ชิ้นสุดท้าย
catalyst 23
นี่คิองานชิ้นสุดท้ายแล้วครับ ก่อนที่จะหยุดเขียนไปอีกหลายๆปี ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาตลอดนะครับ ขอบคุณจริงๆ (แต่ถ้ามีอย่างอื่นก็จะเอามา post เรื่อยๆนะ)
ละออง
หน้าที่ของพวกเราคืออะไร…
แกะสลักถ้อยคำ ร้อยเรียงทำนอง…
…แปรเปลี่ยนป็นยุคสมัย
เปิดดวงตา มองโลกกว้าง… แทนผู้คนนับล้าน
หลับตา สร้าง นิมิตรภาพ
… ของสิ่งที่โลก ควรจะเป็น
เราคือศิลปิน…
เราคือผู้คน
เราคือตัวคุณ
…
มันเริ่มจากการหลับตา
เราหลับตาและตื่นขึ้นมา สิ่งต่างๆรอบตัวแลดูเปลี่ยนไป ราวกับว่าเรื่องราวและวงจรที่จำเจในชีวิตประจำวันพร้อมใจกันหยุดอยู่กับที่ หยุดเพื่อให้เรามองดูพวกมันชัดๆอีกครั้ง
ละอองความคิดของความเป็นปัจจุบัน แผ่กระจายออกมาช้าๆจากสิ่งที่ไม่เคยบอกอะไรเรา ละอองที่เจือจางไร้รูป หากแต่มิได้ไร้ความหมาย เป็นดั่งเพชรในหินที่รอการเจียระไน
ฤดูกาล ลมหายใจ ท้องฟ้า ราตรี สวนหน้าบ้าน รอยช้ำใต้ขอบตา…
…แม้เคยผ่านมาแล้วนับร้อยครั้ง อาจเอื้อนเอ่ยบางสิ่ง …
เริ่มจากเราหลับตา
…
และพวกเราก็จะเริ่มเก็บเกี่ยว
…ความน่าสนใจมันอยู่ที่ตรงนี้
อะไรกัน ที่ทำให้บางคนเห็นบรรยากาศเป็นสี บางคนได้ยินความรู้สึกเป็นเสียง บางคนจดจำท่าทางเพื่อที่จะกลายเป็นคนอื่น หรือว่าบางคนเห็นจุดที่ควรไปตั้งดวงตาส่องสรรพสิ่งในมุมที่มันควรถูกมอง
ศิลปินทุกคนดูเหมือนเป็นผลผลิตของจักรวาลที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างกันออกไป
แต่ขณะเดียวกัน ความเป็นศิลปินก็ไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกให้เราแต่ละคนพิเศษกว่าใครๆ
มนุษย์ทุกคน.. ย่อมรู้สึกต่อสรรพสิ่งในทางใดทางหนึ่ง
ศิลปินก็เป็นแค่คนที่มีโอกาส
มีโอกาสบอกโลกให้รู้ถึงความรู้สึกของเรา
ความรู้สึก…
ความรู้สึกที่บ้างก็ตื้นเขิน บ้างก็ลึกซึ้ง
แต่ล้วนแล้วเลือนราง พร่ามัว
…
พวกเราไม่รู้ว่าเราได้เครื่องมือเหล่านี้มาจากที่ไหน
เครื่องมือที่ใช้ในการเจียระนัย เก็บเกี่ยวละอองแห่งยุคสมัยที่กระจัดกระจายอยู่ มาหลอมรวมเป็นเสียง เป็นการเคลื่อนไหว เป็นเรื่องราวหรือรูปภาพ เป็นถ้อยคำหรือท่าทาง
และเราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเราที่ถูกเลือกให้ทำหน้าที่นี้
แน่นอนว่าหลายๆอย่างย่อมมาจากการฝึกฝน คงไม่มีใครที่วิ่งได้โดยไม่เคยเดิน
แต่อะไรเล่า คือสิ่งที่บันดาลใจเรา ให้เราเลือกเดินไปในทางของเราตั้งแต่ตอนแรก
มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์…
ในทุกช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ ศิลปินไม่เคยหายไปไหน
จากผนังถ้ำจนถึงจอสว่างไสวของเครื่องคอมพิวเตอร์
แรงบันดาลใจ…
ไม่เคยหายไปไหน
พวกเรา… ไม่เคยหายไปไหน
แม้ไนเวลาปัจจุบัน… ช่วงเวลาที่ปัจเจกบุคคลมีเสรีมากกว่ายุคสมัยไหน แต่คนแต่ละคนกลับมีความหมายน้อยนิด เป็นได้เพียงแค่ฟันเฟืองของกาลเวลา
เรา… ก็ยังคงดำรงอยู่ …ในจำนวนที่มหาศาล
เราพูดกันมากขึ้น… แม้ว่าความหมายของคำแต่ละคำจะลดลง
เราแสดงออก… แม้ว่าหลายๆครั้งจะไม่มีผู้ชม
เราได้รับ สร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ ออกไปด้วยความรวดเร็ว
มันจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์…
