย
และหากแก่นแท้แห่งวิญญาณของมนุษย์ ใช้เวลาเป็นหมื่นวันในการก่อตัวแล้ว เราจะมาบอกว่าสิ่งที่เราเป็นนั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะตัวเราเองได้อย่างไร
เมื่อผมพยายามที่จะเข้าใจตัวเองด้วยวิธีนี้ ผมได้เขียนข้อสรุปบางอย่างขึ้นมาในจิตใจ
เมื่อตอนเกิดเหคุการณ์ 14 ตุลา พ่อผมเผอิญอายุมากกว่านักศึกษาคนอื่นอยู่หลายปี จึงถูกมองเป็นผู้นำมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์วิกฤตทางการเมือง… แม่ผมเผอิญเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยในปีที่เกิดเหตุ หากแม่เกิดช้าไปอีกปี โอกาสที่พ่อกับแม่จะเจอกันก็คงน้อยลงมากกว่าครึ่ง… กระสุนที่ทหารยิงมาเผอิญแฉลบผ่านจุดตายพ่อไปสองนิ้ว… แม่เผอิญเกิดมาในครอบครัวชาวจีนขนาดใหญ่ที่ให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์มากกว่าเกียรติยศ… พ่อเผอิญเกิดมากับครอบครัวคนจนที่บังคับให้พ่อต้องยืนหยัดและรักษาศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิต… พ่อกับแม่เผอิญมองไม่เห็นความแตกต่างนี้เมื่อเริ่มต้น จึงเผอิญต้องมาหย่าร้างกันเมื่อเวลาผ่านไปอีกยี่สิบกวาปี… พ่อแม่เผอิญเกิดผมออกมาหลังพี่่ชาย และพี่ชายเผอิญเป็นคนเก่งวิทย์ฯและได้เหรียญชีวะโอลิมปิคมาเมื่อปีเดียวกับที่ผมเผอิญจับฉลากบ้านใกล้ได้เข้าไปโรงเรียนเดียวกับพี่… ผมเผอิญจับฉลากได้ไปอยู่ห้องเด็กเกเร… และผมเผอิญเรียนช้าไปปีหนึ่งเพราะต้องซ้ำชั้นเมื่อย้ายบ้านมากรุงเทพฯสมัยอนุบาล… แม่เผอิญไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกาเมื่อตอนผมเริ่มเข้าเรียนมหาลัยฯ และได้ท้ิงรถไว้ให้ผมขับ… เมื่อปีแรกในหมาวิทยาลัยผมเผอิญเมาแล้วขับรถคว่ำ แต่ไม่คอหักตายเพราะรถแม่เป็นรถที่มีหลังคาสูงมาก…
ผมจึงเผอิญมีชีวิตต่อมา…
…เพื่อที่จะเผอิญถูกเชิญไปงานเปิดตัว iphone และได้โทรศัพท์แพงๆมาฟรีๆ
มหากาพย์ของเหตุการณ์บังเอิญ โอกาส และการกระทำของผู้อื่น ได้กำหนดสัดส่วนมหาศาลของสิ่งที่ผมได้รับและสิ่งที่ผมเป็น
หากพ่อแม่ผมไม่ได้บังเอิญได้เป็นผู้นำนักศึกษา ผมก็คงจะไม่ได้เขียนหนังสือ และถึงเขียนก็คงจะไม่มีใครอ่าน
หากพี่ชายผมเป็นแค่เด็กธรรมดาที่ไม่ได้ฉลาดเฉลียวอะไร ผมในสมัยวัยรุ่นก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์อะไร และสุดท้ายการเขียนหนังสือก็คงจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
และหากว่าหลังคาของรถแม่ต่ำกว่านี้อีกสักสองสามนิ้ว ผมก็คงจะคอหักตายไปเมื่อตอนอายุ 18 ปี
…และก็คงจะไม่ได้มาเขียนหนังสืออยู่จนทุกวันนี้
และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย
…ที่เผอิญเกิดขึ้นมา
ผมเป็นคนที่เกิดมาโชคดีอย่างมหาศาล
มันเป็นเวลานานที่เดียว ที่ผมปล่อยให้ชีวิตล่วงเลยไป ก่อนที่ผมจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้
และหากจะมีใครใจดี มาเถียงแทนผมว่า สิ่งที่คนอื่นมองว่าผมเป็นอยู่ในตอนนี้ มันเกิดขึ้นจากความพยายามและการกระทำของตัวผมเองเกินกว่าครึ่ง
ผมก็ตอบกลับไปว่า นั่นเป็นเพราะโลกให้โอกาสผมได้พยายามต่างหาก…
มันเป็นเรื่องหน้าแปลก ที่สังคมนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้รางวัลคนที่โชคดีซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างผม ให้ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนเด็กๆ ผมเรียนช้าไปหนึ่งปี จึงได้เปรียบเด็กคนอื่นในชั้นอนุบาล และเมื่อเป็นเด็กเรียนดี ก็เลยถูกอาจารย์คนต่อๆไปเอาใจใส่เป็นพิเศษ และทำให้ได้รับการติวมากกว่าคนอื่นๆในชั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งชนะคนอื่นๆในเรื่องเรียนมาตลอด
พ่อแม่ผมมีชื่อเสียง ทำให้ผมมีชื่อเสียง และชื่อเสียงนั้นก็ให้โอกาสผมทำในสิ่งต่างๆที่อยากทำ ได้อยู่ในที่ที่อยากอยู่ ทำให้ผมได้มีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก และเพียงเพราะว่าผมเป็นคนมีชื่อเสียง สังคมก็เลือกที่จะให้รางวัลผม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบสิ่งของ ค่าจ้างสูง หรือว่าโอกาส โดยที่“การกระทำ”ของผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความใจดีของสังคมเท่าไหร่นัก
…ทำไมถึงต้องเป็นผม?
ทำไมเราถึงได้เลือกผู้ที่ชนะอยู่แล้วมาสรรเสริญและถนุถนอม
แต่สำหรับผู้ที่เกิดมาโดยไม่มีของฟรีสักอย่าง ก็ยังคงไม่ได้รับของฟรีต่อไป
…จริงๆแล้ว “เรา” เป็นผู้เลือกหรือไม่
หรือนี่เป็นเพียงวิถีทางที่สรรพสิ่งควรจะเป็น
สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของตัวผม..
