Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

เพลงเสร็จแร้ว (2 เพลง)

ป.ล. ขอโฆษณาหน่อยครับ ในเดือนมกราคมนี้ Single 2 เพลงแรกของวง Rhashomon ของผมน่าจะเริ่มเปิดตามวิทยุแล้วนะครับ ลองหาฟังกันได้น่าจะออกวางแผงเดือนมีนาคม เป็นอัลบั้มรวมกับวงหลายๆวงในอัลบั้ม Sanamluang Zine Volume 2 ครับผม ส่วนอัลบั้มเต็มน่าจะเสร็จกลางๆปี  ส่วนเรื่องราวในการทำเพลงจะมาเล้าส่กันฟังในโอกาสต่อๆไปครับ

Catalyst 13

คีตวิปริต

14วงสมัยก่อน


ช่วงนี้ชีวิตผมกำลังถูกเสียงเพลงรุกราน
ไม่รู้ทำไม ไม่ว่าตอนกินข้าว ตอนหลับตาจะเข้านอน ตอนยองถ่าย หรือว่าตอนงัดบุหรี่ออกมาสูบ จิตใจมันว้าวุ่นไปหมด
…ผลิตดนตรีออกมาตลอดเวลา
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ลุ่มหลงแต่เยือกเย็น หมกมุ่นแต่ยังไตร่ตรอง จนอาจจะเกือบพูดได้ว่าดนตรีนั้นเปรียบเสมือนเฮโรอีนสูตรประจำตัวของผม จะต่างกันก็แค่ดนตรีนั้นไม่ใจร้ายขนาดที่จะขโมยสามัญสำนึกของผมไปพร้อมกับหัวใจที่ตอนนี้หลงรักมันอย่างโงหัวไม่ขึ้น
เท่าที่ผมจำได้ ตอนแรกมันไม่ได้เป็นแบบนี้

ผมจับเปียโนครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ
Mozart, Beethoven, Bach ตราหน้ากันเข้ามาหาเรียกร้องความสนใจจากเด็กตัวน้อยๆผู้ยังบอกไม่ได้ซะด้วยซ้ำว่าคอร์ดไมเนอร์นั้นมีความหมายต่างกับคอร์ดเมเจอร์อย่างไร
อาจารย์เปียโนผมเป็นพี่นักศึกษาคนหนึ่ง เธอมาสอนที่บ้านทุกวันจันทร์ เอาตำราเล่มหนาๆติดตัวมาด้วยตลอด เธอให้การบ้านผมทุกอาทิตย์ แบบฝึกหัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของนิ้ว สร้างทักษะการอ่านโน้ต ฯลฯ
…แต่ไอสิงห์ไม่เคยซ้อมเลย
ส่วนใหญ่เวลาอาจารย์มาบ้าน ผมก็จะชวนพี่แกเล่นเกมส์บ้าง หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องหนังดังตอนนั้น ผมกระทำการอารยะขัดขืนต่อระบบมารดาญาสิทธิราชตลอดเวลา ตัวผมในตอนนั้นเชื่อว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อสังคมเหมือนกับลูกคนชั้นกลางหลายๆคนที่ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนเปียโน เต้นบัลเล่ห์ หรือไม่ก็ตีเทนนิส
และวันหนึ่งอาจารย์ก็เลิกมาที่บ้านผม
ดูสิครับ ไอเด็กที่มันไม่รักดีทางดนตรีถึงขนาดอาจารย์สอนเปียโนอพยพหอบตำราหนีนี่มันกลายมาเป็นไอหนุ่มผู้ลงแดงทางเสียงตลอดเวลาอย่างตอนนี้ได้ยังไง
แต่ก็อย่างว่า จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นอุปมาของบทสรุปเสมอไป
หากถามว่าจุดหักมุมของเรื่องมันอยู่ตรงไหน…
…ผมก็พอจะจำได้ครับ
ตอนเรียนอยู่ม.ต้น ก็เหมือนกับเด็กทั่วไป กลุ่มเพื่อนๆผมเริ่มตั้งวงดนตรีกัน ทุกคนรุมกันแย่งเล่นกีตาร์ ผมเองเล่นอะไรไม่เป็นแต่ก็อยากจะแจมด้วย สุดท้ายเลยถูกยัดให้ไปเล่นคีย์บอร์ดเพราะเพื่อนเห็นว่าพอเล่นได้อยู่บ้าง ซึ่งเพลงที่เด็กแกะเล่นกันสมัยนั้น (ลาบานูน โลโซ Blackhead Silly Fools ฯลฯ) ส่วนใหญ่ก็ไม่มีไลน์คีย์บอร์ดสักกะยุม สรุปคือผมได้เล่นประมาณ8ห้องต่อเพลงเท่านั้น ไอเราก็เบื่อ และก็ไม่รู้จะเล่นไปทำไม สรุปเลยออกจากวงกลับบ้านเล่นเครื่องเพลย์ดีกว่า (วงตอนนั้นชื่อวงสะ-เหนียด)
แต่จุดหักเหของเรื่องก็คือที่โรงเรียนสามเสนที่ผมเรียนอยู่ในตอนนั้นเนี่ย มันมีกิจกรรมประกวดดนตรีประจำปีที่เรียกว่า Samsen Band อยู่ ซึ่งตอนเล่นคอนเสิร์ตกัน เด็กทั้งโรงเรียนก็จะมาดู และผมเองก็ได้เข้าไปดู Samsen Band เป็นครั้งแรกตอนผมเรียนอยู่ม.3

หนุ่มผมเกรียนกับสาวชุดคอซอง 3,000 คนแออัดกันอยู่ในหอประชุม
…มันมีพลังบางอย่างที่บังเกิดขึ้น

ผมมองขึ้นไปบนเวที มันเป็นครั้งแรกของผม…
ครั้งแรกที่ผมได้ดูดนตรีสด
…และครั้งแรกที่ผมได้เห็นความมหัศจรรย์ของมัน
ฝูงคนที่กระโดดขึ้นลงพร้อมกับจังหวะกลอง เสียงกีตาร์ที่กระชากและข่มเหงอารมณ์ไปในเวลาเดียวกัน  เสียงร้องที่เหมือนคำประกาศประกาสิทธิ์ สั่งทุกคนใน hall ให้ลุ่มหลงและเอื้อนเอ่ยตาม
แต่…
แต่ที่มุมหนึ่งของเวที มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง มันสะกดสายตาของผมไว้ได้อย่างติดตรึง มันมีอะไรบางอย่างในเสียงหนาๆของเครื่องดนตรีสี่สายชิ้นนั้น ความมหัศจรรย์บางประการที่ทำให้หูของผมแยกเสียงของมันออกมาจากเครื่องดนตรีทุกชิ้น
เสียงนั้น …มันคือกล้ามเนื้อของดนตรี คือเส้นทางที่วกวนแต่เป็นระเบียบ คือเสียงเดียวที่เป็นสีดำ คือความดุดันที่ล้ำเลิศ คือความมืดมดที่งดงาม
ในวันนั้น หูของผมได้พูดคุยกับมัน
…เบส
และความลุ่มหลงก็ได้บังเกิดขึ้นในใจ

