Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

อุนของอุนอุน

Catalyst 22

อุนของอุนอุน

ในอุนจิก้อนนั้นมีบทเรียนที่สำคัญอยู่…

มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อผมได้เจอเจ้าสองตัวนี้เป็นครั้งแรก…

…เรและอุนอุนได้ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกับผมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เรเป็นสาวน้อยตาสีฟ้าหน้าตาบ้านนอก ขนสั้นสีเทาอ่อน รูปร่างปราดเปรียว เอวคอด หลังตรง ลิ้นยาวเฟื้อย เป็นหมาที่ติดคนกับไฮเปอร์เป็นอย่างมาก และวิ่งเร็วอย่างกับเปรตตุรกี

ขณะที่เจ้าอุนอุน (ตอนแรกจะให้ชื่ออุนจิ แต่โดนช้าวบ้านคัดค้าน) เป็นเด็กชายตัวป้อม ขนสีดำยาวเฟื้อย ตาดำใหญ่จนแทบไม่เห็นตาขาว อ้วนพีเหมือนหมีแพนด้าซะมากกว่าหมา เป็นเด็กเก็บตัวไม่ค่อยสนใจชาวบ้าน และเคลื่อนไหวเชื่องช้าชนิดที่วิ่งแข่งกับยายผมคุณยายคงจะชนะ

แม้ทั้งคู่จะหน้าตาไม่ค่อยเหมือนหมาพันธ์ุเดียวกันเท่าไหร่นัก แต่จริงๆแล้วก็เป็นหมาพันธ์ุไซบีเรียนฮัสกี้ที่มีชาติตระกูลรุ่นช่องเหมือนกัน

และทั้งคู่…

เป็นหมา “ของผม”

…บทสนทนาเกี่ยวกับการเอาหมามาเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นก่อนวันที่ผมจะเจอพวกมันจริงๆอยู่ประมาณสี่ห้าเดือน

ก่อนหน้านั้น เมื่อปีที่แล้ว เจ้าบั๊ก (ชื่อจริง: บาคีนิคุส) หมาอัลเซเชี่ยนตัวยักษ์ที่อยู่เป็นเพื่อนกับผมมายาวนานถึง 11 ปี ได้จากไปด้วยโรคแก่ชรา หลังจากต้องทนทุกข์ทรมารอยู่กับการเป็นอัมพาต ลุกไม่ขึ้น กินข้าวกินปลาไม่ได้อยู่ถึงสองเดือน

ตอนนั้น ผมเสียน้ำตาให้กับการจากไปของบั๊กสองสามหยด

…และผมก็ได้ทำเพียงแค่นั้น

ในช่วงก่อนที่บั๊กจะตาย คนที่ดูแลมันส่วนใหญ่ก็คือแม่ของผม (ซึ่งปรกติก็ไม่ได้ชอบหมามากนัก แต่ก็ทำไปด้วยความเมตุตา) และพี่ชายผมผู้ซึ่งรักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ทั้งคู่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวบั๊กอยู่ทุกวันทุกคืน เพราะว่าตอนนั้นบั๊กเดินไปไหนไม่ได้ เมื่อบั๊กต้องขับถ่าย มันก็จำเป็นต้องปล่อยออกมาตรงที่มันนอนอยู่ ทำให้ทุกครั้งที่บั๊กผลิตแกงกระหรี่ออกมานั้น แม่และพี่ชายผมก็ต้องพามันไปล้างตัว เป่าขนให้แห้ง และหิ้วมันกลับมานอนที่เดิมอีกครั้ง (บั๊กหนัก 40 กิโลฯ) กระบวนการนี้กินเวลาประมาณ 45 นาที และเกิดขึ้นวันละ 4-5  ครั้ง ตัวบั๊กเองก็รู้สึกแย่กับเรื่องนี้อยู่มาก เพราะปรกติบั๊กเป็นหมาที่มีระเบียบวินัยมาก ฟังคำสั่งทุกอย่าง ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ไม่เคยต้องดุต้องว่า และเมื่อตัวมันเอง กลายเป็นมีสภาพเช่นนั้น แววตาของมันฉายความรู้สึกผิดทุกครั้งที่มันเป็นภาระให้กับพวกเรา แม่และพี่ชายผมเห็นแล้วก็สงสาร ต้องคอยปลอบมันทุกครั้งก่อนที่มันจะหลับไป

“ไม่เป็นไรนะบั๊ก… ไม่เป็นไร…”

…แล้วบั๊กก็จากพวกเราไป

ตัวผมเองนั้น ในช่วงบั้นปลายชีวิตของบั๊กผมงานยุ่งมาก ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ เมื่อกลับมาบ้าน ผมก็ทักทายบั๊ก และพี่ชายผู้กำลังง่วนอยู่กับการดูแลบั๊กสองสามคำแล้วก็รีบหนีเข้าห้องตัวเอง ทำเพลงทั้งคืน นอนตีสี่ ตื่นเก้าโมงเช้ารีบออกไปทำงาน

ณ ตอนนั้น ผมถามตัวเองว่าผมได้ทำดีกับบั๊กเพียงพอที่จะทำให้ผมไม่ต้องเสียใจย้อนหลังแล้วหรือยัง? เพราะชีวิตผมได้พบเจอกับความตายของผู้คนใกล้ตัวมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตามมาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจย้อนหลังเสมอ

เสียใจที่ไม่ได้พูดบางคำ เสียใจที่ได้พูดบางคำ

เสียใจที่ได้ทำบางสิ่ง เสียใจที่ไม่ได้ทำบางอย่าง

แต่ดูเหมือนว่าผมไม่ได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนเหล่านั้นเลย และแม้ว่าในครั้งนี้จะต่างจากทุกครั้ง ตรงที่มีสัญญาณที่ค่อนข้างแน่นอนกำลังบอกกับผมว่าสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมาสิบกว่าปีนั้นกำลังทุกข์ทรมารและกำลังจะจากไป แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะหมกมุ่นกับตัวเอง และเอาข้ออ้างที่เรียกว่างานมาถีบตัวเองออกจากบ้านเสียจนดึกดื่นทุกวัน

วันนี้… วันที่ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมสามารถมาเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้เลือกกระทำไป

แต่วันนั้นผมแค่ร้องไห้…

และมันก็แค่นั้น

เมื่อบั๊กตายไปไม่นาน ผมเป็นคนเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับการหาหมาตัวใหม่มาเลี้ยง

ผมอยากได้หมาพันธุ์ฮัสกี้มานานแล้ว (เพราะหน้าตามันอย่างเดียว) ผมขออนุญาติแม่ผู้เป็นเจ้าของบ้านอยู่นานเหมือนเด็กๆ “จะดูแลให้ดี” อย่างนั้น “จะให้นอนในห้องนอนผมเอง”อย่างนี้ แต่ความจำของแม่เกี่ยวกับห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตบั๊กยังคงสดใหม่อยู่ และเป็นธรรมชาติที่แม่จะต้องสงสัยในตัวผม กังขาว่าสิ่งที่ผมกำลังโฆษณาอยู่เป็นเพียงความอยากชั่วครู่ หรือว่าการผูกมัดที่ตามมาด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งหากถามตัวผมเองในตอนนั้น ผมก็คงจะตอบไม่ได้ ยิ่งแม่เป็นผู้ที่รู้จักเด็กชายในตัวผมมาตลอดทั้งชีวิตผมแล้ว ยิ่งมีเหตุผลให้ไม่มั่นใจมากขึ้นไปอีก

จนสุดท้าย ผมเอาทุกคนในบ้านมาเป็นแรงหนุน ทั้งพี่ชาย และพี่แม่บ้านอีกสองคน ก็ต่างรอคอยการมาของลูกหมาตัวใหม่กันทั้งนั้น แม่เลยใจอ่อน ยอมให้เลี้ยงในที่สุด “ห้ามให้มายุ่งกับต้นไม้แม่นะ!!” แม่กำชับ

และมันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อผมได้เจอเจ้าสองตัวนี้เป็นครั้งแรก…

วันแรกอุนอุนกับเรเข้ามาอยู่ในบ้านผม พวกมันดูตื่นสถานที่อย่างมาก ทุกครั้งที่ผมหรือคนในบ้านเดินออกไปไกลจนพวกมันมองไม่เห็น มันจะเริ่มร้องอิ๋งๆทันที บางครั้งถึงกับมีน้ำตาออกมาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นถึงจะเชื่อว่าหมาก็ร้องไห้ได้

ในคืนแรก ผมให้มันนอนบนพื้นห้องนอนผมซึ่งเป็นห้องแอร์ ผมลูบหัวกล่อมพวกมันไปด้วย และหากผมหยุดเมื่อไหร่ มันจะตื่นและเริ่มดูกังวลทันที

ผมกระซิบเบาๆ บอกทั้งอุนอุนและเรว่า

“ไม่เป็นไรนะ… ไม่เป็นไร…”

วันแล้ววันเล่าที่ผมเฝ้าดูแลพวกมัน จนวันหนึ่ง ความรู้สึกที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้าใจ อย่างน้อยก็ในช่วงอายุที่เป็นอยู่ แล่นผ่านจิตใจผมไปในขณะที่ผมกำลังค่อยๆกล่อมเด็กๆให้หลับไป

ณ ตอนนี้ ผมกำลังดูแลชีวิตอีกสองชีวิต…

ลองมานึกๆดูแล้ว…

เกิดมาผมไม่เคยต้องดูแลสิ่งใดเลย

อุนอุนและเรเป็นเด็กซนขั้นลิงเรียกพี่ หมีแพนด้าเรียกพ่อ ในช่วงเวลาว่างที่พวกมันไม่ต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัว (ซึ่งก็คือทั้งวันนั่นเอง)พวกมันชอบไล่ปล้ำกันชนข้าวของระเนระนาดไปหมด เลียโซฟาจนเปียกชุ่ม หรือไ่ม่ก็หาโอกาสแอบกระโจนลงแหล่งน้ำหรือบ่อโคลนทุกที่ในบริเวณบ้าน เลอะเทอะจนหน้าตาเหมือนหมาตัวละ 350 บาท (พร้อมกับทำหน้าตาพึงพอใจเป็นอย่างมากตอนที่พวกเราต้องช่วยกันเช็ดตัวและเป่าขนให้มัน) เวลาผ่านเพียงไปสองอาทิตย์มันกัดสายไฟพัดลมขาดไปสามเส้น มู่ลี่เหล็กก็เจ๊งไปหนึ่งแผง โซฟากระเจิงไปหนึ่งตัว ต้นไม้พังอีกนับไม่ถ้วน (ขอโทษนะแม่) และอื่นๆอีกมากมายที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะนำมาเผยแพร่ในวรรณกรรมเพื่อเยาวชน

และสิ่งหนึ่งที่กลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันของผมกับพี่ชายและพี่แม่บ้านทั้งสองก็คือการไล่เช็ดอุนจิของเจ้าสองตัวนี้ และให้ตายเหอะ แม่งขี้บ่อยฉิบหาย ผมได้ลองมีประสพการณ์มาหมดแล้ว ทั้งกองเล็กกองใหญ่ เหลวหรือแข็ง ดำหรือเขียว บนพื้นหรือบนบันไดหรือแม้กระทั่งบนโซฟา มาวันนี้ผมกล้าประกาศว่าประสพการณ์ด้านขจัดสิ่งปฏิกูลของผมนั้นไม่เป็นรองแม้กระทั่งพนักงานดูดส้วม รุ่นใหญ่ ใจนิ่ง ชนิดที่ว่าจับขี้มือเปล่าแล้วยังกล้าเอามือมาคีบบุหรี่ดูดต่อ