ที่เราได้ช่วยกันสร้างยุคสมัยที่คนทุกคนมีสิทธิจะบอกให้โลกรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร
ยุคสมัยซึ่ง… ในอนาคต หากเราลองมองย้อนกลับมา และพยายามหาคำจำกัดความของช่วงเวลานี้
จะไม่มีกวี นักแสดง นักดนตรี หรือนักวาดภาพคนไหน ที่ถูกยกเอามาเป็นตัวแทนของคนรุ่นเรา
เพราะว่านี้คือยุคสมัยแห่งความแตกต่าง ที่พวกเราทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมา
ยุคที่เรา บอกโลกด้วยตัวเอง ว่าเราเป็นใคร
มันอาจจะยาก ที่จะโดดเด่น ในช่วงเวลานี้
แต่กลับกลายเป็นเรื่องง่าย ที่จะแตกต่าง
อาจเนิ่นนาน หากจะเก่งกาจ แต่กลับรวดเร็ว ที่จะเรียนรู้
เราคือศิลปิน… เราคือผู้คน… เราคือตัวคน
เราเป็น… เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา มีบางอย่างบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ
ละอองอันคละคลุ้ง
…ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ช่วยเจียระไน
และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ผมได้มีโอกาสบอกโลกว่าผมรู้สึกอย่างไร
อาจไม่มีผู้รับฟังมากนัก แต่อย่างน้อยก็พอมี
ด้วยเหตุนั้น ผมจึงขอบคุณ
…และเมื่อเวลาล่วงเลยไป เมื่อผู้คนเริ่มหันมาข้างหลัง
ผมก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของละอองแห่งยุคสมัย
ดังเช่นที่พวกคุณทุกคนเป็น
และด้วยเหตุนั้น
ผมดีใจ…
แถมด้วย MV ตัวใหม่ Stardust:ละอองดาว โดย Rhashomon
เพลง Too long : Rhashomon
เพลง too long โดย Rhashomon (ราโฌมอน)
ฟังได้ที่นี่
เมื่อตอนวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูบ้านเมืองของเราแล้วก็เศร้าใจ ดูข่าวไปก็แทบจะร้องไห้
แต่สุดท้ายพอถามตัวเองว่า “จะช่วยอะไรได้บ้าง” ก็ไม่รู้คำตอบ
สุดท้ายก็ได้แต่ช่วยกับเพื่อนๆในวง Rhashomon (ราโฌมอน) ของผม (สิงห์ สิน และฟ้า) ทำเพลงนี้ขึ้นมา
และหลังจากที่ได้รับ ฟอร์เวิร์ดเมล “&” มา ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยส่งข้อความนี้ออกไปในรูปแบบที่ตัวเองจะทำได้ เพื่อว่าอย่างน้อยเราก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเรารู้สึกอย่างไร (หากใครยังไม่ได้อ่านเมลนั้นก็อ่านที่แปะมาข่างล่างนี้แล้วกัน)
เลยได้ทำ clip video นี้ออกมา เพราะว่าอยากให้ทุกคนได้ฟัง และเพื่อสนับสนุน campaign online “&” ครับ
“&” สิงห์ Rhashomon
(วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล)
ถ้าชอบก็ขอร้องว่าช่วยๆกันก็ทำเป็น forward mail ส่งๆกันไปหน่อยนะครับ ขอบคุณมาก
ฟังเพลงเราเพลงอื่นได้ที่ www.myspace.com/rhashomonband
หรือถ้าชอบเพลงนี้ โหลดฟรีได้ที่ link นี้นะ : http://cid-cfb1db0bac004630.skydrive.live.com/self.aspx/Public/Too%20long.mp3
Forward Mail: “&”
“&”
คุณมีความรู้สึกแบบนี้รึเปล่า?
“อยากช่วย… แต่ทำไงฟะ”
&
“เซ็งเป็ด”
&
” แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”
&
” อยากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้“
&
“เมืองไทยที่กรูโตขึ้นมาตอนเด็กๆมันหายไปไหนเนี่ย”
&
“ประเทศไทยมา D.I.Y. กันดีกว่า
&
“ฯลฯ”
…คำถามก็คือ
คุณรู้ตัวไหมว่ามีคนที่คิดแบบเดียวกันนี้ในสังคมไทยเยอะมาก?
และคำถามที่สำคัญกว่า…
ทำไมพวกเราถึงรวมพลังกันไม่ได้เลย?