พอเข้าม.ปลาย ผมไม่รอช้า รีบไปสมัครเรียนเบสทันที อาจารย์เบสของผมนั้นโชคดีกว่าพี่สาวสอนเปียโนอยู่มากๆ ผมซ้อมอย่างบ้าคลั่ง เช้าเย็นไม่หยุดหย่อน หวังว่าจะได้เป็นเบสฮีโร่ในเร็ววัน เบสตัวแรกของผมเป็นเบส Ibanez สีแดง ราคาประมาณ 6000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากถ้าเทียบกันในท้องตลาด (แต่ตอนนั้นเนี่ยเห่อซะเหลอเกิน เอามานอนกอดด้วย) ไอดอลในตอนนั้นก็คือ flea จากวง red hot chilies pepper และ tetsu จากวง L’Arc-en-Ciel ของญี่ปุ่น ผมเกะเพลงแทบจะทุกเพลงของสองวงนี้มาซ้อมเล่น รวมถึงเพลงไทยนับไม่ถ้วน มีความฝันร่วมกับเพื่อนๆในวงว่าสักวันเราจะต้อง “ไปเล่นผับ” ให้ได้ ซึ่งความจริงอายุอานาตอนนั้นแม้แต่จะเข้าผับก็ยังไม่ได้เรยนิ (ถึงแม้คุณจะหา Fake ID มาได้ แต่สุดท้ายก็ยังจะติดปัญหาเรื่อง ทรงผมรองทรงสูงที่ดูเด่นสง่าพลางบอกว่า “กูนี่แหละเด็กมอปลาย” ให้ทุกคนทีชายตามองได้รับทราบ)
ถึงแม้ว่าพวกเราในตอนนั้นจะได้แต่เกะเพลงชาวบ้านเล่นในห้องซ้อมกัน แต่การได้เล่นเบสกับเพื่อนๆบ่อยๆก็ทำให้ผมแฮ็ปปี้พอควร ตอนนั้นก็พาลคิดไปว่า “แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” แต่ไอสิงห์น้อยก็หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้นั้นจะส่งผลต่อชีวิตของไอสิงห์น้อยมากเพียงใด

เมื่อผมเรียนอยู่ม.6 ผมได้ขึ้นเล่นใน Samsen Band เป็นครั้งแรก
“….
…มหัศจรรย์
….”
ความรู้สึกที่นิ้วยาวๆของเราสะกิดสายเบส ก่อให้เกิดก้อนเสียงมหึมาที่เคลื่อนไหวผู้คนทั้ง hall ให้โยกย้ายไปตามเสียงเพลง
เหมือนการแสดงออกคำพูดนับล้านคำ
เหมือนการปลดทุกอารมณ์ที่เก็บลึกอยู่ข้างใน
เหมือนทั้งชีวิตที่ถูกปลดปล่อยออกไปในหนึ่งห้องดนตรี

และอาการเสพย์ติดของผมก็เริ่มต้นหลังจากนั้น

หลังจาก Samsen Band ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเริ่มสร้างวงดนตรีของตัวเอง และดันมันไปสู่ความยิ่งใหญ่ให้ได้ สิ่งนี้ได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักอันหนึ่งของชีวิตที่ผมจะต้องทำให้ได้ในวัยหนุ่ม ก่อนที่จะละทิ้งทุกอย่างไปสานต่อความตั้งใจด้านพัฒนาสังคมต่อไป
ความตั้งใจ กลายเป็นความลุ่มหลง และเกือบจะคล้ายความวิปริตอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
ในช่วงที่เรียนอยู่หมาวิทยาลัยนั้น ผมทำเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เพลงส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกับเพลง Rock ทั่วไปที่ผมชอบฟัง ไม่ได้มีอะไรแตกต่างมากมาย ไปส่งค่ายไหนเค้าก็ยิ้มมุมปากให้ แล้วก็บอกว่า “ไว้พยายามใหม่นะน้อง” หรือก็ “พี่ว่าสิงห์เขียนหนังสือก็โอแล้วนะเคอะ”
แน่นอนว่านักดนตรีเกือบจะทุกคนก็เคยเจอแบบนี้ และความท้อถอยก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หรับผม ถ้าหากว่ามันเป็นแค่ความฝันวัยรุ่นธรรมดา ผมก็อาจจะเลิกคิดไปแล้วก็ได้ แต่นี่มันเป็นอาการเสพย์ติดขั้นรุนแรง ที่แม้ราคาสูงแค่ไหนก็ยินดีจ่ายด้วยแรงกายและแรงความคิดทั้งหมดที่มี


จนทุกวันนี้ ยังมีค่ำคืนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ผมนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้นจากภาพจินตนาการ
ผมเห็นตัวเองกำลังแสดงอยู่บนเวทีต่อหน้าผู้คนหลายพันคน
แต่ในความเป็นจริง เวทีนั้นยังคงมาไม่ถึง
…บางครั้งผมก็คิดเล่นๆ
ความฝันมีไว้ก็ดี แต่มีมากประการไปก็เหนื่อยฉิบ

แต่ถึงแม้จะเหนื่อย ถึงแม้เวทีนั้นจะยังมาไม่ถึง…
…แต่ก็คงจะใกล้เข้ามาทุกที
(to be continue…นิ)

December 9, 2008 Posted by wannasingh | Uncategorized | , , , , , , | 11 Comments

ไอน้ำกับพู่กัน (Catalyst 12)

ตอนนี้ www.ideabangkok.com ที่ใช้ระดมไอเดียนโยบายของคนกรุงเทพได้เอาไอเดียที่มีคนโพสเข้ามาในเวปไปให้ผู้ว่าอภิรักษ์แล้วนะครับ น่าจะมีการนำเอาไปพิจารณาบางไอเดียไปเป็นนโยบายไปทำจริงภายในปีนี้ เพราะงั้นใครมีไอเดียดีๆ และอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายของกรุงเทพ (เท่โคตร) ก็ง่ายๆนะ ไปโพสต์กันได้เลยที่ www.ideabangkok.com ท่านผู้ว่าเข้ามา check เองประจำเลยคราบ

ทีมงาน ideabangkok กับผู้ว่าฯ

ทีมงาน ideabangkok กับผู้ว่าฯ

Catalyst 12

ไอน้ำกับพู่กัน

ความสุขคือการได้หลุดพ้น

ในสังคมพุทธที่พวกเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ ผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน

หากแต่ความหลุดพ้นนั้นมิใช่สิ่งที่พวกเราเคยผ่านพบ หลายๆครั้ง เราก็อาจจะปฏิบัติต่อนามธรรมข้อนี้ดั่งตำนานลึกลับหรือว่าเหมือนกับสัตว์ประหลาดในเทพนิยายที่ทุกคนเหมือนจะเคยได้ยิน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้พบเจอหรือว่าเข้าใจมันจริงๆ

ไม่มีข้อยกเว้นให้อัตตา… เพราะในความเป็นจริงนั้น ตัวผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นอยู่มากนัก ไม่ใกล้เคียงแม้แต่การที่จะเริ่มพยายาม หากจะมีก็แต่ความคิดคร่าวๆว่าหนทางที่น่าจะนำไปสู่การหลุดพ้นนั้นน่าจะมีหน้าตาพอเป็นเช่นไร

และผมก็อยากที่จะลองหาวิธีถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นดูเมื่อโอกาสอำนวย

เพราะ ฉ นั้น การที่ผมจะเขียนบทความต่อไปนี้ ก็อาจเหมือนกับการเอาคนเมามานั่งเทศน์เรื่องถือศีล การเอาคนสถุลมาสอนเรื่องมารยาท แต่สำหรับทุกท่านแล้ว หากจะให้ได้ประโยชน์จริงๆจากสิ่งที่กำลังถูกเสี้ยมสอนอยู่ บางครั้งมันก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องลืมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสารเสียให้หมด และจดจ่อสมาธิอยู่แค่ที่ตัวสารเท่านั้น

ผมเป็นเพียงแค่นักโทษผู้แอบไปได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกันถึงทางออกจากที่จองจำที่ซ่อนอยู่

โดยมันเริ่มจากข้อความสั้นๆที่ผมได้ไปพบเจอมา

สำหรับผู้ไร้เดียงสา

ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ

แต่สำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้

ภูผาและสายน้ำนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่แตกต่าง…

และสำหรับปรมาจารย์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง

ภูผาก็คือภูผา สายน้ำก็คือสายน้ำ

….

คำกล่าวเมื่อข้างต้น เป็นคำพูดที่เป็นที่รู้จักอย่างค่อนข้างกว้างขวางในบรรดาผู้ที่ศึกษาปรัชญาตะวันออก เป็นคำกล่าวที่เอ่ยอธิบายถึงหนทางแห่งการเรียนรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การหลุดพ้นจากวังเวียนแห่งกรรมทั้งหมดทั้งปวง หากจะลองอธิบายมันออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ผมเชื่อว่าใจความของมันก็น่าจะใกล้เคียงกับประโยคประโยคนี้

“เรียนรู้ให้หมด และลืมทุกสิ่ง”

อาจฟังดูเลื่อนลอยและจับต้องยาก แต่ความหมายของมันจริงๆก็คือการเลิก “บังคับ” หรือ “กระทำ” เพื่อให้สรรพสิ่งเกิดบทบาทหรือความหมายออกมาในรูปแบบที่ตัวเราคิดว่ามันน่าจะเป็น ปรัชญาข้อนี้พยายามบอกเราว่า ในการสังเกตภูเขาและสายน้ำ เพียงเราปล่อยให้ภูเขาเป็นภูเขา น้ำเป็นน้ำ และไม่บังคับให้พวกมันมีบทบาทอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าการ “เป็น” สิ่งที่มันเป็น เมื่อนั้นแหละที่เราจะเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น

คล้ายคลึงกับการปล่อยวาง คือการเลิกหวังให้สิ่งต่างๆในชีวิตเป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น การหยุดหันหลังกลับไปแลมองว่าสิ่งใดบ้างที่เราน่าจะทำให้มันดีขึ้นได้ในอดีต หากแต่เรียนรู้ที่จะโอบกอดปัจจุบันและกระทำสิ่งต่างๆโดยมิได้คิดไปก่อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดไปแล้ว อาจเปรียบเปรยได้กับมีชีวิตในลักษณะที่คล้ายคลึงกับไอน้ำที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากชามข้าว คือต่อเนื่องแต่ขณะเดียวกันก็ไม่สัมพันธ์กัน และความเป็นปัจจุบันก็คือไอน้ำหนึ่งกระแสที่เกิดขึ้นและถูกแทนที่โดยไอน้ำอีกนึ่งกลุ่มก้อนโดยฉับพลันภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากการก่อกำเนิดของมัน

กลับมาสู่เรื่องราวของภูเขาและสายน้ำ หากถามว่าทำไมคนเราต้องเรียนรู้ให้หมดก่อนด้วยถึงจะ สามารถลืมทุกสิ่งได้ นั่นก็เพราะมันเป็นเพียงธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไขว่คว้าหาตรรกะและคำอธิบายต่อสิ่งต่างๆรอบตัวก่อนที่จะสามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าตรรกะเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวเรา เราเห็นเพียงสิ่งที่เราเป็น พูดเพียงสิ่งที่เราคิด และด้วยเหตุนั้น หากเราจะยอมรับได้ว่าภูเขาและสายน้ำเป็นเพียงแค่สิ่งที่มันเป็น เราอาจจะต้องลองพยายามหาคำอธิบายทั้งหมดทั้งปวงมาใช้ และเมื่อเราได้ค้นพบว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นจริงเลย เราจึงจะสามารถปฏิเสธมันและยอมรับได้ว่าสรรพสิ่งนั้นไร้ซึ่งเหตุผลในการดำรงอยู่ใดๆ

…ฉันใดฉันนั้น หากใครไม่เคยมอมเมาอยู่ในวังวนแห่งทางโลก ก็คงไม่อาจรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความสงบที่ความหลุดพ้นจะนำมาสู่จิตใจของตนได้

ความสุขไม่ใช่ของเรา

การเชื่อมั่นว่าการกระทำบางอย่างของบุคคลจะนำมาซึ่งความสุขหรือการยึดถือว่าความสุขมีตรรกะในการก่อกำเนิดนั้นมักจะตามมาด้วยความล้มเหลว อันที่จริงแล้ว ต้นเหตุของความทุกข์ที่พบเห็นได้มากมายที่สุดก็น่าจะเป็นความผิดหวังจากความคาดหวังในความสุข

“วันนี้ฉันควรจะยิ้ม”

…หลายๆคนน่าจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

นั่นก็คือการกล่าวว่า จริงๆแล้วความสุขนั้นดำรงอยู่เป็นปัจเจกอยู่ภายนอกจิตใจคน  ความสุขก็คือความสุข และความสุขก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความสุขไม่จำเป็นต้องให้เรามา”รู้สึก”มันเพื่อให้มันได้ดำรงอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของความสุข โดยเราอาจจะกล่าวได้ว่าความสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับภูเขาและสายน้ำ

และด้วยเหตุนี้ สำหรับหนทางแห่งความสุขแล้ว ไม่มีที่ว่างให้กับ “ความพยายาม”

ในทางกลับกัน ลองมองดูว่าความสุขนั้นต่างหาก ที่เป็นผู้ “เลือก” เรา

“…

โดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ”

