ชิ้นสุดท้าย
catalyst 23
นี่คิองานชิ้นสุดท้ายแล้วครับ ก่อนที่จะหยุดเขียนไปอีกหลายๆปี ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาตลอดนะครับ ขอบคุณจริงๆ (แต่ถ้ามีอย่างอื่นก็จะเอามา post เรื่อยๆนะ)
ละออง
หน้าที่ของพวกเราคืออะไร…
แกะสลักถ้อยคำ ร้อยเรียงทำนอง…
…แปรเปลี่ยนป็นยุคสมัย
เปิดดวงตา มองโลกกว้าง… แทนผู้คนนับล้าน
หลับตา สร้าง นิมิตรภาพ
… ของสิ่งที่โลก ควรจะเป็น
เราคือศิลปิน…
เราคือผู้คน
เราคือตัวคุณ
…
มันเริ่มจากการหลับตา
เราหลับตาและตื่นขึ้นมา สิ่งต่างๆรอบตัวแลดูเปลี่ยนไป ราวกับว่าเรื่องราวและวงจรที่จำเจในชีวิตประจำวันพร้อมใจกันหยุดอยู่กับที่ หยุดเพื่อให้เรามองดูพวกมันชัดๆอีกครั้ง
ละอองความคิดของความเป็นปัจจุบัน แผ่กระจายออกมาช้าๆจากสิ่งที่ไม่เคยบอกอะไรเรา ละอองที่เจือจางไร้รูป หากแต่มิได้ไร้ความหมาย เป็นดั่งเพชรในหินที่รอการเจียระไน
ฤดูกาล ลมหายใจ ท้องฟ้า ราตรี สวนหน้าบ้าน รอยช้ำใต้ขอบตา…
…แม้เคยผ่านมาแล้วนับร้อยครั้ง อาจเอื้อนเอ่ยบางสิ่ง …
เริ่มจากเราหลับตา
…
และพวกเราก็จะเริ่มเก็บเกี่ยว
…ความน่าสนใจมันอยู่ที่ตรงนี้
อะไรกัน ที่ทำให้บางคนเห็นบรรยากาศเป็นสี บางคนได้ยินความรู้สึกเป็นเสียง บางคนจดจำท่าทางเพื่อที่จะกลายเป็นคนอื่น หรือว่าบางคนเห็นจุดที่ควรไปตั้งดวงตาส่องสรรพสิ่งในมุมที่มันควรถูกมอง
ศิลปินทุกคนดูเหมือนเป็นผลผลิตของจักรวาลที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างกันออกไป
แต่ขณะเดียวกัน ความเป็นศิลปินก็ไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกให้เราแต่ละคนพิเศษกว่าใครๆ
มนุษย์ทุกคน.. ย่อมรู้สึกต่อสรรพสิ่งในทางใดทางหนึ่ง
ศิลปินก็เป็นแค่คนที่มีโอกาส
มีโอกาสบอกโลกให้รู้ถึงความรู้สึกของเรา
ความรู้สึก…
ความรู้สึกที่บ้างก็ตื้นเขิน บ้างก็ลึกซึ้ง
แต่ล้วนแล้วเลือนราง พร่ามัว
…
พวกเราไม่รู้ว่าเราได้เครื่องมือเหล่านี้มาจากที่ไหน
เครื่องมือที่ใช้ในการเจียระนัย เก็บเกี่ยวละอองแห่งยุคสมัยที่กระจัดกระจายอยู่ มาหลอมรวมเป็นเสียง เป็นการเคลื่อนไหว เป็นเรื่องราวหรือรูปภาพ เป็นถ้อยคำหรือท่าทาง
และเราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเราที่ถูกเลือกให้ทำหน้าที่นี้
แน่นอนว่าหลายๆอย่างย่อมมาจากการฝึกฝน คงไม่มีใครที่วิ่งได้โดยไม่เคยเดิน
แต่อะไรเล่า คือสิ่งที่บันดาลใจเรา ให้เราเลือกเดินไปในทางของเราตั้งแต่ตอนแรก
มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์…
ในทุกช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ ศิลปินไม่เคยหายไปไหน
จากผนังถ้ำจนถึงจอสว่างไสวของเครื่องคอมพิวเตอร์
แรงบันดาลใจ…
ไม่เคยหายไปไหน
พวกเรา… ไม่เคยหายไปไหน
แม้ไนเวลาปัจจุบัน… ช่วงเวลาที่ปัจเจกบุคคลมีเสรีมากกว่ายุคสมัยไหน แต่คนแต่ละคนกลับมีความหมายน้อยนิด เป็นได้เพียงแค่ฟันเฟืองของกาลเวลา
เรา… ก็ยังคงดำรงอยู่ …ในจำนวนที่มหาศาล
เราพูดกันมากขึ้น… แม้ว่าความหมายของคำแต่ละคำจะลดลง
เราแสดงออก… แม้ว่าหลายๆครั้งจะไม่มีผู้ชม
เราได้รับ สร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ ออกไปด้วยความรวดเร็ว
มันจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์…