“&”
“บ้านเราเป็นของใคร”
นักการเมือง & เศรษฐี & ฝ่ายโน่นนี่
& เด็กชายดำ
& ป้าแห้ว
& นายหนุ่ย
…
&
“เรา”
&
“คุณ”
มาร่วมกันแสดงความเป็นเจ้าของสังคมด้วยการเอาเครื่องหมาย “&” ไปเป็นของคุณ
เพียงเปลี่ยนชื่อ หรือ status ใน
msn, google talk, hi5, facebook, myspace, webboard username,
post ใน blog, หรือ ฯลฯ
(ดูตัวอย่างได้ใน facebook, hi5 และ MSN ได้จากรูปที่แนบมากับเมล)



“&” ไม่ใช่ของกลุ่มใด แต่เป็นของเราทุกคน
“&” เป็น “เพียงเครื่องมือ” ที่จะช่วยให้เราทุกคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกัน สามารถอยู่ร่วมกันและสามารถบอกสังคมให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราได้
และหากคุณเริ่มใช้ & ตอนนี้ อีกไม่นานคุณก็จะพบว่ารอบตัวมีคุณที่ “รู้สึก” เหมือนกันอยู่อีกมากมาย
หากเห็นด้วย กรุณาส่งต่อ และนำ “&” ไปเป็นของคุณ
“&”
เล่น concert วันเสาร์นี้

งานแรกของวงครับ ตื่นเต้นทีเดียว ใครว่างก็มาแล้วกัน เล่นที่ทองหล่อ เพลงยังไม่เริ่มโปรโมทจนกระทั่งเมษาน่ะครับ
สามัญ
ทำไมรูปปกใบไม้แดงมันกลายเป็นรูปหนังสือกุ๊กกิ๊กวะ…
Catalyst 14
สามัญ
เรื่อยมา…
หนึ่งห้วงเวลาแห่งชีวิต
มนุษย์วิ่งเข้าหามัน เพียงเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่เรา “ควร” จะเป็น
แต่สิ่งที่น่าฉงนก็คือ …ความสามัญนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็นมากที่สุดไปด้วย
…และก่อนที่เราจะรู้ตัว
เวลาก็หมดลง
เราทุกคนก็จะเลิกไขว่ขว้า
หลับตาลง …
…กลายเป็นซากศพธรรมดาๆ
มันมีอะไรที่ไม่ปรกติอยู่ในความธรรมดา
บางครั้งเราเลือกที่จะใช้มันเป็นเกราะกำบังจากความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างใน แต่บางครั้งเราก็โยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อบำรุงภาพร่างแห่งอัตตา
บางเวลา เราปลอบใจตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเรานั้นปกติ หากแต่ในบางเวลา…ปัจจัยแห่งความสามัญที่ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรานั้นก็เป็นเหมือนคำด่าทอที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลชนิดไหนๆ
ไม่มีใครอยาก”ถูกมอง”ว่าธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากจะ “ผิดปกติ”
เหตุใดกันหนอ ทุกครั้งที่เรามองลึกลงไปในแก่นของวงจรเวลาที่เราได้รับมาในโลกใบนี้ แล้วเรามักจะเจอแต่ปัจจัยที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลกไร้สาระทุกครั้งไป
เราต้องการชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เป็นธรรมดาของคนทุกคน
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
“การยอมรับ” และ “ความแตกต่าง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
มองมุมหนึ่ง บางทีเราอาจล้วนแตกต่าง ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกที่ไม่มีใครเหมือนกันในจักรวาล
หากแต่มองอีกมุม เราอาจจะคล้ายคลึงกันเกินแยกแยะ เป็นเพียงเสี้ยวเศษหนึ่งของสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ
ความเป็นไปได้มีทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ในสายตาของจักรวาลนั้น ความแตกต่างของพวกเราคงจะมีน้อยเกินแยกแยะ หากแต่ในโลกของปัจเจกบุคคลที่มีแต่ตัวเราดำรงอยู่ สายตาของเราก็คงจะแยกตัวตนของตัวเราเองออกจากทุกๆคนที่เหลืออย่างชัดเจน
ทำไมเราถึงต้องการความธรรมดา?
ในการทำความเข้าใจคำถามนี้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ที่จะลองมองย้อนกลับมาอีกคำถามหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่เรากำลังค้นคว้าอยู่ ณ ตอนนี้
อะไรคือความธรรมดา…
แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว มันอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมานั่งถกกันถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความธรรมดาในเชิงปฏิบัติ หากแต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของความธรรมดาก็คือตรงที่ความธรรมดานั้นเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ
เฉกเช่นเดียวกับทุกสิ่งในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่ามีขั้วตรงข้าม
ธรรมดาเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความไม่ธรรมดา
สิ่งนี้เริ่มต้นจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เพ่งมองสรรพสิ่งในเชิงเทียบเคียงอย่างสม่ำเสมอ
สูง ต่ำ มืด สว่าง
ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งจ้องมองสิ่งที่คนอื่นทำตลอดเวลา ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งนับจำนวนผู้คนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกันโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขดังต้องมนต์สะกด
ทำไมเราถึงต้องเดินข้ามธรณีประตูของวัด และทำไมการเหยียบมันถึงเป็นสิ่งที่ไม่พรึงกระทำ ทำไมพยางค์ที่สามในวรรคที่สองของกลอนแปด ถึงต้องสัมพันธ์กับพยางค์สุดท้ายของวรรคแรก ทำไมการใส่สูทถึงเป็นสิ่งที่สุภาพกว่าการใส่เสื้อยืด
เหตุใดผู้หญิงถึงไม่ควรสูบบุหรี่
เหตุใดจึงคนทุกคนถึงควรมีงานทำ
สิ่งเหล่านี้คือความธรรมดา… เช่นนั้นหรือ?
บางทีมันอาจจะไร้ประโยชน์ในระดับพอสมควรที่จะมานั่งถามคำถามเหล่านี้ หรืออาจเป็นได้ที่การตั้งคำถามนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเทียบเคียงสัจจะได้ก็คือ มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริงของบรรทัดฐานทุกข้อที่เพิ่งกล่าวมา ส่วนพวกเราส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นอาจจะไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่
ถึงแม้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ยังคงโอบกอดข้อกำหนดเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น เหมือนกับว่ามันเป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากได้
ทำไม…?