…ตัวผมเอง ก็เป็นเพียงผู้รับ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากวงจรแห่งโชคชะตานี้
แต่มันจำเป็นหรือไม่ที่ผมจะต้องรู้สึกละอาย ต้องรู้สึกผิด
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผมจำเป็นจะต้องฆ่าตัวตายเลยหรือไม่
เพราะ “ตัวตน” ที่ผมใช้และภูมิใจอยู่ทุกวันนี้
…ผมก็ได้มาฟรีเหมือนกัน
(ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ Outliers โดย Malcolm Gladwell)
เพลงออกแล้วนะจ๊ะ
ฟังได้ตามวิทยุทีวีทั่วไป (ถ้าเค้ายอมเปิดนะ)
Single ชื่อ รินดา โดย Rhashomon
เค้าน่าจะเอารุ่นพ่อมาถ่ายด้วยกันด้วยนะ
67 ข้อ
Catalyst 19
67 ข้อ
ข้อสันนิษฐาน
หลายๆครั้ง เหตุการณ์และเรื่องราวที่อยู่รอบๆตัวเรา มักจะพูดอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีความหมายใดๆกับมันก็ตาม
“โลก” พูดคุยกับคนทุกคน
แต่ไม่ใช่คนทุกคนที่ได้ยิน
แต่หากเผอิญได้ยินแล้ว การเอาข้อสังเกตที่ได้มาเรียงต่อๆกัน ก็อาจจะพลอยชักชวนให้คนอื่นลองเงี่ยหูฟังตามไปด้วย
…ก็เป็นได้
หากเพียงลองเงี่ยหูฟัง…
ข้อสังเกตทั่วไป
- สิ่งที่เราเป็น ขึ้นอยู่กับว่าเราเกิดกับใคร 70 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ
- การมองเวลาเป็นวัตถุเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์จดจ่ออยู่กับการก้าวไปข้างหน้า
- การตลาดทำให้คนเชื่อว่าเงินซื้ออะไรที่นอกเหนือจากสิ่งของได้
- อดีตและอนาคต เป็นความหวาดกลัวที่พวกเราทุกคนล้วนมีร่วมกัน
- สุรามีไว้เพื่อลืมว่าก่อนดื่มสุรานั้นเราเป็นใคร
- การคาดหวังให้คนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง เป็นต้นเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งปวงล้มเหลว
- พลังงานที่คนเราใช้ในการเถียงกันว่าใครคิดถูกนั้น สามารถเอาไปใช้ทำในสิ่งที่แต่่ล่ะฝ่ายคิดว่าถูกให้สำเร็จไปได้หลายรอบ
- ความสุข แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่อีกชื่อหนึ่งของความไม่ทุกข์
- เหตุผลจะเกิดก่อนการกระทำ และข้ออ้างจะตามมาทีหลัง
- การแต่งงานคือการยอมที่จะสูญเสียบางส่วนของตัวเอง เพื่อให้ส่วนที่เหลือสามารถประติดประต่อกับอีกฝ่ายได้พอดี
- ความรักถูกมองเป็นสิ่งละเอียดอ่อน หากแต่แท้จริงแล้วคนที่หยาบเลวที่สุดก็ยังรักเป็น
- เวลามีคนมารัก เราจะตัวใหญ่ล้นฟ้า แต่เวลาเรารักใคร ตัวเราจะเหลือเล็กนิดเดียว
- เมื่อเริ่มต้น นักอุดมการณ์ทุกคนจะกล่าวโทษทุนนิยมเสมอ
- “รัฐบาลที่ดี” ไม่น่าจะมีจริง หรือหากมีก็ไม่น่าจะหมายถึงรัฐบาลที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนดี
- การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีสองประเภท ประเภทที่เรามองเห็น และประเภทที่เรารู้สึกได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะสนใจแค่การเมือง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทที่เรามองเห็นแต่เพียงอย่างดียว
- “ชาติ” และ “ศาสนา” เป็นต้นเหตุของสงครามทุกสงคราม
- องค์กรสุดขั้วทางการเมือง มักจะดึงดูดผู้คนที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง
- เมื่อเหตุผลทั้งปวงไม่สามารถใช้อธิบายบางอย่างได้ การใช้ความรู้ก็เป็นสิ่งพึงกระทำ
- คนเราเป็นอะไรก็ถือว่ามีศักดิ์ศรีหมด ขอแค่เพียงเป็นของแท้
- ผู้ที่วิจารณ์บุคคลอื่นโดยไม่แสดงตัวนั้น ความจริงสมควรจะเป็นผู้ถูกวิจารณ์เสียเอง
- เราทุกคนสามารถเปลี่ยนโลกของคนอีกคนได้เสมอ
- พ่อแม่ที่รักลูกมากที่สุด คือพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกหัดเดินเอง
- ความล้มเหลวเป็นตัวแปรคงที่ของการเริ่มต้น
- คนที่พยายามตลกอยู่ตลอดเวลา มักจะเป็นคนที่ไม่เคยขุดหาความรู้สึกที่อยู่ภายในของตัวเอง
- ความฟุ้งซ่านและล่องลอยเป็นโรคระบาดแห่งยุคสมัย ทั้งๆที่เราอยู่ในยุคที่ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งต่างๆให้เราทำตลอดเวลา
- ความหวาดกลัวที่จะเด็ดเดี่ยว เป็นต้นตอของความโดดเดี่ยวในฝูงชน
- พระเจ้าเป็นมโนภาพที่เปลี่ยนให้คนทุกคนกลายเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้
- ครอบครัวมักจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่ออยู่ห่างไกลกัน
- ในการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว จะมีฝ่ายหนึ่งที่กำลังทะเลาะ และอีกฝ่ายที่แค่พยายามสื่อสารกับฝ่ายตรงข้าม
- การทำดีเพื่อสนองความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อผลลัพธ์นั้น เป็นแค่ความเห็นแก่ตัวรูปแบบหนึ่ง
- คนเราแต่ล่ะคนเดินสวนกันบนจุดเดียวกันในท้องถนน แต่สิ่งที่เราเห็นนั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ความคิดเห็นต่อตัวเราที่สำคัญที่สุดก็คืออันที่เป็นของเราเอง
- มองตัวเองให้ใหญ่พอ เพื่อให้เชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และให้เล็กพอ เพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้วิเศษอยู่เหนือคนอื่น
- ข้อคิดหรือคำพูดของผู้มีชื่อเสียง หากว่าเราเห็นด้วยกับมันแล้ว เรามักจะปฏิบัติต่อมันเหมือนข้อเท็จจริงมากกว่าความคิดเห็น
- เราไม่ได้เห็นสรรพสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น แต่เราเห็นมันตามสิ่งที่เราเป็น
- ผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง มักจะไม่ยกมาตราหรือตัวเลขใดๆในหลักธรรมมาอ้าง
- “ความแน่นอน” ในจิตใจ เป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่า แต่ก็เป็นตัวกำเนิดอัตตาที่อันตราย
- การด่าทอผู้มีอำนาจ มักจะทำให้ได้เสียงชื่นชมตามมามากว่าการเอาตนออกไปแก้ปัญหาที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถแก้ได้
- ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นยากที่ลอกเลียน
- อุดมการณ์ที่ตายตัว เป็นเพียงเครื่องมือให้คนที่เกียจคร้านในเชิงความคิดได้รู้สึกดีกับตัวเอง
- เป็นเรื่องน่าแปลก ที่ความรู้สึกเดียวดายนั้นกลับกลายเป็นตัวแปรเดียวที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าหากัน
- การถ่อมตัวมากเกินไป บางครั้งก็เป็นการปล่อยโอกาสที่เราจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นให้หลุดลอยไป
- ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นตาม “การคาดหวัง” และความสุขจะเพิ่มขึ้นตาม “การยอมรับ”
- เราแก่ขึ้นทุกครั้ง เมื่อสิ่งที่ทำให้เรายิ้มหายไปจากโลกนี้อีกหนึ่งสิ่ง
- “ความดี” เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ หรือว่าไปยุ่งกับสิ่งที่เป็นความดีของผู้อื่น
ข้อสังเกตส่วนตัว
- คำพูดสรรเสริญของคนอื่นจะเป็นยาพิษต่อจิตใจ หากว่าลึกๆแล้ว เรารู้ตัวว่าเราไม่สมควรได้คำชมเหล่านั้น
- การดูแลคนจริงๆที่อยู่ข้างๆตัวเรานั้น ยากเย็นกว่าการดูแล “อุดมการณ์” หรือว่า “ประชาชน” อยู่มาก
- อย่าพยายามพูดในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปช่วยเหลือคนที่เราไม่เข้าใจ และ อย่าทิ้งให้ความไม่เข้าใจเหล่านั้นให้หมกตัวอยู่โดยไม่ได้รับการบรรเทา
- ไม่มีลูกคนไหนที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะพยายามหลีกหนีเงาของบุพการีมากเท่าไหร่ก็ตาม
- การเขียนหนังสือทำให้ได้เจอสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนว่าอยู่ในหัวสมองเรา