ท้ายสุดแล้วเป็นเพียงองค์ประกอบของภาพวาด

ในการเขียนภาพ… ลองสมมุติว่าเราวาดภาพชื่อ “หญิงสาวกับทุ่งดอกไม้”

อาจเป็นความชาชิน ถ้าหากเราจะวาดให้หญิงสาวคนนั้นอยู่ตรงกลางภาพและแลดูดูโดดเด่นเหนือดอกไม้ดอกไหน เธอจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนได้เห็นเมื่อมองดูภาพเขียนภาพนี้

ในทางกลับกัน

เราอาจลองวาด ภาพของทุ่งดอกไม้ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่เป็นองค์ประกอบ ภาพนี้จะไม่มีจุดเด่นใดๆ หรือหากจะมีก็จะเป็นความเด่นที่ในองศาเป็นองค์รวมของทุ่งดอกไม้ทั้งผืน หญิงสาวจะยืนอยู่อย่างไม่แตกต่างจากพุ่มดอกไม้ทั้งปวง และเราจะไม่เห็นเธอจนกระทั่งเราได้สำรวจภาพเขียนนี้อย่างถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว

คนเราเป็นได้เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

และหญิงสาวผู้นี้จะไม่สามารถเป็น “หญิงสาวในทุ่งดอกไม้ได้”ถ้าหากว่าไม่มีทุ่งดอกไม้ให้เธอยืน

ดอกไม้งามไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีผืนดิน และพื้นผิวนั้นก็คงจะไม่ถูกเรียกว่าทุ่งดอกไม้ถ้าหากว่าไม่มีดอกไม้ใดๆขึ้นปกคลุม

ไม่มีสิ่งใดที่แยกออกจากกัน

และไม่มีอะไร ที่เกิดขึ้นจาก “การกระทำ” ของใคร

…หากแต่ใช่หรือไม่ เราอาจจะมองภาพนี้ และรู้สึกได้

ว่าหญิงสาวผู้นี้กำลังสุขใจ..

ทุกสิ่งที่กล่าวมา อาจจะสรุปสั้นๆได้ว่าความสุขนั้นที่แท้มีต้นเหตุจากการไม่ไขว่คว้าหาความสุข เลิกยึดถือว่าการกระทำของตนเองจะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งใดๆ มองจิตวิญญาณของตนเหมือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่งที่อยู่รอบกาย จางหายได้และไม่สำคัญ

บางทีการลองนำเอาสิ่งที่กล่าวมาไปเป็นหนทางในการดำเนินชีวิตอาจเป็นเรื่องยากอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อเดินจงเดิน เมื่อนั่งจงนั่ง เมื่อหายใจจงหายใจ

และเมื่อสุข

…จงสุข

หากไม่คิดก่อนกระทำ ก็จะไม่มีความคาดหวังจากการกระทำ และไม่นำไปสู่ความผิดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ

มีชีวิตเหมือนดั่งไอน้ำ

…ต่อเนื่องแต่ไร้ซึ่งความเกี่ยวพัน

บางคนอาจหัวเราะ และบางคนอาจเข้าใจ

…แตกต่างกันไป

November 3, 2008 Posted by wannasingh | Uncategorized | | 12 Comments

สายใยและจุดกลวงๆ

ใครที่ถามคำถามตอบตามใจไว้ ผมจะตอบไว้ที่หน้า “ตอบคำถาม “ตอบตามใจ” (อยู่ข้างบนนี่นิ)  นะครับ ไปดูกันได้นิ (หน้านี้จะ update เรื่อยๆนะ)

Catalyst 11

ใย

เมื่อเริ่มต้น…

เมื่อเริ่มต้น เราเริ่มจากจุดกลวงๆจุดหนึ่งในจักวาล

จุดกลวงๆที่เราทุกคนเคยเป็นไม่มีสีสันใดๆ ไม่มีลักษณะพิเศษประการไหนให้แบ่งแยก

ประโยคที่ว่า “คนทุกคนย่อมแตกต่างกัน” จะถูกโต้แย้งได้ก็แค่ตอนที่คนเราเป็นเด็กทารกเท่านั้น ณ ตอนที่เราเพิ่งเกิด เด็กน้อยคนที่นอนอยู่ข้างๆเราในโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ได้แลดูแตกต่างอะไรกับเราเลย มันยากที่จะบอกว่าเด็กแต่ละคนเป็นลูกใคร ไม่ว่าจะ จนหรือรวย โง่หรือฉลาด แม้กระทั่งหญิงหรือชาย ตอนเพิ่งเกิดก็แลดูเหมือนกันหมด

ดูไม่ออกแม้กระทั่งกับผู้ที่เป็นพ่อกับแม่

…เราเริ่มต้นจากจุดกลวงๆจุดเล็ก

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป การเดินทางที่ผ่านมาของเราทุกคน ก็ได้สร้างสายใยโยงเราเข้าหาจุดอื่นๆเต็มไปหมด จุดเล็กๆที่เคยกลวงทั้งหลาย บ้างก็ใหญ่ขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น บางจุดก็เต็มไปด้วยสีสันหรือลวดลายแปลกตา

และหากจะบอกว่าความเหนื่อยล้าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือการรักษาเส้นใยนับพันเส้นในชีวิตเอาไว้ และการพยายามไม่ให้จุดที่เราเป็นมีขนาดเล็กลงหรือว่ามีสีที่เราไม่ต้องการก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความจริงนัก

ความสัมพันธ์…

…เหนื่อยเหลือเกิน

ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นน่าจะมีอยู่สามองศา

ความสัมพันธ์กับตัวเอง คือการสร้างความสมดุลระหว่างหน้ากากที่สวมใส่และจิตใจที่อยู่เบื้องลึก การกังขาในการกระทำของตน การถามไถ่ที่มาของความนึกคิด การควบคุมความอยากตัณหา รวมไปถึงการสร้างมายาคติ และการยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น

ความสัมพันธ์กับผู้อื่น คือสิ่งที่เราพูดหรือกระทำต่อผู้คนรอบข้าง ด่าทอหรืออ่อนโยน ใกล้ชิดหรือเหินห่าง คือความโกรธและเกลียดชังที่เรามี คือความอยากที่จะให้ผู้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราคิด ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครสักคนเป็นสุข ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครบางคนเป็นทุกข์ การเห็นผู้คนรอบข้างและยอมรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาเป็น รวมไปถึงการสร้างสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็น

ความสัมพันธ์กับโลก  คือ การยึดถืออุดมการณ์บางประการ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโลก การบูชาความคิดหรือบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก ความซาบซึ้งในบทกวีจากต่างแดน การประกาศความคิดส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ การใฝ่หายศถาบรรดาศักดิ์  คือภาพของสังคมที่เรามองเห็น และสิ่งสังคมมองเห็นตัวเรา

….