ก็ยังคงเป็นคำถามนี้เช่นเดิม
…
แล้วเหตุใดเล่า คนเราถึงต้องหวาดกลัวความสามัญ
ทั้งๆที่หมดชีวิตเราขยาดความแปลกแยก หากแต่ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวที่จะตายโดยไม่แตกต่าง
มันเหมือนกับการต่อสู้ระหว่างอัตตาและสัญชาตญาณทางสังคม
สุดท้ายคนเราก็ได้แต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่ต้องการที่สุดมาสวมวิญญาณตัวเอง
บางคนสวมเสื้อสีต่างๆ เพียงเพื่อให้รับรู้ได้ว่าความหมายนั้นได้มาเยือนชีวิตของตน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ต้องสวมเสื้อสีเดียวกับทุกคนก็ได้
บางคนเลือกประดับประดาอัตตาด้วยยศถาบารมี
ทั้งๆที่คนที่รักและเคารพเขาจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขามีตำแหน่งอะไร
…เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้แต่ตัวผมเองที่กำลังพูดเหมือนกับว่ามองทุละสัจจะชีวิตในทุกชั้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมวิจารณ์ไปมากนัก
เหตุผล…
..เพียงเพราะผมเป็นคน…
เช่นนั้นหรือ?
ความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ล่าและหลีกหนีความสามัญนั้นช่างแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในรูปแบบที่อธิบายยาก
บางครั้งเราร้องไห้แทบเป็นแทบตายอยู่ภายใน แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด เพียงเพราะเราเชื่อว่าเรื่องที่เราทุกข์อยู่นั้นมันช่าง “แสนธรรมดา” และเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าเรา “มีชีวิต”
โอกาสในการหลุดพ้น หรือว่าเริ่มต้นใหม่นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของความปรารถนาสูงสุดของคนแทบจะทุกคน
แม้แต่คนบ้า ก็ยังอยากเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่คนที่อยู่สูงที่สุด ก็ยังคงหวาดกลัวการเลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่โอกาสนั้นไม่เคยมา
ได้แต่รอเวลา
ที่จะหลับตาลง …เหมือนกับคนทุกคน
เพลงเสร็จแร้ว (2 เพลง)
ป.ล. ขอโฆษณาหน่อยครับ ในเดือนมกราคมนี้ Single 2 เพลงแรกของวง Rhashomon ของผมน่าจะเริ่มเปิดตามวิทยุแล้วนะครับ ลองหาฟังกันได้น่าจะออกวางแผงเดือนมีนาคม เป็นอัลบั้มรวมกับวงหลายๆวงในอัลบั้ม Sanamluang Zine Volume 2 ครับผม ส่วนอัลบั้มเต็มน่าจะเสร็จกลางๆปี ส่วนเรื่องราวในการทำเพลงจะมาเล้าส่กันฟังในโอกาสต่อๆไปครับ
Catalyst 13
คีตวิปริต
วงสมัยก่อน
ช่วงนี้ชีวิตผมกำลังถูกเสียงเพลงรุกราน
ไม่รู้ทำไม ไม่ว่าตอนกินข้าว ตอนหลับตาจะเข้านอน ตอนยองถ่าย หรือว่าตอนงัดบุหรี่ออกมาสูบ จิตใจมันว้าวุ่นไปหมด
…ผลิตดนตรีออกมาตลอดเวลา
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ลุ่มหลงแต่เยือกเย็น หมกมุ่นแต่ยังไตร่ตรอง จนอาจจะเกือบพูดได้ว่าดนตรีนั้นเปรียบเสมือนเฮโรอีนสูตรประจำตัวของผม จะต่างกันก็แค่ดนตรีนั้นไม่ใจร้ายขนาดที่จะขโมยสามัญสำนึกของผมไปพร้อมกับหัวใจที่ตอนนี้หลงรักมันอย่างโงหัวไม่ขึ้น
เท่าที่ผมจำได้ ตอนแรกมันไม่ได้เป็นแบบนี้
ผมจับเปียโนครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ
Mozart, Beethoven, Bach ตราหน้ากันเข้ามาหาเรียกร้องความสนใจจากเด็กตัวน้อยๆผู้ยังบอกไม่ได้ซะด้วยซ้ำว่าคอร์ดไมเนอร์นั้นมีความหมายต่างกับคอร์ดเมเจอร์อย่างไร
อาจารย์เปียโนผมเป็นพี่นักศึกษาคนหนึ่ง เธอมาสอนที่บ้านทุกวันจันทร์ เอาตำราเล่มหนาๆติดตัวมาด้วยตลอด เธอให้การบ้านผมทุกอาทิตย์ แบบฝึกหัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของนิ้ว สร้างทักษะการอ่านโน้ต ฯลฯ
…แต่ไอสิงห์ไม่เคยซ้อมเลย
ส่วนใหญ่เวลาอาจารย์มาบ้าน ผมก็จะชวนพี่แกเล่นเกมส์บ้าง หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องหนังดังตอนนั้น ผมกระทำการอารยะขัดขืนต่อระบบมารดาญาสิทธิราชตลอดเวลา ตัวผมในตอนนั้นเชื่อว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อสังคมเหมือนกับลูกคนชั้นกลางหลายๆคนที่ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนเปียโน เต้นบัลเล่ห์ หรือไม่ก็ตีเทนนิส