- บทความหนึ่งชิ้นใช้เวลาเขียนสิบชั่วโมง แต่ใช้เวลาในการรวบรวมวัตถุดิบยี่สิบกว่าปี
- เพลงหนึ่งอัลบั้มใช้เวลาทำปีครึ่ง เพลงหนึ่งเดือนครึ่ง เนื้อเพลงหนึ่งวรรคใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง และวันหน่ึงควรมีเวลาฝึกเล่นอย่างน้อยสามชั่วโมงครึ่ง ส่วนคนดาวน์โหลดเพลงใช้เวลาโหลดครึ่งชั่วโมง และฟังอีกครึ่งชั่วโมง
- คนหลงตัวเองจะไม่ยอมให้อภัยตัวเอง เพราะเขามองตัวเองว่าไม่สามารถผิดพลาดเหมือนกับคนอื่นๆได้
- การไปประกวด 50 หนุ่ม cleo เพื่อโปรโมตเพลงวงตัวเอง สำหรับบางคนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดมากอะไร แต่สำหรับบางคน มันก็เป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงแท้ของจิตวิญญาณของตน
- ความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับความจำเป็นในการขับถ่ายนั้นมีหลักฐานสนับสนุนอยู่มากพอสมควร
- ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ จะจบลงด้วยการให้ฝากอะไรถึงวัยรุ่น แม้ว่าจะฝากไปสิบกว่าอย่างแล้วก็ตามในคำถามก่อนหน้า
- การพูดถึงสิ่งที่ตัวเองมีแล้วบวกจำนวนเข้าไปอีกหนึ่งเสมอนั้น แสดงถึงอาการที่ไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในทุกๆทาง ต้องหาทางแก้ไขโดยเร็ว(เช่นได้เกรด 3.7 ก็บอกว่า 3.8 , หนังสือได้พิมพ์ 4 ครั้งก็บอกว่า 5 ครั้ง เป็นต้น)
ข้อสังเกตไร้สาระ
- แฟชั่นเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนมีหน้าตาเหมือนกัน
- คนเราส่วนใหญ่มักจะร้องเพลงที่ตัวเองด่าว่าปัญญาอ่อนได้เกือบทั้งเพลง
- คนไทยบ้าเกาหลี แต่คนเกาหลีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเลย
- ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่พอใจในรูปถ่ายของตัวเอง
- ผู้ชายยอมรับในสรีระที่ไม่สมบูรณ์แบบของผู้หญิงได้มากกว่าที่ผู้หญิงเข้าใจอยู่เยอะ
- คนไทยรักสุขภาพมาก เพราะว่าเราเซ็นเซอร์คนดูดบุหรี่ในทีวี แต่ยอมให้ผู้หญิงมาตบแย่งผัวกันหลังข่าวทุกคืน
- หมามักจะกระโดดเข้าร่วมเพศกับท่อนขาของคนที่ตัวเล็กมากกว่าของคนตัวใหญ่
- ศิลปินไทยมักจะทำอะไรออกมาคล้ายๆกัน เพราะกลัวตลาดรับไม่ได้ แต่ก็น่าแปลก ที่ในหมู่เพลงที่คล้ายๆกันนั้น สุดท้ายก็ไม่มีใครดังสักคน
- ดาราไทยหน้าใหม่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหม่ในอัตตราเฉลี่ยวันละสามคน
- ผู้ชายในทุกวัฒนธรรมในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมชอบเอาความเป็นเกย์มาล้อเลียนกัน
ข้อสรุป
- การตั้งข้อสังเกตุต่างๆจะนำไปสู่การไม่เห็นด้วย
- คุณจะทะเลาะกับผมอยู่ในหัว
- และท้ายที่สุด เราทั้งคู่ก็จะฉลาดขึ้น
Mass morality
ตอบตามใจ ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการแล้วเน่อ ไปเซ็นรวมเล่มวันที่ 4-5 เมษาที่งานหนังสือครับ บู๊ทอมรินทร์ครับผม ใครสนใจก็เชิญ คิดว่าปลายปีเดี๋ยวคงจะได้ออกอีกเล่มครับ
Catalyst 16
ศีลธรรมสาธารณะ (Mass Morality)
ความดีนั้นเป็นสิ่งลึกซึ้ง…
ไม่ใช่เพียงเพราะความดีทำให้ชีวิตของบุคคลเปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย ทั้งสำหรับตัวเขาและผู้อื่น
ไม่ใช่เพียงเพราะความดีนั้นเป็นต้นเหตุความสุขทั้งมวลของมนุษย์ ที่วัตถุจำนวนมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้
แต่ความดีนั้นเป็นสิ่งที่แสนลึกซึ้ง
เพราะว่าความดี…
…เป็นเรื่องส่วนตัว
หลายศตวรรษในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เราเคยพยายามถกเถียงกันว่าความถูกต้องคืออะไร
…การให้
…ความรัก
…การละทิ้ง
…หรือการรับใช้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
จวบจนปัจจุบัน ข้อสรุปก็ยังคงดูเลือนราง และแม่ว่านานแสนนานเท่าไหร่ เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นมนุษย์ทุกหมู่เหล่าหันมาสร้างข้อตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าสิ่งที่จะเรียกว่าเป็นความดีได้นั้น จะต้องมีข้อกำหนดเช่นไรบ้าง
ศาสนาต่างๆได้เกิดขึ้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถแน่ใจได้เองว่าสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นความดีนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องถูกหรือผิด
ความมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ชอบธรรม และแท้จริง เป็นทรัพย์สินทางจิตวิญญาณที่แสนจะล้ำค่าสำหรับมนุษย์ ไม่มีอะไรจะทำให้เราสุขใจไปได้มากกว่าการค้นพบความหมายของชีวิตผ่านทางการทำ “ความดี” อีกแล้ว
อุดมการณ์การเมือง ลัทธิชาตินิยม หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบในห้องเรียนของเด็กประถม บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็มีบทบาทต่อจิตใจคนในรูปแบบที่ไม่ต่างจากศาสนาไปมากนัก
เราต่างอ้อนวอนขอเสียงกระซิบเบาๆจากบางสิ่ง…
เสียงที่จะบอกเราว่า “ความถูกต้อง” คืออะไร
เป็นเสียงกระซิบจากบางสิ่งยิ่งใหญ่กว่า…
….มิใช่เสียงจากมนุษย์ผู้อื่น หรือว่าจากสามัญสำนึกของตัวเราเอง
ต้นเสียงเหล่านั้นมันไม่เคยดีพอสำหรับเรา…
ความมั่นคงทางศีลธรรม… คือสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากเสียงกระซิบเหล่านั้น
สำหรับหลายๆคน สิ่งนี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องปกปักษ์รักษาไว้ยิ่งชีวิต
…และในบางครั้ง “การต่อสู้” ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ความดีเป็นเรื่องส่วนตัว
นี่ไม่ใช่สัจพจน์ หรือว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จะเป็นก็เพียงอีกหนึ่งความคิดเห็นส่วนตัวของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น
และหากเราจะตั้งจุดยืน ว่าความคิดนี้เป็นแนวทางเดียวที่ถูกต้อง โต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายแล้วประโยคที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากสิ่งอื่นๆที่กำลังจะถูกวิจารณ์หลังจากนี้ไปมากนัก
หากแต่เราลองพิจารณาแนวคิดนี้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ตรงกันข้ามดู เราอาจจะสามารถเข้าใจ หรือแม้กระทั้งเห็นด้วยกับประโยคประโยคนี้ก็เป็นได้
เมื่อความดีไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง…
เมื่อเริ่มต้น…
มันจะเริ่มต้นจากคนๆหนึ่งที่สงสัยว่าตัวเองจะสามารถสร้างความหมายให้กับเวลาเล็กๆน้อยๆที่ได้รับมาในโลกใบนี้อย่างไรได้บ้าง เขาจะเริ่มต้นด้วยเรื่องง่ายๆ เฉกเช่นการช่วยเหลือคนรอบๆตัว วิ่งไปซื้อของให้กับผู้เป็นแม่ หรือไม่ก็ช่วยเพื่อนบ้านดูแลบ้านเวลาพวกเขาไม่อยู่
แน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้มันอาจจะทำให้เขารู้สึกดีได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป มันจะไม่เพียงพอในการทำให้เขาได้รับรู้ความหมายของตนเอง
ณ จุดนี้ความดีของเขาจะยังคงอยู่เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ ซึ่งตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มันจะไม่เพียงพอในการขจัดความกังขาในการกระทำของตัวเองไปได้อย่างหมดสิ้น
“สิ่งที่ฉันทำอยู่นี่มันใช่หนทางที่ถูกต้องไหม? ฉันจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือเปล่า?