หากเป็นเช่นนี้แล้ว

คำว่า “เสรี”

… เป็นไปได้หรือ

ความสัมพันธ์ เป็นถนนสองทาง

ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็คงเคยถูกคนที่เรารักเรียกร้องให้เราทำอะไรซักอย่าง และในทางกลับกันเราทุกคนก็เคย “บังคับ” ใครบางคนในชีวิตของเราในนามของความรักและความห่วงใยมาก่อนเช่นกัน

แน่นอน คนทุกชาติศาสนาต่างถูกสอนมาว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามและบริสุทธิ์ ใครเล่าจะกล้าประณามว่าความรักนั้นคือภาระอันใหญ่หลวงที่มีเพียง”ความคาดหวังแห่งความสุข”มารองรับ แต่ในความเป็นจริง มีน้อยครั้งที่ความรักจะนำมาซึ่งความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ

หากผมลองคิดดูเล่นๆ…

หากผมมีลูก และหากลูกเรียนได้เกรดสี่หมดทุกวิชา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขไหม

หากผมมีภรรยา ผมก็คงจะบอกว่าเธอห้ามนอกใจผม ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเรื่องของการรักเดียวใจเดียวนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่กรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สุดก็เป็นได้

ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นประหลาดพอควร หากลองเปิดใจให้กว้างและสำรวจตัวเองดู เราจะพบว่าเราตกหลุมรักผู้คนมากมายตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เรากลับหวังให้คนที่เรารักนั้นรักเราแค่คนเดียว พอบวกเข้าไปกับกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยประเพณีและวัฒนธรรมทั้งหลาย ก็ทำให้การรักคนหลายคนพร้อมกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องชั่วช้าสามารกันไปเลย และแน่นอนว่าตัวผมเองก็ยังคงไม่ได้หลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวนี้

ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่คนเราไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามธรรมชาติของมนุษย์ได้

…อาจเพียงเพราะข้อจำกัดที่ขังเราอยู่นั้น เป็นมโนภาพที่สวยงามเสียเหลือเกินสำหรับมนุษย์ทุกคน

ลองคิดต่อ… ความรักอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งสายสัมพันธ์มากมาย แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของความสัมพันธ์ของจุดทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความรักเพียงอย่างเดียว

อย่างที่กล่าวไป… คนเราตั้งเงื่อนไขทั้งกับโลกและกับตัวเอง และในขณะเดียวกันโลกและตัวคุณเองก็ตั้งเงื่อนไขมากมายกับคุณ

“ทำไมอ้วนขึ้น”

“ทำไมช่วงนี้โทรมจัง”

“ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ”

เอาเข้าจริงๆ เราทักกันแบบนี้จนเคยชินโดยมิได้ระลึกกันว่าคำพูดดังกล่าวมันมีผลอย่างไรต่อความคิดและการกระทำของผู้รับฟังบ้าง

จากจุดกลวงๆเล็กๆ เรากลายเป็นรูปทรงรูปร่างประหลาดแตกต่างกันไป และเราทุกคนก็มีความเข้าใจต่างกันว่ารูปทรงที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร และโดยที่ไม่รู้ตัว คนเรานั้นไม่เคยหยุดยึดถือมายาคติในรูปลักษณ์ที่ตัวเองและโลกทั้งใบควรจะเป็น

สำหรับกรณีของผม

บางครั้งผมก็ลงโทษตัวเองทางความรู้สึกในระดับที่มากมายเสียเหลือเกินกับเรื่องราวเล็กๆที่ผมรู้ว่าคนอื่นๆคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย และบางครั้งผมก็นั่งฝันกลางวันไปกับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นและในขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองอย่างมีตรรกะเพื่อให้ยอมรับได้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่

และในโลกของผม บางครั้งผมก็พยายามสั่งโลกให้เข้าใจผม (และล้มเหลวในกรณีนั้น) บางครั้งคนที่ผมไม่เคยรู้จักก็พยายามมากเหลือเกินที่จะเอาตัวผมไปทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ บางครั้งผมก็พยายามเปลี่ยนแปลงสังคม และบางครั้งผมก็พบว่าน้ำหนักของความคาดหวังจากสังคมในสิ่งที่ผมได้สัญญานั้นกำลังทับผมให้ตายทั้งเป็น

“ความคาดหวัง”

คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ทั้งปวงในระดับพื้นฐานได้มากที่สุด

และผมก็คาดหวัง

คาดหวังว่าคนทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้จะเคยรู้สึกอย่างที่ผมเคยกันทุกคน เพียงเพื่อหลีกหนีสมมุติฐานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกลจริตตั้งแต่วัยหนุ่ม เพียงเพื่อให้ผมได้อุ่นใจ ว่าที่คนเรายังคงทำร้ายตัวเอง และยังคงทำร้ายกันและกันอยู่ทุกวันด้วยสายใยนับล้านเส้นที่โยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์

เห็นไหมครับขนาดนักเขียนยังมีความสัมพันธ์กับคนอ่านเลย

บางครั้งผมก็ลองนั่งคิดเล่นๆ  ว่าทำเยี่ยงไรคนเราถึงจะกลายเป็นปัจเจกที่หลุดพ้นจากข้อเรียกร้องทุกข้อของความสัมพันธ์ได้ กลับไปเป็นจุดเล็กๆกลวงๆเหมือนดังเดิม

จะอยู่เป็นโสดหรือหนีออกจากบ้าน ก็คงจะโดนคนอยู่ซอยเดียวกันว่าเป็นพวกแหลกเหลว ตดเหม็น ไม่มีใครเอา

หากจะออกไปอยู่ป่าคนเดียว ก็คงจะไม่แคล้วต้องสู้กับตัวเองอีกคนที่อยู่ในหัวอยู่ดี

…สรุปแล้วก็คงจะไม่มีทาง

แต่จริงๆแล้วผมก็เคยได้ลิ้มรสเสรีภาพมาก่อน

แต่ผมก็ดันจำไม่ได้ว่าตอนเพิ่งเกิดผมรู้สึกอย่างไร

น่าเสียดาย…

October 2, 2008 Posted by wannasingh | Catalyst | , , , , | 12 Comments

ตอบคำถาม “ตอบตามใจ”

นานๆโดนรุมวิจารณ์ก็ช่วยสะท้อนตัวเองดีเหมือนกันเนอะ ไปcomment กันได้เน่อที่ http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=11299&st=0 ครับผม

