สายใยและจุดกลวงๆ
ใครที่ถามคำถามตอบตามใจไว้ ผมจะตอบไว้ที่หน้า “ตอบคำถาม “ตอบตามใจ” (อยู่ข้างบนนี่นิ) นะครับ ไปดูกันได้นิ (หน้านี้จะ update เรื่อยๆนะ)
Catalyst 11
ใย
เมื่อเริ่มต้น…
เมื่อเริ่มต้น เราเริ่มจากจุดกลวงๆจุดหนึ่งในจักวาล
จุดกลวงๆที่เราทุกคนเคยเป็นไม่มีสีสันใดๆ ไม่มีลักษณะพิเศษประการไหนให้แบ่งแยก
ประโยคที่ว่า “คนทุกคนย่อมแตกต่างกัน” จะถูกโต้แย้งได้ก็แค่ตอนที่คนเราเป็นเด็กทารกเท่านั้น ณ ตอนที่เราเพิ่งเกิด เด็กน้อยคนที่นอนอยู่ข้างๆเราในโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ได้แลดูแตกต่างอะไรกับเราเลย มันยากที่จะบอกว่าเด็กแต่ละคนเป็นลูกใคร ไม่ว่าจะ จนหรือรวย โง่หรือฉลาด แม้กระทั่งหญิงหรือชาย ตอนเพิ่งเกิดก็แลดูเหมือนกันหมด
ดูไม่ออกแม้กระทั่งกับผู้ที่เป็นพ่อกับแม่
…เราเริ่มต้นจากจุดกลวงๆจุดเล็ก
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป การเดินทางที่ผ่านมาของเราทุกคน ก็ได้สร้างสายใยโยงเราเข้าหาจุดอื่นๆเต็มไปหมด จุดเล็กๆที่เคยกลวงทั้งหลาย บ้างก็ใหญ่ขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น บางจุดก็เต็มไปด้วยสีสันหรือลวดลายแปลกตา
และหากจะบอกว่าความเหนื่อยล้าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือการรักษาเส้นใยนับพันเส้นในชีวิตเอาไว้ และการพยายามไม่ให้จุดที่เราเป็นมีขนาดเล็กลงหรือว่ามีสีที่เราไม่ต้องการก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความจริงนัก
ความสัมพันธ์…
…
…เหนื่อยเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นน่าจะมีอยู่สามองศา
ความสัมพันธ์กับตัวเอง คือการสร้างความสมดุลระหว่างหน้ากากที่สวมใส่และจิตใจที่อยู่เบื้องลึก การกังขาในการกระทำของตน การถามไถ่ที่มาของความนึกคิด การควบคุมความอยากตัณหา รวมไปถึงการสร้างมายาคติ และการยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น คือสิ่งที่เราพูดหรือกระทำต่อผู้คนรอบข้าง ด่าทอหรืออ่อนโยน ใกล้ชิดหรือเหินห่าง คือความโกรธและเกลียดชังที่เรามี คือความอยากที่จะให้ผู้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราคิด ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครสักคนเป็นสุข ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครบางคนเป็นทุกข์ การเห็นผู้คนรอบข้างและยอมรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาเป็น รวมไปถึงการสร้างสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็น
ความสัมพันธ์กับโลก คือ การยึดถืออุดมการณ์บางประการ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโลก การบูชาความคิดหรือบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก ความซาบซึ้งในบทกวีจากต่างแดน การประกาศความคิดส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ การใฝ่หายศถาบรรดาศักดิ์ คือภาพของสังคมที่เรามองเห็น และสิ่งสังคมมองเห็นตัวเรา
….