อะไรบ้างที่จะทำให้ชีวิตของฉันมีความหมาย?” …
…เขาจะเอ่ยถาม
และเขาจะเริ่มมองหาหลักการต่างๆที่มีอยู่อยากหลากหลายในโลกไปนี้ โดยส่วนใหญ่มันจะเป็นหลักการที่สังคมรอบๆตัวเขาให้ความยอมรับอยู่แล้ว ณ จุดนี้เองที่ความถูกต้อง “ในโลกของเขา” จะเริ่มมีความสัมพันธ์กับความถูกต้องใน “โลกภายนอก”
ปรัชญาการเมือง ศาสนา อุดมการณ์ หลักคิด จะเริ่มมีผลกับความดีในชีวิตของเขา
ความสงสัย จะเริ่มถูกแทนที่ด้วยศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน และความหวาดกลัวจะถูกผลักไสด้วยการกระทำที่ไม่ถูกฉุดรั้งด้วยความลังเล
มาถึงจุดนี้ หากว่าความถูกต้องของเขายังคงเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่…
…เขาก็จะยอมรับได้ ว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้น มีไว้เพื่อตัวเขาเพียงคนเดียว และนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้โลกของเขามีความหมาย
…เขาก็จะมองเห็น ว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไขว่คว้าหาความหมายดังเช่นที่เขาทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่เหมือนกันหรือไม่
แต่ทว่า การกระทำเช่นนั้น มันก็เท่ากับเป็นการยอมรับ ว่าความเชื่อของเขานั้น อาจจะไม่ใช้หนทางอันชอบธรรมหนทางเดียวในจักรวาลนี้ก็ได้ และนั่นเท่ากับเป็นการผลักตัวเขาเองกลับไปยังจุดที่เขาเริ่มต้นอีกครั้ง จุดที่เต็มไปด้วยความกังขาและความไม่มั่นคง
ซึ่งแน่นอน ว่าหากว่า “ความดี” ของเขา เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาจากตัวเขาเอง ไม่มีผู้ใดได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่เขาจำต้องรู้สึก
แต่นี่ก็คือสิ่งที่จำต้องเกิด เมื่อเขาปล่อยให้ศีลธรรมสาธารณะเข้ามาครอบงำการค้นหาความหมายของชีวิตเขา
และมันเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่แทบจะทุกครั้งไป ความมั่นคงทางศรัทราอันเกิดจากหลักการที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วนั้น มักจะมีข้อผูกมัดที่ว่าด้วยสภาวะของโลกที่ควรจะเป็นตามติดมาด้วยเสมอ
นายทุนต้องสูญสิ้น… พระเยซูคือหนทางเดียวในการเข้าใกล้พระเจ้า… ชาวยิวเป็นกาฝากสังคม…
…
เสื้อสีแดง… หรือเสื้อสีเหลือง…
เพียงเพราะเราทุกคน ต่างต้องการความหมายมาเติมเต็มจิตวิญญาณ ต้องการเสียงกระซิบจากเบื้องบนมาบอกว่าตัวเรานั้นคือความชอบธรรม
การต่อสู้เพื่อศรัทธา เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในสังคมมนุษย์ และก็คงจะเกิดอีกเป็นพันๆครั้งหลังจากนี้ต่อไป
ทั้งหมดนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่แสนเศร้า เพราะจริงๆแล้ว เรื่องราวแห่งความเกลียดชังทั้งหมดนี้สามารถถูกหลีกเลี่ยงได้ หากมนุษย์ยินดีที่จะตั้งคำถามง่ายๆเพียงคำถามเดียวกับศีลธรรมสาธารณะทุกประเภทที่เราทุกคนช่วยกันคิดค้นขึ้นมา
“ทำไม…”
เพียงคำถามเดียว…
…เท่านั้นเอง
บางทีเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะไม่มีตรรกะนัก และอาจจะเกิดขึ้นในข้อกำหนดที่มากมายจนเกินความเป็นจริง บางทีศีลธรรมสาธารณะทั้งปวงก็อาจจะไม่ได้นำไปสู่ความเกลียดชังตามที่ได้กล่าวมาเสมอไป
และบางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหากเราจะเริ่มต้นตั้งคำถามกับชีวิตจากหลักการหรือแนวคิดที่มีมาอยู่แล้วอยู่ก่อนหน้า
แต่เราต้องไม่ลืม ว่าศรัทธาที่แข็งแรงและบริสุทธิ์นั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เราได้ยินมา
ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือความเชื่อที่เกิดมาจากความกังขา ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพียงเพื่อทำลายล้างความกังขาเหล่านั้น
หากเราทำเช่นนั้นได้ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
หากเราสามารถยอมรับได้ว่า “ความดี” ที่เรายึดถือนั้น เป็นของเราคนเดียว และเพียงแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว
มัน…
ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ไม่ได้ up เสียนาน
ไม่ได้เข้ามาเช็คตั้งนานด้วยนิ คนหายไปไหนหมดล่ะนี่ หรือว่าเป็นนักเขียนจะขาลงแล้ว 55 (ดีครับ จะได้เป็นนักดนตรีขาขึ้น) ตอบตามใจออกเดือนมีนานี้นะครับ ใครจะถามก็รีบถามเน่อ จะจบคอลัมน์แล้ว ใครสนใจก็ไปเจอกันที่งานหนังสือนะครับผม ปลายเดือนมีนา บู๊ทอมรินทร์ ที่เดิม
ป.ล. ยินดีกับน้องมายด้วยเน่อที่สอบติด โชคดีครับ
Catalyst 15
เดี่ยว
ปรัชญามากมายที่พยายามเป็นตัวแทนของการแสวงหาคำตอบ
ความเปลี่ยวเหงาที่ไม่เคยจบสิ้นของผู้คน
ความเอ่อล้นของสิ่งว่างเปล่าในชีวิต…
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากหนึ่งคำถาม…
…หากแต่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกันนั้นไม่
“เราเป็นใคร”
คำถามอมตะที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย มันถูกเอ่ยถามบ่อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่แสนจำเจ
แต่ถึงแม้จะถูกพูดบ่อยเท่าไหร่ ความลึกซึ้งของประโยคคำถามสามพยางค์นี้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปตามจำนวนการใช้ที่มากมายมหาศาลของมัน …
…อย่างน้อยก็ในสายตาของมนุษย์
ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยยิ่งเลยผ่าน ยิ่งเราถามคำถามนี้มากขึ้นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นเหมือนว่าเราจะยิ่งถูกสายลมเบาๆ พัดพาออกไป ให้ค่อยๆลอยห่างจากคำตอบที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น
เรารู้จักตัวเองมากแต่ไหน
หากไม่ใช้เรา…
…แล้วใครเล่า จะเข้าใจ
ในฐานะมนุษย์หนึ่งคน ผมใช้ชีวิตรวมหมู่ดังเช่นที่ทุกๆคนทำ ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย ในถนนที่ผมเดิน ก็มีผู้คนย่ำก้าวเดินสวนทางมา และในที่ที่ผมทำงาน ก็มีอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ล่ะวัน ทำหลายๆสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับตัวผม
เส้นทางของเราล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกัน หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่าคนเรานั้นไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบ่งแยกออกจากกันและกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว องเรา่คล้ายคลึงกันกับผมคลึงกัน ด้แตกต่างกันมากนัก
แต่ถึงแม้กระนั้น ความเปลี่ยวเหงากลับไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนทุกคน หลายครั้งที่เราต้องนั่งอ้างว้างเดียวดาย รู้สึกเหมือนเศษธุลีของจักรวาลที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
ความรู้สึกนี้ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเท่าไร