ตอบตามใจ 26

ถ. ขนรักแร้ มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องมีด้วย ถ้ามันมีประโยชน์ แล้วทำไมผู้หญิงถึงไปเอาออกกัน ฝากด้วยนะครับ

memento69

ต. เผอิญคำถามนี้เป็นคำถามที่คุณ memento69 ไป post ไว้ในเวปไซต์ของผม wannasingh.wordpress.com จึงมีคนเข้ามาร่วมตอบมากมาย จะขอลองเอาคำตอบจากทางบ้านมาให้อ่านกันดูนะครับ

planning:เค้าว่าถ้ามีขนรักแร้กลิ่นตัวจะลดลง เค้าว่าน่ะ ไม่อาจแน่ใจ5555+ ถามเพื่อ???? (ทัศนะ: ไม่น่าจะจริงนะครับ ผมได้พบผู้คนมากมายที่มีขนพานพุ่มดุจดั่งลิงอุรังอุตัง แต่ก็ยังมีกลิ่นตัวอันแสนอัปยีอยู่ดี)

ข้าวตู: ขนรักแร้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ (ทัศนะ: ผมว่าขนจมูกน่าสนใจกว่านะ)

Moochum : ขนรักแร้ มีไว้เพื่อให้ดูดซับเหงื่อ มั้งค่ะ หุหุ ผู้หญิงต้องกำจัด เพราะคิดว่ามันดูน่าเกลียดถ้ามันยาวอกมา (ทัศนะ: ตอนนี้ผมอยู่ที่เยอรมัน ได้พบเจอสตรีมากมายที่ไม่ยอมโกนขนแพลม สาเหตุนั้นมิอาจทราบได้)

Kati: ขนรักแร้มีไว้ประดับบารมี 55 ( ทัศนะ:ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมอยากขอดูรักแร้คุณหญิงพจ”มาร”จริงๆ)

ถ:ทำไมพี่สิงห์ถึงเป็นคนแบบนี้ คือหมายถึงสำนวนการเขียนของพี่น่ะ มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที เลยเหรอพี่ ของแบบนี้มันถ่ายทอดกันทางสายเลือดได้ด้วยเหรอ ?

Fang

ต: แล้วสำนวนผมเนี่ยมันเป็นยังไงรือ (วระ) ?

ผมก็อ่านงานเขียนของคนอื่นๆในบ้านเหมือนกันนะครับ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคล้ายกันมากนัก หากจะเปรียบเทียบ ผมมองว่างานของผมใกล้เคียงกับของพ่อมากที่สุดในเชิงเนื้อหา (ไม่ใช่คอลัมน์นี้นะ ตอบตามใจที่เอาไว้ระบายความปัญญาอ่อนส่วนตัวเฉยๆ) แต่เรื่องสำนวนก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ครับ

มันมาจากสายเลือดรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่พ่อกับแม่ก็เลี้ยงผมกับพี่ชายมาให้รู้จักคิดไตร่ตรองทุกสิ่งตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมที่เล็กน้อยแค่ไหนของชีวิต ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมได้จากพ่อแม่มาก็น่าจะเป็นวิถีทางในการคิดครับ แต่เรื่องของสำนวนนี่มาหาเอาเองมากกว่า (ถ้าลองกลับไปดูงานชิ้นแรกๆนี่ จะเห็นว่าสำนวนค่อนข้างต่างจากปัจจุบันพอควร)

ส่วนสำนวนปัญญาอ่อนทั้งหลายนี่แทบจะมาจากพี่ชายล้วนๆครับ (ไม่ใช่แค่ในงานเขียน รวมไปถึงการพูดจาปกติด้วย)

ถ. รวมมิตรต่างกับพันธมิตรยังไงคะ?

Boodude

ต: รวมมิตรมีไว้เพื่อสนองความอยากทางความหวานของคน ส่วนพันธมิตรมีไว้เพื่อสนองความอยากทางศีลธรรมของคนครับ

ถ: พี่สิงห์คิดว่า การเมืองไทยจะเป็นยังไงต่อไปค่ะ ช่วงนี้วิกฤตเลย คนในชาติทะเลาะกันเอง  ^^”

moochum

ต: ผมไม่รู้ว่าตอนที่ทุกคนอ่านคอลัมน์นี้อยู่การเมืองไทยจะเป็นยังไงบ้างแล้วนะครับ แต่สถานการณ์ตอนนี้ (วันที่ 12 กันยายน 2551) จะเรียกว่าตกต่ำถึงขีดสุดแล้วก็ได้ ผมเองก็ตอบไม่ได้ว่าทางออกจะอยู่ที่ตรงไหน เพราะดูเหมือนว่าฝ่ายไหนๆก็ต่างโอบกอดหนทางของตัวเองเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีใครยอมใครเลยสักนิด

ปัญหาของการเมืองบ้านเรามีปัญหาอยู่สองสามอย่างครับ อย่างแรกเลยคือเรามีระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้ยึดถือแนวทางความคิด หากเรามองดูประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรงในหลายๆประเทศ เราจะเห็นได้ว่าพรรคแต่ละพรรคจะมีเสนอแนวทางในการบริหารบ้านเมืองที่ชัดเจนและแตกต่างกันออกไป หากเป็นพรรคเสรีนิยม (Liberal party) ก็จะเน้นตลาดเสรีและการเปิดประเทศเป็นหลัก หากเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative party) ก็จะเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและรัฐสวัสดิการ เป็นต้น แต่ในประเทศไทยที่ผ่านมาจะมีก็แค่ไทยรักไทยเท่านั้นที่มีหนทางที่ชัดเจน (แต่ก็ไม่ใช่ว่าดีนัก) พรรคที่เหลือก็เป็นแค่สถาบันกลวงๆที่อนุญาตให้นักการเมืองย้ายไปมาได้เรื่อยๆ หรือแม้กระทั่งประชาธิปัตย์ที่อยู่มานานที่สุดก็เป็นประชาธิปัตย์ (Democrat) เพียงแค่ชื่อ ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยเห็นนโยบายของพรรคนี้มีแนวทางที่ชัดเจนสักที

เพราะเหตุนี้ การต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทยก็เลยไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนการอภิปรายทางความคิด แต่มาเถียงกันเรื่อง “ศีลธรรม” และ “ความดี-ความชั่วมากกว่า” ซึ่งไอเรื่องพวกนี้มันก็ปั้นให้ผิดถูกได้ตามใจคนพูด และนอกจากนั้นหลายๆฝ่ายก็ต่างพากันอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ในเรื่องที่ไม่มีสีขาวดำสุดขั้ว เพราะ ฉ นั้นก็เลยเถียงกันไม่ตกสักทีนั่นแหละครับ เสียเวลาจริงๆ

และที่ผมเป็นห่วงประเทศไทยมากๆก็คือเราสนใจแค่เรื่องความโปร่งใสของรัฐบาลและเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป (ถ้าจะมีนะ) ซึ่งแน่นอนว่าพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญแต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีใคร “เถียง”กันในประเด็นอาทิเช่นนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต รัฐสวัสดิการ การสร้าง infrastructure ให้กับประเทศในระยะยาว หนทางของการศึกษา ฯลฯ เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องพวกนี้นั่นแหละที่มีผลกับชีวิตคนทั่วไปจริงๆ ไม่ใช่ว่าวัวตัวไหนบ้างที่นั่งอยู่ในสภาฯ