และวันหนึ่งอาจารย์ก็เลิกมาที่บ้านผม
ดูสิครับ ไอเด็กที่มันไม่รักดีทางดนตรีถึงขนาดอาจารย์สอนเปียโนอพยพหอบตำราหนีนี่มันกลายมาเป็นไอหนุ่มผู้ลงแดงทางเสียงตลอดเวลาอย่างตอนนี้ได้ยังไง
แต่ก็อย่างว่า จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นอุปมาของบทสรุปเสมอไป
หากถามว่าจุดหักมุมของเรื่องมันอยู่ตรงไหน…
…ผมก็พอจะจำได้ครับ
ตอนเรียนอยู่ม.ต้น ก็เหมือนกับเด็กทั่วไป กลุ่มเพื่อนๆผมเริ่มตั้งวงดนตรีกัน ทุกคนรุมกันแย่งเล่นกีตาร์ ผมเองเล่นอะไรไม่เป็นแต่ก็อยากจะแจมด้วย สุดท้ายเลยถูกยัดให้ไปเล่นคีย์บอร์ดเพราะเพื่อนเห็นว่าพอเล่นได้อยู่บ้าง ซึ่งเพลงที่เด็กแกะเล่นกันสมัยนั้น (ลาบานูน โลโซ Blackhead Silly Fools ฯลฯ) ส่วนใหญ่ก็ไม่มีไลน์คีย์บอร์ดสักกะยุม สรุปคือผมได้เล่นประมาณ8ห้องต่อเพลงเท่านั้น ไอเราก็เบื่อ และก็ไม่รู้จะเล่นไปทำไม สรุปเลยออกจากวงกลับบ้านเล่นเครื่องเพลย์ดีกว่า (วงตอนนั้นชื่อวงสะ-เหนียด)
แต่จุดหักเหของเรื่องก็คือที่โรงเรียนสามเสนที่ผมเรียนอยู่ในตอนนั้นเนี่ย มันมีกิจกรรมประกวดดนตรีประจำปีที่เรียกว่า Samsen Band อยู่ ซึ่งตอนเล่นคอนเสิร์ตกัน เด็กทั้งโรงเรียนก็จะมาดู และผมเองก็ได้เข้าไปดู Samsen Band เป็นครั้งแรกตอนผมเรียนอยู่ม.3
…
หนุ่มผมเกรียนกับสาวชุดคอซอง 3,000 คนแออัดกันอยู่ในหอประชุม
…มันมีพลังบางอย่างที่บังเกิดขึ้น
ผมมองขึ้นไปบนเวที มันเป็นครั้งแรกของผม…
ครั้งแรกที่ผมได้ดูดนตรีสด
…และครั้งแรกที่ผมได้เห็นความมหัศจรรย์ของมัน
ฝูงคนที่กระโดดขึ้นลงพร้อมกับจังหวะกลอง เสียงกีตาร์ที่กระชากและข่มเหงอารมณ์ไปในเวลาเดียวกัน เสียงร้องที่เหมือนคำประกาศประกาสิทธิ์ สั่งทุกคนใน hall ให้ลุ่มหลงและเอื้อนเอ่ยตาม
แต่…
แต่ที่มุมหนึ่งของเวที มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง มันสะกดสายตาของผมไว้ได้อย่างติดตรึง มันมีอะไรบางอย่างในเสียงหนาๆของเครื่องดนตรีสี่สายชิ้นนั้น ความมหัศจรรย์บางประการที่ทำให้หูของผมแยกเสียงของมันออกมาจากเครื่องดนตรีทุกชิ้น
เสียงนั้น …มันคือกล้ามเนื้อของดนตรี คือเส้นทางที่วกวนแต่เป็นระเบียบ คือเสียงเดียวที่เป็นสีดำ คือความดุดันที่ล้ำเลิศ คือความมืดมดที่งดงาม
ในวันนั้น หูของผมได้พูดคุยกับมัน
…เบส
และความลุ่มหลงก็ได้บังเกิดขึ้นในใจ
พอเข้าม.ปลาย ผมไม่รอช้า รีบไปสมัครเรียนเบสทันที อาจารย์เบสของผมนั้นโชคดีกว่าพี่สาวสอนเปียโนอยู่มากๆ ผมซ้อมอย่างบ้าคลั่ง เช้าเย็นไม่หยุดหย่อน หวังว่าจะได้เป็นเบสฮีโร่ในเร็ววัน เบสตัวแรกของผมเป็นเบส Ibanez สีแดง ราคาประมาณ 6000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากถ้าเทียบกันในท้องตลาด (แต่ตอนนั้นเนี่ยเห่อซะเหลอเกิน เอามานอนกอดด้วย) ไอดอลในตอนนั้นก็คือ flea จากวง red hot chilies pepper และ tetsu จากวง L’Arc-en-Ciel ของญี่ปุ่น ผมเกะเพลงแทบจะทุกเพลงของสองวงนี้มาซ้อมเล่น รวมถึงเพลงไทยนับไม่ถ้วน มีความฝันร่วมกับเพื่อนๆในวงว่าสักวันเราจะต้อง “ไปเล่นผับ” ให้ได้ ซึ่งความจริงอายุอานาตอนนั้นแม้แต่จะเข้าผับก็ยังไม่ได้เรยนิ (ถึงแม้คุณจะหา Fake ID มาได้ แต่สุดท้ายก็ยังจะติดปัญหาเรื่อง ทรงผมรองทรงสูงที่ดูเด่นสง่าพลางบอกว่า “กูนี่แหละเด็กมอปลาย” ให้ทุกคนทีชายตามองได้รับทราบ)
ถึงแม้ว่าพวกเราในตอนนั้นจะได้แต่เกะเพลงชาวบ้านเล่นในห้องซ้อมกัน แต่การได้เล่นเบสกับเพื่อนๆบ่อยๆก็ทำให้ผมแฮ็ปปี้พอควร ตอนนั้นก็พาลคิดไปว่า “แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” แต่ไอสิงห์น้อยก็หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้นั้นจะส่งผลต่อชีวิตของไอสิงห์น้อยมากเพียงใด
เมื่อผมเรียนอยู่ม.6 ผมได้ขึ้นเล่นใน Samsen Band เป็นครั้งแรก
“….