แต่ในความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ก็มีเรื่องมหัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง

หรืออย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผม

…ผมกลับรักเจ้าสองตัวนี้มากขึ้นทุกวัน

ทุกครั้งที่มันทำอะไรเลอะเทอะเรี่ยราด ผมตีพวกมัน แต่ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพื่อสั่งสอน (เสร็จแล้วก็รีบไปลูบหัวง้อ เพราะกลัวหมาเกลียด)

ทุกครั้งที่มีของพังเสียหาย ผมรู้สึกว่าตัวผมเองต้องรับผิดชอบ และมองเป็นความผิดของตัวเองที่ยังอบรมพวกมันไม่ดีพอ

และทุกครั้งที่พวกมันอารมณ์ดี ผมก็มีความสุขไปด้วย

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคนเย็นชา ขี้รำคาญและบ้าหลักการอย่างผมเป็นอย่างมาก ผมผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในการตัดเยื่อใยกับทุกสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญในชีวิต กลับมาพบว่าตัวเองกำลังยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าตัวผลิตสิ่งปฏิกูลสองตัวนี้อยู่กันอย่างมีความสุข

ผมจึงสังสัย…

ผมสงสัยว่าแม่กับพ่อรู้สึกแบบนี้รึเปล่า…

แม่รู้สึกแบบนี้ไหม ตอนที่ผมยืนเลียทีวี ขี้เรี่ยราด หรือแม้กระทั่งแอบสูบบุหรี่ครั้งแรกในห้องน้ำที่บ้าน

แล้วพ่อล่ะ พ่อโทษตัวเองทุกครั้งหรือเปล่าที่ผมทำอะไรผิดพลาด

มันคือความรักในรูปแบบที่ผมไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยคิดว่าจะเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่น่าจะเข้าใจผ่านทางการเช็ดอุนจิอยู่ทั้งวันทั้งคืนแบบนี้

มันเป็นความปิติและความภาคภูมิใจที่แปลกประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกเติบโตขึ้นอีกขั้นใหญ่

การให้โดยไม่หวังอะไร… ผมเองก็เหมือนหลายๆคน เคยได้ยินคำพูดสวยหรูประโยคนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้ลองทำดูจริงๆเสียที

ความสุขใจ… คือสิ่งเดียวที่ตามมา

มาวันนี้ ลองมองย้อนกลับไปดูเรื่องราวของบั๊ก ลองดูผู้คนมากมายที่จางหายไปจากชีวิตผมทีละคนทีละคน

ภาพจางๆของผู้คนเหล่านั้น แลดูสูงส่ง ดูสวยงาม…

สวยงาม… ตามความทรงจำที่ผมเลือกที่จะเก็บไว้

และบางครั้ง มันก็เลิศเลอมากเกินไป

เพราะสิ่งที่หลงเหลือนั้นมักสวยงามกว่าสิ่งที่เคยเป็นจริง จนบางครั้งทำให้เราลืมเลือน…

ลืมไป นึกว่าการเก็บพวกเขาไว้ในที่สูง หลังจากที่พวกเขาจากเราไปนั้น เพียงพอแล้ว

ตัวผมเองก็เคยถามตัวเองทุกครั้งที่ร้องไห้กับการลาจาก

สงสัยว่าน้ำตาที่ไหล ไหลเพื่อคนที่จากลา หรือไหลเพื่อให้สามารถมองหน้าตัวเองได้ในวันถัดไป

แต่มาวันนี้ ด้วยสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอุนของอุนอุนและเร

ผมหวังว่าผมคงไม่ต้องถามคำถามนั้นอีก

…ตลอดไป

อุนอุน

อุนอุน

เร

เร
บั๊กกี้
บั๊กกี้

September 7, 2009 Posted by wannasingh | Catalyst | , , | 14 Comments