ความเหงาเป็นตัวแปรคงที่ในสมการของชีวิตคน
และความจริงข้อนี้ที่ผมสังเกตเห็น ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้
“ทำไม…”
ความอยากทางเพศ… เรายังพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณในการสืบพันธ์
ความตาย.. ก็ยังสามารถเข้าใจ ว่ามันคือการควบคุมพลวัตรของทุกสรรพสิ่งในโลก
หรือแม้แต่ความรัก …หากมันจำเป็นจะต้องมีเหตุผล เหตุผลนั้นก็คงจะไม่ได้แตกต่างจากความอยากทางเพศไปมากนัก
หากแต่ความเหงา…
หากมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับพระเจ้าอยู่จริง…
…ทำไมนะ คนเราถึงถูกออกแบบมาให้อยู่กับมัน
ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย…
ผมอยู่กับแม่ พี่ชาย และแม่บ้านอีกสองคน ตามปกติของทุกครอบครัว เรารักกัน เราห่วงใยซึ่งกันและกัน และเราพูดคุยกันเป็นปกติ แม่ของผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของคนทุกคนในบ้านมาก แม่จะพยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตร่วมกันให้สมเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่พี่ชายของผมก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นที่ชอบพอของคนทุกคนที่รู้จักเขา พี่แม่บ้านทั้งสองคนก็เป็นคนดี คอยดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่เชื่อใจได้
บ้านของผมเป็นบ้านที่ดี
…แต่ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง
ผมกลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในบ้านนี้กลับไม่เคยหยุดรู้สึกอ้างว้าง
ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แม่และพี่ชายผมมีความสุข ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการอะไรในชีวิต ผมไม่รู้ว่าพี่แม่บ้านทั้งสองคนเขาทำอะไรกันบ้างในยามที่ไม่ได้ทำงานบ้าน ผมดูไม่ออกว่าวันไหนที่ครอบครัวของผมกำลังกลุ้มใจ และผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้คืออะไร
ได้หลังคาเดียวกันที่เราอยู่ร่วม บางครั้งเรากลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน
และหากลองมองในทางกลับกัน สำหรับพวกเขา ตัวผมเองก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้าในบางเวลา
ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง ไม่เคยเดินไปบอกใครให้หันมามองตอนที่ผมกำลังทุกข์ทรมาร ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังว่าจริงๆแล้วผมชอบทำอะไร หรือว่าผมมีความสุขกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ
หากความเหงาคือการต้องอยู่เดียวดาย แล้วเหตุใดเล่าผมจึงยังคงรู้สึกมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าผมจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้อยู่รอบกายแล้วก็ตาม
เหตุผล…
ข้อสรุปเดียวที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือความเหงานั้นคงที่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ คนเราเหงาตลอดเวลาและตลอดไป เราจะทำได้ก็เพียงแต่สร้างสถานการณ์สมมุติที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถบรรเทาความอ้างว้างเดียวดายได้
เรากอดกันเพียงเพื่อให้ได้รู้สึกอยู่ใกล้
เราเล่าเรื่องของตัวเราให้คนอื่นรับรู้ หวังว่าคนรอบข้างจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของเรา
แต่ท้ายสุดแล้ว ความอ้างว้างไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเรา
หากการอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้างแล้ว บางทีเราอาจจะต้องทำความเข้าใจปัจจัยแห่งความเหงาเสียใหม่ เพียงเพื่อเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับมันได้
บางทีความเหงานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนของความสัมพันธ์ บางทีความเหงาอาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม ความเหงาอาจจะเกิดจากหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็เป็นได้
“เราเป็นใคร”
คำถามที่แสนจะจำเจ …
คำถามที่น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่ารู้คำตอบอยู่ในใจ
การส่องกระจกทุกวันไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รูปลักษณ์ที่ส่องสะท้อนอยู่บนเรือนกระจกนั้น หากนับดูแล้วคงไม่เท่ากับหนึ่งในพันของสิ่งที่เราเป็น การที่ตัวตนของคนเราจะสามารถ “เต็ม” จริงๆได้นั้น เราคงจะต้องใช้อะไรที่ลึกซึ้งกว่ากระจกหนึ่งบานอยู่มากโข
แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถหยุดยั้งความอยากที่จะค้าหาความหมายให้กับตัวเอง ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่สมบูรณ์ปากกว่าสัตว์เดินสองเท้าที่เกิดมา แล้วก็ตายจากไป
บางคนวิ่งหา “มิตร” เพื่อหาเงาสะท้อนของตัวเองในสายตาของผู้อื่น บ้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อระบุตัวเองกับแนวคิดหรือปรัชญาที่จับต้องได้ยาก
แต่ไม่ทางเลยที่คนอื่นจะสามารถรู้จักตัวตนจริงๆของเรา และบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร
เราวิ่งเข้าหากัน เพียงเพราะเรา “เหงา”
เราหวังว่าผู้อื่นจะสามารถเชื่อมต่อกับเรา และบอกเราได้ว่าอะไรที่มันขาดไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยสัมผัส หรือว่าคำพูดของผู้อื่น
ใช่หรือไม่ …คนเราเหงาเพราะว่าเรากำลังวิ่งหาตัวเอง
เราเหงา… เพราะว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับชีวิตที่เราใช้สอยอยู่ตลอดเวลา
เราเหงา… เพราะหลุมดำในจิตใจ ที่ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง
แต่ที่แน่แท้… การเสาะหาเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น มันเป็นการเดินทางภายในที่เรารู้แต่จุดหมาย แต่สิ่งที่ขาดหายก็คือจุดเริ่มต้น
ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่เลือกทางสะดวก เลือกที่จะไขว่คว้าหาไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ในทุกเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หากแต่ในจิตใจนั้นกลับรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ก็คือความเดียวดายอย่างไม่รู้จบสิ้นเมื่อผมเดินออกมาจากฝูงชน
ทุกวันนี้ เราพูดคุยกันตลอดเวลา เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายที่แสนสะดวกสบาย
เราเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่กันอย่างแออัด จนทำให้เราแทบจะไม่ได้อยู่คนเดียว
ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่แนบชิดกัน
หากแต่ความอ้างว้างนั้นกลับทวีคูณ
และเรายังคงใฝ่หา “ผู้อื่น” มาบำบัดความเหงานั้นอยู่เช่นเดิม
ค่อยๆแสร้งทำเป็นหลงลืม …
…ช่องว่างที่อยู่กลางจิตวิญญาณ
สายใยและจุดกลวงๆ
ใครที่ถามคำถามตอบตามใจไว้ ผมจะตอบไว้ที่หน้า “ตอบคำถาม “ตอบตามใจ” (อยู่ข้างบนนี่นิ) นะครับ ไปดูกันได้นิ (หน้านี้จะ update เรื่อยๆนะ)
Catalyst 11
ใย
เมื่อเริ่มต้น…
เมื่อเริ่มต้น เราเริ่มจากจุดกลวงๆจุดหนึ่งในจักวาล
จุดกลวงๆที่เราทุกคนเคยเป็นไม่มีสีสันใดๆ ไม่มีลักษณะพิเศษประการไหนให้แบ่งแยก
ประโยคที่ว่า “คนทุกคนย่อมแตกต่างกัน” จะถูกโต้แย้งได้ก็แค่ตอนที่คนเราเป็นเด็กทารกเท่านั้น ณ ตอนที่เราเพิ่งเกิด เด็กน้อยคนที่นอนอยู่ข้างๆเราในโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ได้แลดูแตกต่างอะไรกับเราเลย มันยากที่จะบอกว่าเด็กแต่ละคนเป็นลูกใคร ไม่ว่าจะ จนหรือรวย โง่หรือฉลาด แม้กระทั่งหญิงหรือชาย ตอนเพิ่งเกิดก็แลดูเหมือนกันหมด
ดูไม่ออกแม้กระทั่งกับผู้ที่เป็นพ่อกับแม่
…เราเริ่มต้นจากจุดกลวงๆจุดเล็ก
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป การเดินทางที่ผ่านมาของเราทุกคน ก็ได้สร้างสายใยโยงเราเข้าหาจุดอื่นๆเต็มไปหมด จุดเล็กๆที่เคยกลวงทั้งหลาย บ้างก็ใหญ่ขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น บางจุดก็เต็มไปด้วยสีสันหรือลวดลายแปลกตา
และหากจะบอกว่าความเหนื่อยล้าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือการรักษาเส้นใยนับพันเส้นในชีวิตเอาไว้ และการพยายามไม่ให้จุดที่เราเป็นมีขนาดเล็กลงหรือว่ามีสีที่เราไม่ต้องการก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความจริงนัก
ความสัมพันธ์…
…
…เหนื่อยเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นน่าจะมีอยู่สามองศา
ความสัมพันธ์กับตัวเอง คือการสร้างความสมดุลระหว่างหน้ากากที่สวมใส่และจิตใจที่อยู่เบื้องลึก การกังขาในการกระทำของตน การถามไถ่ที่มาของความนึกคิด การควบคุมความอยากตัณหา รวมไปถึงการสร้างมายาคติ และการยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น คือสิ่งที่เราพูดหรือกระทำต่อผู้คนรอบข้าง ด่าทอหรืออ่อนโยน ใกล้ชิดหรือเหินห่าง คือความโกรธและเกลียดชังที่เรามี คือความอยากที่จะให้ผู้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราคิด ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครสักคนเป็นสุข ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครบางคนเป็นทุกข์ การเห็นผู้คนรอบข้างและยอมรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาเป็น รวมไปถึงการสร้างสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็น
ความสัมพันธ์กับโลก คือ การยึดถืออุดมการณ์บางประการ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโลก การบูชาความคิดหรือบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก ความซาบซึ้งในบทกวีจากต่างแดน การประกาศความคิดส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ การใฝ่หายศถาบรรดาศักดิ์ คือภาพของสังคมที่เรามองเห็น และสิ่งสังคมมองเห็นตัวเรา
….
หากเป็นเช่นนี้แล้ว
คำว่า “เสรี”
… เป็นไปได้หรือ
ความสัมพันธ์ เป็นถนนสองทาง
ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็คงเคยถูกคนที่เรารักเรียกร้องให้เราทำอะไรซักอย่าง และในทางกลับกันเราทุกคนก็เคย “บังคับ” ใครบางคนในชีวิตของเราในนามของความรักและความห่วงใยมาก่อนเช่นกัน
แน่นอน คนทุกชาติศาสนาต่างถูกสอนมาว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามและบริสุทธิ์ ใครเล่าจะกล้าประณามว่าความรักนั้นคือภาระอันใหญ่หลวงที่มีเพียง”ความคาดหวังแห่งความสุข”มารองรับ แต่ในความเป็นจริง มีน้อยครั้งที่ความรักจะนำมาซึ่งความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
หากผมลองคิดดูเล่นๆ…
หากผมมีลูก และหากลูกเรียนได้เกรดสี่หมดทุกวิชา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขไหม
หากผมมีภรรยา ผมก็คงจะบอกว่าเธอห้ามนอกใจผม ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเรื่องของการรักเดียวใจเดียวนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่กรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สุดก็เป็นได้
ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นประหลาดพอควร หากลองเปิดใจให้กว้างและสำรวจตัวเองดู เราจะพบว่าเราตกหลุมรักผู้คนมากมายตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เรากลับหวังให้คนที่เรารักนั้นรักเราแค่คนเดียว พอบวกเข้าไปกับกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยประเพณีและวัฒนธรรมทั้งหลาย ก็ทำให้การรักคนหลายคนพร้อมกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องชั่วช้าสามารกันไปเลย และแน่นอนว่าตัวผมเองก็ยังคงไม่ได้หลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวนี้
ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่คนเราไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามธรรมชาติของมนุษย์ได้
…อาจเพียงเพราะข้อจำกัดที่ขังเราอยู่นั้น เป็นมโนภาพที่สวยงามเสียเหลือเกินสำหรับมนุษย์ทุกคน
ลองคิดต่อ… ความรักอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งสายสัมพันธ์มากมาย แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของความสัมพันธ์ของจุดทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความรักเพียงอย่างเดียว
อย่างที่กล่าวไป… คนเราตั้งเงื่อนไขทั้งกับโลกและกับตัวเอง และในขณะเดียวกันโลกและตัวคุณเองก็ตั้งเงื่อนไขมากมายกับคุณ
“ทำไมอ้วนขึ้น”
“ทำไมช่วงนี้โทรมจัง”
“ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ”
เอาเข้าจริงๆ เราทักกันแบบนี้จนเคยชินโดยมิได้ระลึกกันว่าคำพูดดังกล่าวมันมีผลอย่างไรต่อความคิดและการกระทำของผู้รับฟังบ้าง
จากจุดกลวงๆเล็กๆ เรากลายเป็นรูปทรงรูปร่างประหลาดแตกต่างกันไป และเราทุกคนก็มีความเข้าใจต่างกันว่ารูปทรงที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร และโดยที่ไม่รู้ตัว คนเรานั้นไม่เคยหยุดยึดถือมายาคติในรูปลักษณ์ที่ตัวเองและโลกทั้งใบควรจะเป็น
สำหรับกรณีของผม
บางครั้งผมก็ลงโทษตัวเองทางความรู้สึกในระดับที่มากมายเสียเหลือเกินกับเรื่องราวเล็กๆที่ผมรู้ว่าคนอื่นๆคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย และบางครั้งผมก็นั่งฝันกลางวันไปกับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นและในขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองอย่างมีตรรกะเพื่อให้ยอมรับได้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
และในโลกของผม บางครั้งผมก็พยายามสั่งโลกให้เข้าใจผม (และล้มเหลวในกรณีนั้น) บางครั้งคนที่ผมไม่เคยรู้จักก็พยายามมากเหลือเกินที่จะเอาตัวผมไปทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ บางครั้งผมก็พยายามเปลี่ยนแปลงสังคม และบางครั้งผมก็พบว่าน้ำหนักของความคาดหวังจากสังคมในสิ่งที่ผมได้สัญญานั้นกำลังทับผมให้ตายทั้งเป็น
“ความคาดหวัง”
คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ทั้งปวงในระดับพื้นฐานได้มากที่สุด
และผมก็คาดหวัง
คาดหวังว่าคนทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้จะเคยรู้สึกอย่างที่ผมเคยกันทุกคน เพียงเพื่อหลีกหนีสมมุติฐานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกลจริตตั้งแต่วัยหนุ่ม เพียงเพื่อให้ผมได้อุ่นใจ ว่าที่คนเรายังคงทำร้ายตัวเอง และยังคงทำร้ายกันและกันอยู่ทุกวันด้วยสายใยนับล้านเส้นที่โยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์
…
เห็นไหมครับขนาดนักเขียนยังมีความสัมพันธ์กับคนอ่านเลย
บางครั้งผมก็ลองนั่งคิดเล่นๆ ว่าทำเยี่ยงไรคนเราถึงจะกลายเป็นปัจเจกที่หลุดพ้นจากข้อเรียกร้องทุกข้อของความสัมพันธ์ได้ กลับไปเป็นจุดเล็กๆกลวงๆเหมือนดังเดิม
จะอยู่เป็นโสดหรือหนีออกจากบ้าน ก็คงจะโดนคนอยู่ซอยเดียวกันว่าเป็นพวกแหลกเหลว ตดเหม็น ไม่มีใครเอา
หากจะออกไปอยู่ป่าคนเดียว ก็คงจะไม่แคล้วต้องสู้กับตัวเองอีกคนที่อยู่ในหัวอยู่ดี
…สรุปแล้วก็คงจะไม่มีทาง
แต่จริงๆแล้วผมก็เคยได้ลิ้มรสเสรีภาพมาก่อน
แต่ผมก็ดันจำไม่ได้ว่าตอนเพิ่งเกิดผมรู้สึกอย่างไร
น่าเสียดาย…
รั้ง
Catalyst 10
รั้ง
“เพราะบางครั้ง
…คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา”
วันนี้วันที่ 30 สิงหาคม 2551
ผมนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กลางที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
…ผมมาที่นี่เพื่อเขียนหนังสือ
วันนี้ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรก ค่อนข้างแปลกใจและตระกานตากับสิ่งที่เห็น การได้เห็นตึกทำเนียบฯที่ปกติเป็นที่ทำงานของรัฐบาลมีคนมากางเต็นท์นอนเต็มไปหมดในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์มันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมาดูของจริง ความรู้สึกนั้นก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันในระดับที่พอสมควร … แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่ามันคือความรู้สึกแบบใด
ผู้คนเนืองแน่น บ้างก็นั่งอยู่เฉยๆ บางก็เต้นรำไปกับเสียงเพลงที่กำลังดังมาจากบนเวที มีร้านขายอาหารและอุปกรณ์อำนวยสะดวกอยู่เต็มไปหมด และในมือของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นมีอุปกรณ์สร้างเสียงปรบมือที่ทำมาจากพลาสติกอยู่ เกือบทุกคนปรบมือตามจังหวะไปพร้อมๆกับเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมคล้ายๆกับว่าผมกำลังอยู่ในเทศการดนตรีกลางแจ้งก็ว่าได้
เพราะ ฉ นั้น หากจะถามว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาเห็นของจริง
…บางทีอาจจะเป็นความผิดหวังและความโล่งอกที่ผสมปนเปกันไป
มันเป็นเวลาบ่าย แสงแดดจ้า สะท้อนกับสีเหลืองทำแสบตาไปหมด ผมเดินรอบทำเนียบฯครบหนึ่งรอบแล้ว ขาเริ่มล้า ผมตัดสินใจเดินออกข้างทาง นั่งลงข้างใต้เต็นท์สีฟ้าที่มีผู้ชุมนุมรุ่นคุณป้าอยู่มากมาย ผมลองพูดคุยกับกลุ่มคุณป้าๆดู ซึ่งทำให้นอกจากผมจะได้ทราบว่าพวกแกไม่รู้จักวงอพาร์ทเมนท์คุณป้าแล้ว ผมก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าเหตุผลที่พวกคุณป้าทุกคนมีร่วมกันในการออกมาชุมนุมก็คือความเกลียดชังในรัฐบาลและความรักที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ตัวผมเอง ผมเข้าใจคุณป้าๆเค้า แต่ผมก็ไม่อาจบอกได้ว่าผมมีความรู้ร่วมไปกับพวกแกเท่าไรนัก
บางทีมันอาจจะเป็นโรคภัยแห่งยุคสมัย คนรุ่นผม(ซึ่งก็รวมถึงตัวผมด้วย)ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นเข้าใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม อย่างเช่นทำไมชนชั้นรากหญ้าถึงรักทักษิณ ทำไมคนชนบทถึงชอบกินเหล้าเถื่อน ทำไมดาราถึงชอบทำตัวให้เป็นข่าว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ทำได้แค่พยายามจะเข้าใจ สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือแสดงออกส่วนใหญ่มันก็มักจะมาจากความคิดที่ผู้คนรอบตัวบอกกล่าวต่อๆกันมา มันไม่มีวันที่เราจะเข้าใจได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวันมันก็แสนหนักหนามากพอที่จะบังคับให้เราเข้าใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น
แต่ถึงแม้ว่าผมคิดว่าผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจ
…แต่วันนี้ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
สำหรับผมในตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่าสนามรบแห่งนี้คือที่ที่ความถูกต้องและความชั่วร้ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่ในใจแล้ว ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครคือรัฐบาล ใครจะแฉใคร หรือว่าใครจะชนะ
ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบังคับให้ผมต้องสูญเสียความไร้เดียงสาไป
ความไร้เดียงสาที่จะช่วยให้ผมเชื่อได้ว่าการมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้จะนำพามาซึ่งพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
อาจจะฟังดูแปลก แต่สำหรับผมแล้ว การสูญเสียความไร้เดียงสาไม่ได้เท่ากับการละทิ้งจิตวิญญาณที่โหยหาสังคมที่ถูกต้องและงดงาม
ผมไม่รู้ว่าวันที่ทุกคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล หรือประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน
แต่คำถามที่กล่าวมา ไม่ใช่สิงที่ผลักดันให้ผมมาที่นี่ในวันนี้เลย
วันนี้ ผมมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัว…
“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…
…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”
มันมีครั้งหนึ่งที่ผมเคยอุทิศตัวเพื่อการคลื่นไหวทางการเมืองของประชาชน
ตอนนั้น ผมเชื่อว่าหากเรามีสังคมที่สมาชิกทุกคนใส่ใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรอยู่ และยินดีโถมกำลังเพื่อขับไล่ใครก็ถามที่กำลังเหยียบย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราแล้ว ประเทศไทยที่คนไทยทุกคนอยากเห็นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
ผมเคยจัดม็อบเล็กๆของตัวเอง เคยทำใบปลิวปลุกระดมแจกจ่ายไปทั่ว เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ไม่มีใครฟังและเคยโกรธเคืองเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมรับฟังผม
ในอดีต ผมเคยทำเช่นนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพียงความต้องการเบื้องลึกที่ต้องการจะต่อสู้กับร่มเงาของพ่อกับแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจหรือเปล่า
แต่สิ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในประชาธิปไตยของตัวผม ความเชื่อที่ในวันนี้ผมช่างเสียดายและคิดถึงมากเหลือเกิน
ผมคงจะไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าเกิดขึ้นอะไรบ้างกับบ้านเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ตัวผมไม่เลิกหวังที่จะเห็นสังคมไทยแบบที่ผมอยากเห็น แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นที่บอกให้ผมมานั่งทบทวนในส่วนของ “วิธีการ” ที่ผ่านมาของตัวเองดู
และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี่เองที่โลกของผมได้ถูกเปิดออก
ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเริ่มต้นทำงานพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว
ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พวกเราเป็นเพียงแค่นักศึกษา และสิ่งที่เราเป็นก็อนุญาตให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก เราอาจจะอยากช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านที่พังงาที่ต้องพังทลายลงหลังจากสึนามิถล่ม แต่นอกจากเราจะไม่สามารถตอบได้ว่าคำกว่า “ชีวิตที่ดี” คืออะไรแล้ว เราก็ทำได้อย่างมากก็แค่ลงไปสร้างสิ่งต่างๆที่พวกเขาอาจจะต้องการในเวลานั้นๆ แต่มันก็ยังห่างไกลจากการทำให้ชีวิตพวกดีขึ้นอยู่มากนัก
เราอาจจะอยากทำให้คนจนไม่ต้องอยู่อย่างทุกทรมาร แต่เราทำได้อย่างมากก็แค่เอาอาหารไปให้เขากินมื้อต่อมื้อ
เราอาจจะอยากปลุกสังคมไทยให้ตื่นจากการหลับใหล แต่สุดท้าย สิ่งที่เราทำก็เพียงร่ำร้องตระโกนป่าวประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร
ซึ่งในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาคมก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลเล็กๆแบบเดียวกัน มันเริ่มต้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด จนเกิดคลื่นเล็กๆที่กระเพื่อมผ่านสายน้ำแห่งประชาชนจนกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยทั้งประเทศไปในที่สุด
แต่ในเวลานี้ นี่คืออีกยุคสมัย และแต่ละยุคก็ต้องการทางออกที่แตกต่างกันไป
โลกตอนนี้ช่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน สีขาวกับดำที่แสนสวยงามก็ไม่มีมาให้เห็น ไม่มีหนามแหลมหนามเดียวที่ต้องกำจัดเพื่อให้โลกหมุนไปยังทิศทางที่ดีขึ้น
…โลกใบนี้ต้องการคำตอบที่แตกต่างออกไป
หลังจากเรียนจบ ผมมาทำงานด้านการระดมทุนด้านสังคมและได้ร่วมพัฒนาองค์กรพัฒนาสังคมในด้านต่างๆหลากหลายองค์กร ผมได้พบผู้คนมากมายที่เริ่มต้นทำสิ่งที่น่าชื่นชมในแบบที่ต่างกันออกไป และผมก็ได้เข้าใจว่าคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่การคาดหวังว่ากระบวนการตามระบอปประชาธิปไตยในวันหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดผู้นำที่มีความชอบธรรมและคุณธรรมอีกต่อไป แต่มันอยู่ที่คนตัวเล็กๆทุกคนที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบกายในรูปแบบของตนเอง เริ่มต้นในทุกทางที่เขาทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ช่วยหมาป่วยในละแวกบ้าน ไปจนกระทั่งการสร้างกองทุนเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรรายย่อย
ผมได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของตัวเองแล้ว
และที่สำคัญที่สุด ผมได้เข้าใจว่าการสร้างสังคมที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่วันเว้นวัน หรือว่าหนึ่งครั้งในรอบสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ในขณะเดียวกันมันต้องไม่ใช่การเสียสละ เพราะอาจจะมีคนเพียงแค่หนึ่งในล้านที่สามารถสละชีวิตตนเองไปกับอุดมการณ์ แต่ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพจากมันได้
และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะมาเดินทางสายนี้
แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้สละตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์
เพราะมันไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ชิงชังเหล่านักการเมืองที่กำลังย่ำยีความเป็นคนของพวกเราทุกคนอยู่ ไม่ใช่ว่าผมกำลังกล่าวหาว่าเหล่าผู้ออกมาชุมนุมนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินที่ยังหลงเชื่ออะไรหลอกเด็กต่อไป มันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าผมมีแต่ความเคารพขั้นสูงสุดให้กับคนทุกคนที่กล้าออกมายืนหยัดเพื่อความเชื่อของตน
แต่ “ความเชื่อ” นั่นแหละ คือสิ่งที่คิดว่าผมไม่มีอีกต่อไป
…แต่ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจ
เพราะ ฉ นั้น วันนี้ผมเลยมาที่นี่
หนึ่งวันก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายร่างกายประชาชน ผมคิดว่ามันคงจะไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้แล้วที่จะลองย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของตนเองที่ได้ละทิ้งไปในเมื่ออดีต
กลับไปดูว่ามันถูกต้องแล้วหรือที่เราจากมา
…
และหากทางเลือกหนึ่งคือการอุทิศตนเพื่อต่อสู้กับอำนาจอันแสนชั่วร้าย ยอมตายเพื่อเพียงหวังว่าสังคมไทยจะตื่นจากการหลับใหล
กับอีกทางคือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ค่อยๆสร้างโลกที่อยากเห็นกับมือ ค่อยๆเรียนรู้คำตอบมากมายต่อคำถามที่ยังไม่พบเจอ และมั่นใจว่าในที่สุดเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้แน่นอน
หากผมต้องเลือก และไม่มีทางที่จะก้าวไปในทางเดินทั้งสองทางได้พร้อมกัน
ความร้อนระอุ …คำปราศรัย …เหล่าคุณป้าๆ
…มีบางอย่างในแสงตะวันที่บอกผมว่าผมเลือกถูกทางแล้ว
.
…
…..
……..
………
P.S. นี่เป็น web ที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันทำอยู่ครับ ทุกคนสามารถเข้าไปเสนอได้ว่าอยากให้ผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพฯจัดทำนโยบายอะไรหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว
หลังจากเราได้นโยบายที่มีคนโหวตมากที่สุดแล้วเราจะ เอามาทำเป็น policy brief ส่งให้กับผู้ว่าคนใหม่และมีการติดตามผลในภายหลัง
ฝากทุกคนเข้าไปร่วมออกความเห็นกันและบอกต่อๆกันหน่อยนะครับผม นี่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเท่ากับการเมืองระดับประเทศ ณ ตอนนี้ แต่ผมว่านี่ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยให้เราสามารถร่วมออกแบบนโยบายที่จะมีผลต่อชีวิตของเราได้เป็นครั้งแรกครับ
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