…มหัศจรรย์
….”
ความรู้สึกที่นิ้วยาวๆของเราสะกิดสายเบส ก่อให้เกิดก้อนเสียงมหึมาที่เคลื่อนไหวผู้คนทั้ง hall ให้โยกย้ายไปตามเสียงเพลง
เหมือนการแสดงออกคำพูดนับล้านคำ
เหมือนการปลดทุกอารมณ์ที่เก็บลึกอยู่ข้างใน
เหมือนทั้งชีวิตที่ถูกปลดปล่อยออกไปในหนึ่งห้องดนตรี
…
และอาการเสพย์ติดของผมก็เริ่มต้นหลังจากนั้น
หลังจาก Samsen Band ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเริ่มสร้างวงดนตรีของตัวเอง และดันมันไปสู่ความยิ่งใหญ่ให้ได้ สิ่งนี้ได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักอันหนึ่งของชีวิตที่ผมจะต้องทำให้ได้ในวัยหนุ่ม ก่อนที่จะละทิ้งทุกอย่างไปสานต่อความตั้งใจด้านพัฒนาสังคมต่อไป
ความตั้งใจ กลายเป็นความลุ่มหลง และเกือบจะคล้ายความวิปริตอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
ในช่วงที่เรียนอยู่หมาวิทยาลัยนั้น ผมทำเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เพลงส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกับเพลง Rock ทั่วไปที่ผมชอบฟัง ไม่ได้มีอะไรแตกต่างมากมาย ไปส่งค่ายไหนเค้าก็ยิ้มมุมปากให้ แล้วก็บอกว่า “ไว้พยายามใหม่นะน้อง” หรือก็ “พี่ว่าสิงห์เขียนหนังสือก็โอแล้วนะเคอะ”
แน่นอนว่านักดนตรีเกือบจะทุกคนก็เคยเจอแบบนี้ และความท้อถอยก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรับผม ถ้าหากว่ามันเป็นแค่ความฝันวัยรุ่นธรรมดา ผมก็อาจจะเลิกคิดไปแล้วก็ได้ แต่นี่มันเป็นอาการเสพย์ติดขั้นรุนแรง ที่แม้ราคาสูงแค่ไหนก็ยินดีจ่ายด้วยแรงกายและแรงความคิดทั้งหมดที่มี
…
จนทุกวันนี้ ยังมีค่ำคืนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ผมนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้นจากภาพจินตนาการ
ผมเห็นตัวเองกำลังแสดงอยู่บนเวทีต่อหน้าผู้คนหลายพันคน
แต่ในความเป็นจริง เวทีนั้นยังคงมาไม่ถึง
…บางครั้งผมก็คิดเล่นๆ
ความฝันมีไว้ก็ดี แต่มีมากประการไปก็เหนื่อยฉิบ
แต่ถึงแม้จะเหนื่อย ถึงแม้เวทีนั้นจะยังมาไม่ถึง…
…แต่ก็คงจะใกล้เข้ามาทุกที
(to be continue…นิ)
ไอน้ำกับพู่กัน (Catalyst 12)
ตอนนี้ www.ideabangkok.com ที่ใช้ระดมไอเดียนโยบายของคนกรุงเทพได้เอาไอเดียที่มีคนโพสเข้ามาในเวปไปให้ผู้ว่าอภิรักษ์แล้วนะครับ น่าจะมีการนำเอาไปพิจารณาบางไอเดียไปเป็นนโยบายไปทำจริงภายในปีนี้ เพราะงั้นใครมีไอเดียดีๆ และอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายของกรุงเทพ (เท่โคตร) ก็ง่ายๆนะ ไปโพสต์กันได้เลยที่ www.ideabangkok.com ท่านผู้ว่าเข้ามา check เองประจำเลยคราบ
Catalyst 12
ไอน้ำกับพู่กัน
ความสุขคือการได้หลุดพ้น
…
ในสังคมพุทธที่พวกเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ ผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน
หากแต่ความหลุดพ้นนั้นมิใช่สิ่งที่พวกเราเคยผ่านพบ หลายๆครั้ง เราก็อาจจะปฏิบัติต่อนามธรรมข้อนี้ดั่งตำนานลึกลับหรือว่าเหมือนกับสัตว์ประหลาดในเทพนิยายที่ทุกคนเหมือนจะเคยได้ยิน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้พบเจอหรือว่าเข้าใจมันจริงๆ
ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา… เพราะในความเป็นจริงนั้น ตัวผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นอยู่มากนัก ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม หากจะมีก็แต่ความคิดคร่าวๆว่าหนทางที่น่าจะนำไปสู่การหลุดพ้นนั้นน่าจะมีหน้าตาพอเป็นเช่นไร
และผมก็อยากที่จะลองหาวิธีถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นดูเมื่อโอกาสอำนวย