แต่แน่นอนครับ พูดไปตอนนี้ใครจะฟังนิ

September 15, 2008 Posted by wannasingh | ตอบตามใจ | , , | 7 Comments

รั้ง

Catalyst 10

รั้ง

“เพราะบางครั้ง

…คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา”

วันนี้วันที่ 30 สิงหาคม 2551

ผมนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กลางที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

…ผมมาที่นี่เพื่อเขียนหนังสือ

วันนี้ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรก ค่อนข้างแปลกใจและตระกานตากับสิ่งที่เห็น การได้เห็นตึกทำเนียบฯที่ปกติเป็นที่ทำงานของรัฐบาลมีคนมากางเต็นท์นอนเต็มไปหมดในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์มันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมาดูของจริง ความรู้สึกนั้นก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันในระดับที่พอสมควร … แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่ามันคือความรู้สึกแบบใด

ผู้คนเนืองแน่น บ้างก็นั่งอยู่เฉยๆ บางก็เต้นรำไปกับเสียงเพลงที่กำลังดังมาจากบนเวที มีร้านขายอาหารและอุปกรณ์อำนวยสะดวกอยู่เต็มไปหมด และในมือของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นมีอุปกรณ์สร้างเสียงปรบมือที่ทำมาจากพลาสติกอยู่ เกือบทุกคนปรบมือตามจังหวะไปพร้อมๆกับเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมคล้ายๆกับว่าผมกำลังอยู่ในเทศการดนตรีกลางแจ้งก็ว่าได้

เพราะ ฉ นั้น หากจะถามว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาเห็นของจริง

…บางทีอาจจะเป็นความผิดหวังและความโล่งอกที่ผสมปนเปกันไป

มันเป็นเวลาบ่าย แสงแดดจ้า สะท้อนกับสีเหลืองทำแสบตาไปหมด ผมเดินรอบทำเนียบฯครบหนึ่งรอบแล้ว ขาเริ่มล้า ผมตัดสินใจเดินออกข้างทาง นั่งลงข้างใต้เต็นท์สีฟ้าที่มีผู้ชุมนุมรุ่นคุณป้าอยู่มากมาย ผมลองพูดคุยกับกลุ่มคุณป้าๆดู ซึ่งทำให้นอกจากผมจะได้ทราบว่าพวกแกไม่รู้จักวงอพาร์ทเมนท์คุณป้าแล้ว ผมก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าเหตุผลที่พวกคุณป้าทุกคนมีร่วมกันในการออกมาชุมนุมก็คือความเกลียดชังในรัฐบาลและความรักที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ตัวผมเอง ผมเข้าใจคุณป้าๆเค้า แต่ผมก็ไม่อาจบอกได้ว่าผมมีความรู้ร่วมไปกับพวกแกเท่าไรนัก

บางทีมันอาจจะเป็นโรคภัยแห่งยุคสมัย คนรุ่นผม(ซึ่งก็รวมถึงตัวผมด้วย)ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นเข้าใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม อย่างเช่นทำไมชนชั้นรากหญ้าถึงรักทักษิณ ทำไมคนชนบทถึงชอบกินเหล้าเถื่อน ทำไมดาราถึงชอบทำตัวให้เป็นข่าว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ทำได้แค่พยายามจะเข้าใจ สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือแสดงออกส่วนใหญ่มันก็มักจะมาจากความคิดที่ผู้คนรอบตัวบอกกล่าวต่อๆกันมา มันไม่มีวันที่เราจะเข้าใจได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวันมันก็แสนหนักหนามากพอที่จะบังคับให้เราเข้าใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าผมคิดว่าผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจ

…แต่วันนี้ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

สำหรับผมในตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่าสนามรบแห่งนี้คือที่ที่ความถูกต้องและความชั่วร้ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่ในใจแล้ว ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครคือรัฐบาล ใครจะแฉใคร หรือว่าใครจะชนะ

ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบังคับให้ผมต้องสูญเสียความไร้เดียงสาไป

ความไร้เดียงสาที่จะช่วยให้ผมเชื่อได้ว่าการมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้จะนำพามาซึ่งพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

อาจจะฟังดูแปลก แต่สำหรับผมแล้ว การสูญเสียความไร้เดียงสาไม่ได้เท่ากับการละทิ้งจิตวิญญาณที่โหยหาสังคมที่ถูกต้องและงดงาม

ผมไม่รู้ว่าวันที่ทุกคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล หรือประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

แต่คำถามที่กล่าวมา ไม่ใช่สิงที่ผลักดันให้ผมมาที่นี่ในวันนี้เลย

วันนี้ ผมมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัว…

“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…

…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”

มันมีครั้งหนึ่งที่ผมเคยอุทิศตัวเพื่อการคลื่นไหวทางการเมืองของประชาชน

ตอนนั้น ผมเชื่อว่าหากเรามีสังคมที่สมาชิกทุกคนใส่ใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรอยู่ และยินดีโถมกำลังเพื่อขับไล่ใครก็ถามที่กำลังเหยียบย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราแล้ว ประเทศไทยที่คนไทยทุกคนอยากเห็นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน

ผมเคยจัดม็อบเล็กๆของตัวเอง เคยทำใบปลิวปลุกระดมแจกจ่ายไปทั่ว เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ไม่มีใครฟังและเคยโกรธเคืองเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมรับฟังผม

ในอดีต ผมเคยทำเช่นนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพียงความต้องการเบื้องลึกที่ต้องการจะต่อสู้กับร่มเงาของพ่อกับแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในประชาธิปไตยของตัวผม ความเชื่อที่ในวันนี้ผมช่างเสียดายและคิดถึงมากเหลือเกิน

ผมคงจะไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าเกิดขึ้นอะไรบ้างกับบ้านเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ตัวผมไม่เลิกหวังที่จะเห็นสังคมไทยแบบที่ผมอยากเห็น แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นที่บอกให้ผมมานั่งทบทวนในส่วนของ “วิธีการ” ที่ผ่านมาของตัวเองดู

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี่เองที่โลกของผมได้ถูกเปิดออก

ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเริ่มต้นทำงานพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว

ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พวกเราเป็นเพียงแค่นักศึกษา และสิ่งที่เราเป็นก็อนุญาตให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก เราอาจจะอยากช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านที่พังงาที่ต้องพังทลายลงหลังจากสึนามิถล่ม แต่นอกจากเราจะไม่สามารถตอบได้ว่าคำกว่า “ชีวิตที่ดี” คืออะไรแล้ว เราก็ทำได้อย่างมากก็แค่ลงไปสร้างสิ่งต่างๆที่พวกเขาอาจจะต้องการในเวลานั้นๆ แต่มันก็ยังห่างไกลจากการทำให้ชีวิตพวกดีขึ้นอยู่มากนัก

เราอาจจะอยากทำให้คนจนไม่ต้องอยู่อย่างทุกทรมาร แต่เราทำได้อย่างมากก็แค่เอาอาหารไปให้เขากินมื้อต่อมื้อ

เราอาจจะอยากปลุกสังคมไทยให้ตื่นจากการหลับใหล แต่สุดท้าย สิ่งที่เราทำก็เพียงร่ำร้องตระโกนป่าวประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร

ซึ่งในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาคมก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลเล็กๆแบบเดียวกัน มันเริ่มต้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด จนเกิดคลื่นเล็กๆที่กระเพื่อมผ่านสายน้ำแห่งประชาชนจนกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยทั้งประเทศไปในที่สุด

แต่ในเวลานี้ นี่คืออีกยุคสมัย และแต่ละยุคก็ต้องการทางออกที่แตกต่างกันไป

โลกตอนนี้ช่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน สีขาวกับดำที่แสนสวยงามก็ไม่มีมาให้เห็น ไม่มีหนามแหลมหนามเดียวที่ต้องกำจัดเพื่อให้โลกหมุนไปยังทิศทางที่ดีขึ้น

…โลกใบนี้ต้องการคำตอบที่แตกต่างออกไป

หลังจากเรียนจบ ผมมาทำงานด้านการระดมทุนด้านสังคมและได้ร่วมพัฒนาองค์กรพัฒนาสังคมในด้านต่างๆหลากหลายองค์กร ผมได้พบผู้คนมากมายที่เริ่มต้นทำสิ่งที่น่าชื่นชมในแบบที่ต่างกันออกไป และผมก็ได้เข้าใจว่าคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่การคาดหวังว่ากระบวนการตามระบอปประชาธิปไตยในวันหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดผู้นำที่มีความชอบธรรมและคุณธรรมอีกต่อไป แต่มันอยู่ที่คนตัวเล็กๆทุกคนที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบกายในรูปแบบของตนเอง เริ่มต้นในทุกทางที่เขาทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ช่วยหมาป่วยในละแวกบ้าน ไปจนกระทั่งการสร้างกองทุนเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรรายย่อย

ผมได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของตัวเองแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ผมได้เข้าใจว่าการสร้างสังคมที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่วันเว้นวัน หรือว่าหนึ่งครั้งในรอบสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ในขณะเดียวกันมันต้องไม่ใช่การเสียสละ เพราะอาจจะมีคนเพียงแค่หนึ่งในล้านที่สามารถสละชีวิตตนเองไปกับอุดมการณ์ แต่ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพจากมันได้

และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะมาเดินทางสายนี้

แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้สละตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์

เพราะมันไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ชิงชังเหล่านักการเมืองที่กำลังย่ำยีความเป็นคนของพวกเราทุกคนอยู่ ไม่ใช่ว่าผมกำลังกล่าวหาว่าเหล่าผู้ออกมาชุมนุมนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินที่ยังหลงเชื่ออะไรหลอกเด็กต่อไป มันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าผมมีแต่ความเคารพขั้นสูงสุดให้กับคนทุกคนที่กล้าออกมายืนหยัดเพื่อความเชื่อของตน

แต่ “ความเชื่อ” นั่นแหละ คือสิ่งที่คิดว่าผมไม่มีอีกต่อไป

…แต่ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจ

เพราะ ฉ นั้น วันนี้ผมเลยมาที่นี่

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายร่างกายประชาชน ผมคิดว่ามันคงจะไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้แล้วที่จะลองย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของตนเองที่ได้ละทิ้งไปในเมื่ออดีต

กลับไปดูว่ามันถูกต้องแล้วหรือที่เราจากมา

และหากทางเลือกหนึ่งคือการอุทิศตนเพื่อต่อสู้กับอำนาจอันแสนชั่วร้าย ยอมตายเพื่อเพียงหวังว่าสังคมไทยจะตื่นจากการหลับใหล

กับอีกทางคือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ค่อยๆสร้างโลกที่อยากเห็นกับมือ ค่อยๆเรียนรู้คำตอบมากมายต่อคำถามที่ยังไม่พบเจอ และมั่นใจว่าในที่สุดเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้แน่นอน

หากผมต้องเลือก และไม่มีทางที่จะก้าวไปในทางเดินทั้งสองทางได้พร้อมกัน

ความร้อนระอุ …คำปราศรัย …เหล่าคุณป้าๆ

…มีบางอย่างในแสงตะวันที่บอกผมว่าผมเลือกถูกทางแล้ว

.

…..

……..

………

P.S. นี่เป็น web ที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันทำอยู่ครับ ทุกคนสามารถเข้าไปเสนอได้ว่าอยากให้ผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพฯจัดทำนโยบายอะไรหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว

http://www.ideabangkok.com/

หลังจากเราได้นโยบายที่มีคนโหวตมากที่สุดแล้วเราจะ เอามาทำเป็น policy brief ส่งให้กับผู้ว่าคนใหม่และมีการติดตามผลในภายหลัง

ฝากทุกคนเข้าไปร่วมออกความเห็นกันและบอกต่อๆกันหน่อยนะครับผม นี่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเท่ากับการเมืองระดับประเทศ​ ณ ตอนนี้ แต่ผมว่านี่ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยให้เราสามารถร่วมออกแบบนโยบายที่จะมีผลต่อชีวิตของเราได้เป็นครั้งแรกครับ



September 1, 2008 Posted by wannasingh | Catalyst | , , , , , | 17 Comments

ลองเอา demo เพลงมาให้ฟังครับ

ฉลองบ้านใหม่

นี่เป็นเวอร์ชั่นยังไม่มีเสียงร้องนะครับ

(ทำในห้องนอน Home-made สุดๆ)

หวังว่าจะออกได้ก่อนกลางปีหน้าครับผม

Stardust

Nakark

Exit_Rashomon

Rinda

ลองฟังกันดูนิ

ประกาศ!!!~

หานักร้องอยู่ครับ [seriously]

ใครที่เคยมีประสพการร้องเพลงมาก่อนลองส่งเพลงที่เคยอัดมาที่

sing10@hotmail.com นะครับ

จะเป็นไฟล์หรือเป็น link ให้ฟังออนไลน์ก็ได้ครับ

ถ้าสนใจจะติดต่อกลับไปเน่อ (แต่ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ติดต่อกลับกรณีที่ไม่ชอบเน่อ)

แต่ขอเป็นผู้หญิงนะครับ เน้นว่าเคยร้อง rock และ jazz มาจะเวิร์คมาก

ใครมีเพื่อนที่น่าจะสนใจก็ช่วยไปบอกๆให้หน่อยนะครับ

(แต่ขอเตือนว่าผมโคตรเรื่องมากเลยนะ)

ขอบพระคุณทุกท่านนิ

August 25, 2008 Posted by wannasingh | Music | , , , , , | 30 Comments