ที่เราได้ช่วยกันสร้างยุคสมัยที่คนทุกคนมีสิทธิจะบอกให้โลกรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร
ยุคสมัยซึ่ง… ในอนาคต หากเราลองมองย้อนกลับมา และพยายามหาคำจำกัดความของช่วงเวลานี้
จะไม่มีกวี นักแสดง นักดนตรี หรือนักวาดภาพคนไหน ที่ถูกยกเอามาเป็นตัวแทนของคนรุ่นเรา
เพราะว่านี้คือยุคสมัยแห่งความแตกต่าง ที่พวกเราทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมา
ยุคที่เรา บอกโลกด้วยตัวเอง ว่าเราเป็นใคร
มันอาจจะยาก ที่จะโดดเด่น ในช่วงเวลานี้
แต่กลับกลายเป็นเรื่องง่าย ที่จะแตกต่าง
อาจเนิ่นนาน หากจะเก่งกาจ แต่กลับรวดเร็ว ที่จะเรียนรู้
เราคือศิลปิน… เราคือผู้คน… เราคือตัวคน
เราเป็น… เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา มีบางอย่างบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ
ละอองอันคละคลุ้ง
…ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ช่วยเจียระไน
และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ผมได้มีโอกาสบอกโลกว่าผมรู้สึกอย่างไร
อาจไม่มีผู้รับฟังมากนัก แต่อย่างน้อยก็พอมี
ด้วยเหตุนั้น ผมจึงขอบคุณ
…และเมื่อเวลาล่วงเลยไป เมื่อผู้คนเริ่มหันมาข้างหลัง
ผมก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของละอองแห่งยุคสมัย
ดังเช่นที่พวกคุณทุกคนเป็น
และด้วยเหตุนั้น
ผมดีใจ…
แถมด้วย MV ตัวใหม่ Stardust:ละอองดาว โดย Rhashomon
ไม่ได้ up เสียนาน
ไม่ได้เข้ามาเช็คตั้งนานด้วยนิ คนหายไปไหนหมดล่ะนี่ หรือว่าเป็นนักเขียนจะขาลงแล้ว 55 (ดีครับ จะได้เป็นนักดนตรีขาขึ้น) ตอบตามใจออกเดือนมีนานี้นะครับ ใครจะถามก็รีบถามเน่อ จะจบคอลัมน์แล้ว ใครสนใจก็ไปเจอกันที่งานหนังสือนะครับผม ปลายเดือนมีนา บู๊ทอมรินทร์ ที่เดิม
ป.ล. ยินดีกับน้องมายด้วยเน่อที่สอบติด โชคดีครับ
Catalyst 15
เดี่ยว
ปรัชญามากมายที่พยายามเป็นตัวแทนของการแสวงหาคำตอบ
ความเปลี่ยวเหงาที่ไม่เคยจบสิ้นของผู้คน
ความเอ่อล้นของสิ่งว่างเปล่าในชีวิต…
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากหนึ่งคำถาม…
…หากแต่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกันนั้นไม่
“เราเป็นใคร”
คำถามอมตะที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย มันถูกเอ่ยถามบ่อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่แสนจำเจ
แต่ถึงแม้จะถูกพูดบ่อยเท่าไหร่ ความลึกซึ้งของประโยคคำถามสามพยางค์นี้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปตามจำนวนการใช้ที่มากมายมหาศาลของมัน …
…อย่างน้อยก็ในสายตาของมนุษย์
ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยยิ่งเลยผ่าน ยิ่งเราถามคำถามนี้มากขึ้นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นเหมือนว่าเราจะยิ่งถูกสายลมเบาๆ พัดพาออกไป ให้ค่อยๆลอยห่างจากคำตอบที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น
เรารู้จักตัวเองมากแต่ไหน
หากไม่ใช้เรา…
…แล้วใครเล่า จะเข้าใจ
ในฐานะมนุษย์หนึ่งคน ผมใช้ชีวิตรวมหมู่ดังเช่นที่ทุกๆคนทำ ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย ในถนนที่ผมเดิน ก็มีผู้คนย่ำก้าวเดินสวนทางมา และในที่ที่ผมทำงาน ก็มีอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ล่ะวัน ทำหลายๆสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับตัวผม
เส้นทางของเราล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกัน หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่าคนเรานั้นไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบ่งแยกออกจากกันและกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว องเรา่คล้ายคลึงกันกับผมคลึงกัน ด้แตกต่างกันมากนัก
แต่ถึงแม้กระนั้น ความเปลี่ยวเหงากลับไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนทุกคน หลายครั้งที่เราต้องนั่งอ้างว้างเดียวดาย รู้สึกเหมือนเศษธุลีของจักรวาลที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
ความรู้สึกนี้ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเท่าไร
ความเหงาเป็นตัวแปรคงที่ในสมการของชีวิตคน
และความจริงข้อนี้ที่ผมสังเกตเห็น ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้
“ทำไม…”
ความอยากทางเพศ… เรายังพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณในการสืบพันธ์
ความตาย.. ก็ยังสามารถเข้าใจ ว่ามันคือการควบคุมพลวัตรของทุกสรรพสิ่งในโลก
หรือแม้แต่ความรัก …หากมันจำเป็นจะต้องมีเหตุผล เหตุผลนั้นก็คงจะไม่ได้แตกต่างจากความอยากทางเพศไปมากนัก
หากแต่ความเหงา…
หากมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับพระเจ้าอยู่จริง…
…ทำไมนะ คนเราถึงถูกออกแบบมาให้อยู่กับมัน
ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย…
ผมอยู่กับแม่ พี่ชาย และแม่บ้านอีกสองคน ตามปกติของทุกครอบครัว เรารักกัน เราห่วงใยซึ่งกันและกัน และเราพูดคุยกันเป็นปกติ แม่ของผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของคนทุกคนในบ้านมาก แม่จะพยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตร่วมกันให้สมเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่พี่ชายของผมก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นที่ชอบพอของคนทุกคนที่รู้จักเขา พี่แม่บ้านทั้งสองคนก็เป็นคนดี คอยดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่เชื่อใจได้
บ้านของผมเป็นบ้านที่ดี
…แต่ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง
ผมกลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในบ้านนี้กลับไม่เคยหยุดรู้สึกอ้างว้าง
ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แม่และพี่ชายผมมีความสุข ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการอะไรในชีวิต ผมไม่รู้ว่าพี่แม่บ้านทั้งสองคนเขาทำอะไรกันบ้างในยามที่ไม่ได้ทำงานบ้าน ผมดูไม่ออกว่าวันไหนที่ครอบครัวของผมกำลังกลุ้มใจ และผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้คืออะไร
ได้หลังคาเดียวกันที่เราอยู่ร่วม บางครั้งเรากลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน
และหากลองมองในทางกลับกัน สำหรับพวกเขา ตัวผมเองก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้าในบางเวลา
ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง ไม่เคยเดินไปบอกใครให้หันมามองตอนที่ผมกำลังทุกข์ทรมาร ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังว่าจริงๆแล้วผมชอบทำอะไร หรือว่าผมมีความสุขกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ
หากความเหงาคือการต้องอยู่เดียวดาย แล้วเหตุใดเล่าผมจึงยังคงรู้สึกมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าผมจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้อยู่รอบกายแล้วก็ตาม
เหตุผล…
ข้อสรุปเดียวที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือความเหงานั้นคงที่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ คนเราเหงาตลอดเวลาและตลอดไป เราจะทำได้ก็เพียงแต่สร้างสถานการณ์สมมุติที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถบรรเทาความอ้างว้างเดียวดายได้
เรากอดกันเพียงเพื่อให้ได้รู้สึกอยู่ใกล้
เราเล่าเรื่องของตัวเราให้คนอื่นรับรู้ หวังว่าคนรอบข้างจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของเรา
แต่ท้ายสุดแล้ว ความอ้างว้างไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเรา
หากการอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้างแล้ว บางทีเราอาจจะต้องทำความเข้าใจปัจจัยแห่งความเหงาเสียใหม่ เพียงเพื่อเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับมันได้
บางทีความเหงานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนของความสัมพันธ์ บางทีความเหงาอาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม ความเหงาอาจจะเกิดจากหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็เป็นได้
“เราเป็นใคร”
คำถามที่แสนจะจำเจ …
คำถามที่น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่ารู้คำตอบอยู่ในใจ
การส่องกระจกทุกวันไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รูปลักษณ์ที่ส่องสะท้อนอยู่บนเรือนกระจกนั้น หากนับดูแล้วคงไม่เท่ากับหนึ่งในพันของสิ่งที่เราเป็น การที่ตัวตนของคนเราจะสามารถ “เต็ม” จริงๆได้นั้น เราคงจะต้องใช้อะไรที่ลึกซึ้งกว่ากระจกหนึ่งบานอยู่มากโข
แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถหยุดยั้งความอยากที่จะค้าหาความหมายให้กับตัวเอง ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่สมบูรณ์ปากกว่าสัตว์เดินสองเท้าที่เกิดมา แล้วก็ตายจากไป
บางคนวิ่งหา “มิตร” เพื่อหาเงาสะท้อนของตัวเองในสายตาของผู้อื่น บ้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อระบุตัวเองกับแนวคิดหรือปรัชญาที่จับต้องได้ยาก
แต่ไม่ทางเลยที่คนอื่นจะสามารถรู้จักตัวตนจริงๆของเรา และบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร
เราวิ่งเข้าหากัน เพียงเพราะเรา “เหงา”
เราหวังว่าผู้อื่นจะสามารถเชื่อมต่อกับเรา และบอกเราได้ว่าอะไรที่มันขาดไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยสัมผัส หรือว่าคำพูดของผู้อื่น
ใช่หรือไม่ …คนเราเหงาเพราะว่าเรากำลังวิ่งหาตัวเอง
เราเหงา… เพราะว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับชีวิตที่เราใช้สอยอยู่ตลอดเวลา
เราเหงา… เพราะหลุมดำในจิตใจ ที่ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง
แต่ที่แน่แท้… การเสาะหาเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น มันเป็นการเดินทางภายในที่เรารู้แต่จุดหมาย แต่สิ่งที่ขาดหายก็คือจุดเริ่มต้น
ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่เลือกทางสะดวก เลือกที่จะไขว่คว้าหาไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ในทุกเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หากแต่ในจิตใจนั้นกลับรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ก็คือความเดียวดายอย่างไม่รู้จบสิ้นเมื่อผมเดินออกมาจากฝูงชน
ทุกวันนี้ เราพูดคุยกันตลอดเวลา เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายที่แสนสะดวกสบาย
เราเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่กันอย่างแออัด จนทำให้เราแทบจะไม่ได้อยู่คนเดียว
ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่แนบชิดกัน
หากแต่ความอ้างว้างนั้นกลับทวีคูณ
และเรายังคงใฝ่หา “ผู้อื่น” มาบำบัดความเหงานั้นอยู่เช่นเดิม
ค่อยๆแสร้งทำเป็นหลงลืม …
…ช่องว่างที่อยู่กลางจิตวิญญาณ
สามัญ
ทำไมรูปปกใบไม้แดงมันกลายเป็นรูปหนังสือกุ๊กกิ๊กวะ…
Catalyst 14
สามัญ
เรื่อยมา…
หนึ่งห้วงเวลาแห่งชีวิต
มนุษย์วิ่งเข้าหามัน เพียงเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่เรา “ควร” จะเป็น
แต่สิ่งที่น่าฉงนก็คือ …ความสามัญนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็นมากที่สุดไปด้วย
…และก่อนที่เราจะรู้ตัว
เวลาก็หมดลง
เราทุกคนก็จะเลิกไขว่ขว้า
หลับตาลง …
…กลายเป็นซากศพธรรมดาๆ
มันมีอะไรที่ไม่ปรกติอยู่ในความธรรมดา
บางครั้งเราเลือกที่จะใช้มันเป็นเกราะกำบังจากความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างใน แต่บางครั้งเราก็โยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อบำรุงภาพร่างแห่งอัตตา
บางเวลา เราปลอบใจตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเรานั้นปกติ หากแต่ในบางเวลา…ปัจจัยแห่งความสามัญที่ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรานั้นก็เป็นเหมือนคำด่าทอที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลชนิดไหนๆ
ไม่มีใครอยาก”ถูกมอง”ว่าธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากจะ “ผิดปกติ”
เหตุใดกันหนอ ทุกครั้งที่เรามองลึกลงไปในแก่นของวงจรเวลาที่เราได้รับมาในโลกใบนี้ แล้วเรามักจะเจอแต่ปัจจัยที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลกไร้สาระทุกครั้งไป
เราต้องการชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เป็นธรรมดาของคนทุกคน
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
“การยอมรับ” และ “ความแตกต่าง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
มองมุมหนึ่ง บางทีเราอาจล้วนแตกต่าง ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกที่ไม่มีใครเหมือนกันในจักรวาล
หากแต่มองอีกมุม เราอาจจะคล้ายคลึงกันเกินแยกแยะ เป็นเพียงเสี้ยวเศษหนึ่งของสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ
ความเป็นไปได้มีทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ในสายตาของจักรวาลนั้น ความแตกต่างของพวกเราคงจะมีน้อยเกินแยกแยะ หากแต่ในโลกของปัจเจกบุคคลที่มีแต่ตัวเราดำรงอยู่ สายตาของเราก็คงจะแยกตัวตนของตัวเราเองออกจากทุกๆคนที่เหลืออย่างชัดเจน
ทำไมเราถึงต้องการความธรรมดา?