เพราะ ฉ นั้น การที่ผมจะเขียนบทความต่อไปนี้ ก็อาจเหมือนกับการเอาคนเมามานั่งเทศน์เรื่องถือศีล การเอาคนสถุลมาสอนเรื่องมารยาท แต่สำหรับทุกท่านแล้ว หากจะให้ได้ประโยชน์จริงๆจากสิ่งที่กำลังถูกเสี้ยมสอนอยู่ บางครั้งมันก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องลืมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสารเสียให้หมด และจดจ่อสมาธิอยู่แค่ที่ตัวสารเท่านั้น
ผมเป็นเพียงแค่นักโทษผู้แอบไปได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกันถึงทางออกจากที่จองจำที่ซ่อนอยู่
โดยมันเริ่มจากข้อความสั้นๆที่ผมได้ไปพบเจอมา
สำหรับผู้ไร้เดียงสา
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
แต่สำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้
ภูผาและสายน้ำนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่แตกต่าง…
และสำหรับปรมาจารย์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง
ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ
….
คำกล่าวเมื่อข้างต้น เป็นคำพูดที่เป็นที่รู้จักอย่างค่อนข้างกว้างขวางในบรรดาผู้ที่ศึกษาปรัชญาตะวันออก เป็นคำกล่าวที่เอ่ยอธิบายถึงหนทางแห่งการเรียนรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การหลุดพ้นจากวังเวียนแห่งกรรมทั้งหมดทั้งปวง หากจะลองอธิบายมันออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ผมเชื่อว่าใจความของมันก็น่าจะใกล้เคียงกับประโยคประโยคนี้
“เรียนรู้ให้หมด และลืมทุกสิ่ง”
อาจฟังดูเลื่อนลอยและจับต้องยาก แต่ความหมายของมันจริงๆก็คือการเลิก “บังคับ” หรือ “กระทำ” เพื่อให้สรรพสิ่งเกิดบทบาทหรือความหมายออกมาในรูปแบบที่ตัวเราคิดว่ามันน่าจะเป็น ปรัชญาข้อนี้พยายามบอกเราว่า ในการสังเกตภูเขาและสายน้ำ เพียงเราปล่อยให้ภูเขาเป็นภูเขา น้ำเป็นน้ำ และไม่บังคับให้พวกมันมีบทบาทอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าการ “เป็น” สิ่งที่มันเป็น เมื่อนั้นแหละที่เราจะเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น
คล้ายคลึงกับการปล่อยวาง คือการเลิกหวังให้สิ่งต่างๆในชีวิตเป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น การหยุดหันหลังกลับไปแลมองว่าสิ่งใดบ้างที่เราน่าจะทำให้มันดีขึ้นได้ในอดีต หากแต่เรียนรู้ที่จะโอบกอดปัจจุบันและกระทำสิ่งต่างๆโดยมิได้คิดไปก่อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดไปแล้ว อาจเปรียบเปรยได้กับมีชีวิตในลักษณะที่คล้ายคลึงกับไอน้ำที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากชามข้าว คือต่อเนื่องแต่ขณะเดียวกันก็ไม่สัมพันธ์กัน และความเป็นปัจจุบันก็คือไอน้ำหนึ่งกระแสที่เกิดขึ้นและถูกแทนที่โดยไอน้ำอีกนึ่งกลุ่มก้อนโดยฉับพลันภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากการก่อกำเนิดของมัน
กลับมาสู่เรื่องราวของภูเขาและสายน้ำ หากถามว่าทำไมคนเราต้องเรียนรู้ให้หมดก่อนด้วยถึงจะ สามารถลืมทุกสิ่งได้ นั่นก็เพราะมันเป็นเพียงธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไขว่คว้าหาตรรกะและคำอธิบายต่อสิ่งต่างๆรอบตัวก่อนที่จะสามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าตรรกะเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวเรา เราเห็นเพียงสิ่งที่เราเป็น พูดเพียงสิ่งที่เราคิด และด้วยเหตุนั้น หากเราจะยอมรับได้ว่าภูเขาและสายน้ำเป็นเพียงแค่สิ่งที่มันเป็น เราอาจจะต้องลองพยายามหาคำอธิบายทั้งหมดทั้งปวงมาใช้ และเมื่อเราได้ค้นพบว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นจริงเลย เราจึงจะสามารถปฏิเสธมันและยอมรับได้ว่าสรรพสิ่งนั้นไร้ซึ่งเหตุผลในการดำรงอยู่ใดๆ