หากเป็นเช่นนี้แล้ว
คำว่า “เสรี”
… เป็นไปได้หรือ
ความสัมพันธ์ เป็นถนนสองทาง
ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็คงเคยถูกคนที่เรารักเรียกร้องให้เราทำอะไรซักอย่าง และในทางกลับกันเราทุกคนก็เคย “บังคับ” ใครบางคนในชีวิตของเราในนามของความรักและความห่วงใยมาก่อนเช่นกัน
แน่นอน คนทุกชาติศาสนาต่างถูกสอนมาว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามและบริสุทธิ์ ใครเล่าจะกล้าประณามว่าความรักนั้นคือภาระอันใหญ่หลวงที่มีเพียง”ความคาดหวังแห่งความสุข”มารองรับ แต่ในความเป็นจริง มีน้อยครั้งที่ความรักจะนำมาซึ่งความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
หากผมลองคิดดูเล่นๆ…
หากผมมีลูก และหากลูกเรียนได้เกรดสี่หมดทุกวิชา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขไหม
หากผมมีภรรยา ผมก็คงจะบอกว่าเธอห้ามนอกใจผม ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเรื่องของการรักเดียวใจเดียวนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่กรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สุดก็เป็นได้
ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นประหลาดพอควร หากลองเปิดใจให้กว้างและสำรวจตัวเองดู เราจะพบว่าเราตกหลุมรักผู้คนมากมายตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เรากลับหวังให้คนที่เรารักนั้นรักเราแค่คนเดียว พอบวกเข้าไปกับกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยประเพณีและวัฒนธรรมทั้งหลาย ก็ทำให้การรักคนหลายคนพร้อมกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องชั่วช้าสามารกันไปเลย และแน่นอนว่าตัวผมเองก็ยังคงไม่ได้หลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวนี้
ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่คนเราไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามธรรมชาติของมนุษย์ได้
…อาจเพียงเพราะข้อจำกัดที่ขังเราอยู่นั้น เป็นมโนภาพที่สวยงามเสียเหลือเกินสำหรับมนุษย์ทุกคน
ลองคิดต่อ… ความรักอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งสายสัมพันธ์มากมาย แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของความสัมพันธ์ของจุดทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความรักเพียงอย่างเดียว
อย่างที่กล่าวไป… คนเราตั้งเงื่อนไขทั้งกับโลกและกับตัวเอง และในขณะเดียวกันโลกและตัวคุณเองก็ตั้งเงื่อนไขมากมายกับคุณ
“ทำไมอ้วนขึ้น”
“ทำไมช่วงนี้โทรมจัง”
“ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ”
เอาเข้าจริงๆ เราทักกันแบบนี้จนเคยชินโดยมิได้ระลึกกันว่าคำพูดดังกล่าวมันมีผลอย่างไรต่อความคิดและการกระทำของผู้รับฟังบ้าง
จากจุดกลวงๆเล็กๆ เรากลายเป็นรูปทรงรูปร่างประหลาดแตกต่างกันไป และเราทุกคนก็มีความเข้าใจต่างกันว่ารูปทรงที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร และโดยที่ไม่รู้ตัว คนเรานั้นไม่เคยหยุดยึดถือมายาคติในรูปลักษณ์ที่ตัวเองและโลกทั้งใบควรจะเป็น
สำหรับกรณีของผม
บางครั้งผมก็ลงโทษตัวเองทางความรู้สึกในระดับที่มากมายเสียเหลือเกินกับเรื่องราวเล็กๆที่ผมรู้ว่าคนอื่นๆคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย และบางครั้งผมก็นั่งฝันกลางวันไปกับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นและในขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองอย่างมีตรรกะเพื่อให้ยอมรับได้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
และในโลกของผม บางครั้งผมก็พยายามสั่งโลกให้เข้าใจผม (และล้มเหลวในกรณีนั้น) บางครั้งคนที่ผมไม่เคยรู้จักก็พยายามมากเหลือเกินที่จะเอาตัวผมไปทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ บางครั้งผมก็พยายามเปลี่ยนแปลงสังคม และบางครั้งผมก็พบว่าน้ำหนักของความคาดหวังจากสังคมในสิ่งที่ผมได้สัญญานั้นกำลังทับผมให้ตายทั้งเป็น
“ความคาดหวัง”
คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ทั้งปวงในระดับพื้นฐานได้มากที่สุด
และผมก็คาดหวัง
คาดหวังว่าคนทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้จะเคยรู้สึกอย่างที่ผมเคยกันทุกคน เพียงเพื่อหลีกหนีสมมุติฐานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกลจริตตั้งแต่วัยหนุ่ม เพียงเพื่อให้ผมได้อุ่นใจ ว่าที่คนเรายังคงทำร้ายตัวเอง และยังคงทำร้ายกันและกันอยู่ทุกวันด้วยสายใยนับล้านเส้นที่โยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์
…
เห็นไหมครับขนาดนักเขียนยังมีความสัมพันธ์กับคนอ่านเลย
บางครั้งผมก็ลองนั่งคิดเล่นๆ ว่าทำเยี่ยงไรคนเราถึงจะกลายเป็นปัจเจกที่หลุดพ้นจากข้อเรียกร้องทุกข้อของความสัมพันธ์ได้ กลับไปเป็นจุดเล็กๆกลวงๆเหมือนดังเดิม
จะอยู่เป็นโสดหรือหนีออกจากบ้าน ก็คงจะโดนคนอยู่ซอยเดียวกันว่าเป็นพวกแหลกเหลว ตดเหม็น ไม่มีใครเอา
หากจะออกไปอยู่ป่าคนเดียว ก็คงจะไม่แคล้วต้องสู้กับตัวเองอีกคนที่อยู่ในหัวอยู่ดี
…สรุปแล้วก็คงจะไม่มีทาง
แต่จริงๆแล้วผมก็เคยได้ลิ้มรสเสรีภาพมาก่อน
แต่ผมก็ดันจำไม่ได้ว่าตอนเพิ่งเกิดผมรู้สึกอย่างไร
น่าเสียดาย…
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