ในการทำความเข้าใจคำถามนี้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ที่จะลองมองย้อนกลับมาอีกคำถามหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่เรากำลังค้นคว้าอยู่ ณ ตอนนี้
อะไรคือความธรรมดา…
แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว มันอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมานั่งถกกันถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความธรรมดาในเชิงปฏิบัติ หากแต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของความธรรมดาก็คือตรงที่ความธรรมดานั้นเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ
เฉกเช่นเดียวกับทุกสิ่งในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่ามีขั้วตรงข้าม
ธรรมดาเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความไม่ธรรมดา
สิ่งนี้เริ่มต้นจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เพ่งมองสรรพสิ่งในเชิงเทียบเคียงอย่างสม่ำเสมอ
สูง ต่ำ มืด สว่าง
ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งจ้องมองสิ่งที่คนอื่นทำตลอดเวลา ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งนับจำนวนผู้คนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกันโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขดังต้องมนต์สะกด
ทำไมเราถึงต้องเดินข้ามธรณีประตูของวัด และทำไมการเหยียบมันถึงเป็นสิ่งที่ไม่พรึงกระทำ ทำไมพยางค์ที่สามในวรรคที่สองของกลอนแปด ถึงต้องสัมพันธ์กับพยางค์สุดท้ายของวรรคแรก ทำไมการใส่สูทถึงเป็นสิ่งที่สุภาพกว่าการใส่เสื้อยืด
เหตุใดผู้หญิงถึงไม่ควรสูบบุหรี่
เหตุใดจึงคนทุกคนถึงควรมีงานทำ
สิ่งเหล่านี้คือความธรรมดา… เช่นนั้นหรือ?
บางทีมันอาจจะไร้ประโยชน์ในระดับพอสมควรที่จะมานั่งถามคำถามเหล่านี้ หรืออาจเป็นได้ที่การตั้งคำถามนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเทียบเคียงสัจจะได้ก็คือ มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริงของบรรทัดฐานทุกข้อที่เพิ่งกล่าวมา ส่วนพวกเราส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นอาจจะไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่
ถึงแม้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ยังคงโอบกอดข้อกำหนดเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น เหมือนกับว่ามันเป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากได้
ทำไม…?
ก็ยังคงเป็นคำถามนี้เช่นเดิม
…
แล้วเหตุใดเล่า คนเราถึงต้องหวาดกลัวความสามัญ
ทั้งๆที่หมดชีวิตเราขยาดความแปลกแยก หากแต่ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวที่จะตายโดยไม่แตกต่าง
มันเหมือนกับการต่อสู้ระหว่างอัตตาและสัญชาตญาณทางสังคม
สุดท้ายคนเราก็ได้แต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่ต้องการที่สุดมาสวมวิญญาณตัวเอง
บางคนสวมเสื้อสีต่างๆ เพียงเพื่อให้รับรู้ได้ว่าความหมายนั้นได้มาเยือนชีวิตของตน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ต้องสวมเสื้อสีเดียวกับทุกคนก็ได้
บางคนเลือกประดับประดาอัตตาด้วยยศถาบารมี
ทั้งๆที่คนที่รักและเคารพเขาจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขามีตำแหน่งอะไร
…เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้แต่ตัวผมเองที่กำลังพูดเหมือนกับว่ามองทุละสัจจะชีวิตในทุกชั้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมวิจารณ์ไปมากนัก
เหตุผล…
..เพียงเพราะผมเป็นคน…
เช่นนั้นหรือ?
ความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ล่าและหลีกหนีความสามัญนั้นช่างแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในรูปแบบที่อธิบายยาก
บางครั้งเราร้องไห้แทบเป็นแทบตายอยู่ภายใน แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด เพียงเพราะเราเชื่อว่าเรื่องที่เราทุกข์อยู่นั้นมันช่าง “แสนธรรมดา” และเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าเรา “มีชีวิต”
โอกาสในการหลุดพ้น หรือว่าเริ่มต้นใหม่นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของความปรารถนาสูงสุดของคนแทบจะทุกคน
แม้แต่คนบ้า ก็ยังอยากเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่คนที่อยู่สูงที่สุด ก็ยังคงหวาดกลัวการเลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่โอกาสนั้นไม่เคยมา
ได้แต่รอเวลา
ที่จะหลับตาลง …เหมือนกับคนทุกคน
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