…ฉันใดฉันนั้น หากใครไม่เคยมอมเมาอยู่ในวังวนแห่งทางโลก ก็คงไม่อาจรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความสงบที่ความหลุดพ้นจะนำมาสู่จิตใจของตนได้
ความสุขไม่ใช่ของเรา
…
การเชื่อมั่นว่าการกระทำบางอย่างของบุคคลจะนำมาซึ่งความสุขหรือการยึดถือว่าความสุขมีตรรกะในการก่อกำเนิดนั้นมักจะตามมาด้วยความล้มเหลว อันที่จริงแล้ว ต้นเหตุของความทุกข์ที่พบเห็นได้มากมายที่สุดก็น่าจะเป็นความผิดหวังจากความคาดหวังในความสุข
“วันนี้ฉันควรจะยิ้ม”
…หลายๆคนน่าจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นั่นก็คือการกล่าวว่า จริงๆแล้วความสุขนั้นดำรงอยู่เป็นปัจเจกอยู่ภายนอกจิตใจคน ความสุขก็คือความสุข และความสุขก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความสุขไม่จำเป็นต้องให้เรามา”รู้สึก”มันเพื่อให้มันได้ดำรงอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของความสุข โดยเราอาจจะกล่าวได้ว่าความสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับภูเขาและสายน้ำ
และด้วยเหตุนี้ สำหรับหนทางแห่งความสุขแล้ว ไม่มีที่ว่างให้กับ “ความพยายาม”
ในทางกลับกัน ลองมองดูว่าความสุขนั้นต่างหาก ที่เป็นผู้ “เลือก” เรา
“…
โดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ”
ท้ายสุดแล้วเป็นเพียงองค์ประกอบของภาพวาด
ในการเขียนภาพ… ลองสมมุติว่าเราวาดภาพชื่อ “หญิงสาวกับทุ่งดอกไม้”
อาจเป็นความชาชิน ถ้าหากเราจะวาดให้หญิงสาวคนนั้นอยู่ตรงกลางภาพและแลดูดูโดดเด่นเหนือดอกไม้ดอกไหน เธอจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนได้เห็นเมื่อมองดูภาพเขียนภาพนี้
ในทางกลับกัน
เราอาจลองวาด ภาพของทุ่งดอกไม้ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่เป็นองค์ประกอบ ภาพนี้จะไม่มีจุดเด่นใดๆ หรือหากจะมีก็จะเป็นความเด่นที่ในองศาเป็นองค์รวมของทุ่งดอกไม้ทั้งผืน หญิงสาวจะยืนอยู่อย่างไม่แตกต่างจากพุ่มดอกไม้ทั้งปวง และเราจะไม่เห็นเธอจนกระทั่งเราได้สำรวจภาพเขียนนี้อย่างถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว
…
คนเราเป็นได้เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
และหญิงสาวผู้นี้จะไม่สามารถเป็น “หญิงสาวในทุ่งดอกไม้ได้”ถ้าหากว่าไม่มีทุ่งดอกไม้ให้เธอยืน
ดอกไม้งามไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีผืนดิน และพื้นผิวนั้นก็คงจะไม่ถูกเรียกว่าทุ่งดอกไม้ถ้าหากว่าไม่มีดอกไม้ใดๆขึ้นปกคลุม
ไม่มีสิ่งใดที่แยกออกจากกัน
และไม่มีอะไร ที่เกิดขึ้นจาก “การกระทำ” ของใคร
…หากแต่ใช่หรือไม่ เราอาจจะมองภาพนี้ และรู้สึกได้
ว่าหญิงสาวผู้นี้กำลังสุขใจ..
ทุกสิ่งที่กล่าวมา อาจจะสรุปสั้นๆได้ว่าความสุขนั้นที่แท้มีต้นเหตุจากการไม่ไขว่คว้าหาความสุข เลิกยึดถือว่าการกระทำของตนเองจะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งใดๆ มองจิตวิญญาณของตนเหมือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่งที่อยู่รอบกาย จางหายได้และไม่สำคัญ
บางทีการลองนำเอาสิ่งที่กล่าวมาไปเป็นหนทางในการดำเนินชีวิตอาจเป็นเรื่องยากอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อเดินจงเดิน เมื่อนั่งจงนั่ง เมื่อหายใจจงหายใจ
และเมื่อสุข
…จงสุข
หากไม่คิดก่อนกระทำ ก็จะไม่มีความคาดหวังจากการกระทำ และไม่นำไปสู่ความผิดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ
มีชีวิตเหมือนดั่งไอน้ำ
…ต่อเนื่องแต่ไร้ซึ่งความเกี่ยวพัน
บางคนอาจหัวเราะ และบางคนอาจเข้าใจ
…แตกต่างกันไป
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS




