Toilet for thoughts

ส้วมความคิด by วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

เพลง Too long : Rhashomon

เพลง too long โดย Rhashomon (ราโฌมอน)

ฟังได้ที่นี่ 

เมื่อตอนวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูบ้านเมืองของเราแล้วก็เศร้าใจ ดูข่าวไปก็แทบจะร้องไห้

แต่สุดท้ายพอถามตัวเองว่า “จะช่วยอะไรได้บ้าง” ก็ไม่รู้คำตอบ
สุดท้ายก็ได้แต่ช่วยกับเพื่อนๆในวง Rhashomon (ราโฌมอน) ของผม (สิงห์ สิน และฟ้า) ทำเพลงนี้ขึ้นมา

และหลังจากที่ได้รับ ฟอร์เวิร์ดเมล “&” มา ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยส่งข้อความนี้ออกไปในรูปแบบที่ตัวเองจะทำได้ เพื่อว่าอย่างน้อยเราก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเรารู้สึกอย่างไร (หากใครยังไม่ได้อ่านเมลนั้นก็อ่านที่แปะมาข่างล่างนี้แล้วกัน)

เลยได้ทำ clip video นี้ออกมา เพราะว่าอยากให้ทุกคนได้ฟัง และเพื่อสนับสนุน campaign online “&” ครับ

“&” สิงห์ Rhashomon
(วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล)

ถ้าชอบก็ขอร้องว่าช่วยๆกันก็ทำเป็น forward mail ส่งๆกันไปหน่อยนะครับ ขอบคุณมาก

ฟังเพลงเราเพลงอื่นได้ที่ www.myspace.com/rhashomonband

หรือถ้าชอบเพลงนี้ โหลดฟรีได้ที่ link นี้นะ : http://cid-cfb1db0bac004630.skydrive.live.com/self.aspx/Public/Too%20long.mp3

 

Forward Mail: “&”


“&”


คุณมีความรู้สึกแบบนี้รึเปล่า?

“อยากช่วย… แต่ทำไงฟะ”

&

“เซ็งเป็ด”

&


” แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”

&

” อยากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้ 

&

“เมืองไทยที่กรูโตขึ้นมาตอนเด็กๆมันหายไปไหนเนี่ย”

   &

“ประเทศไทยมา D.I.Y. กันดีกว่า

&

“ฯลฯ”


…คำถามก็คือ

คุณรู้ตัวไหมว่ามีคนที่คิดแบบเดียวกันนี้ในสังคมไทยเยอะมาก?

และคำถามที่สำคัญกว่า…


ทำไมพวกเราถึงรวมพลังกันไม่ได้เลย?

 

“&”


“บ้านเราเป็นของใคร” 


นักการเมือง & เศรษฐี  & ฝ่ายโน่นนี่ 

 


& เด็กชายดำ

 & ป้าแห้ว

& นายหนุ่ย


&

“เรา”

&

“คุณ”


มาร่วมกันแสดงความเป็นเจ้าของสังคมด้วยการเอาเครื่องหมาย “&” ไปเป็นของคุณ


เพียงเปลี่ยนชื่อ หรือ status ใน

msn, google talk, hi5, facebook, myspace, webboard username,

post ใน blog, หรือ ฯลฯ

 

(ดูตัวอย่างได้ใน facebook, hi5 และ MSN ได้จากรูปที่แนบมากับเมล) 


e0b895e0b8b1e0b8a7e0b8ade0b8a2e0b988e0b8b2e0b887e0b882e0b989e0b8ade0b884e0b8a7e0b8b2e0b8a1e0b983e0b899-msn

e0b895e0b8b1e0b8a7e0b8ade0b8a2e0b988e0b8b2e0b887e0b983e0b899-facebook

e0b895e0b8b1e0b8a7e0b8ade0b8a2e0b988e0b8b2e0b887e0b983e0b899-hi5


 

     

&” ไม่ใช่ของกลุ่มใด แต่เป็นของเราทุกคน 

&” เป็น “เพียงเครื่องมือ” ที่จะช่วยให้เราทุกคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกัน สามารถอยู่ร่วมกันและสามารถบอกสังคมให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราได้

 

และหากคุณเริ่มใช้ ตอนนี้ อีกไม่นานคุณก็จะพบว่ารอบตัวมีคุณที่ “รู้สึก” เหมือนกันอยู่อีกมากมาย




หากเห็นด้วย  กรุณาส่งต่อ และนำ “&” ไปเป็นของคุณ



“&”

April 29, 2009 Posted by wannasingh | Uncategorized | , , , , , , , , , | 18 Comments

ตอบคำถาม “ตอบตามใจ”

นานๆโดนรุมวิจารณ์ก็ช่วยสะท้อนตัวเองดีเหมือนกันเนอะ ไปcomment กันได้เน่อที่ http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=11299&st=0 ครับผม

ตอบตามใจ 26

ถ. ขนรักแร้ มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องมีด้วย ถ้ามันมีประโยชน์ แล้วทำไมผู้หญิงถึงไปเอาออกกัน ฝากด้วยนะครับ

memento69

ต. เผอิญคำถามนี้เป็นคำถามที่คุณ memento69 ไป post ไว้ในเวปไซต์ของผม wannasingh.wordpress.com จึงมีคนเข้ามาร่วมตอบมากมาย จะขอลองเอาคำตอบจากทางบ้านมาให้อ่านกันดูนะครับ

planning:เค้าว่าถ้ามีขนรักแร้กลิ่นตัวจะลดลง เค้าว่าน่ะ ไม่อาจแน่ใจ5555+ ถามเพื่อ???? (ทัศนะ: ไม่น่าจะจริงนะครับ ผมได้พบผู้คนมากมายที่มีขนพานพุ่มดุจดั่งลิงอุรังอุตัง แต่ก็ยังมีกลิ่นตัวอันแสนอัปยีอยู่ดี)

ข้าวตู: ขนรักแร้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ (ทัศนะ: ผมว่าขนจมูกน่าสนใจกว่านะ)

Moochum : ขนรักแร้ มีไว้เพื่อให้ดูดซับเหงื่อ มั้งค่ะ หุหุ ผู้หญิงต้องกำจัด เพราะคิดว่ามันดูน่าเกลียดถ้ามันยาวอกมา (ทัศนะ: ตอนนี้ผมอยู่ที่เยอรมัน ได้พบเจอสตรีมากมายที่ไม่ยอมโกนขนแพลม สาเหตุนั้นมิอาจทราบได้)

Kati: ขนรักแร้มีไว้ประดับบารมี 55 ( ทัศนะ:ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมอยากขอดูรักแร้คุณหญิงพจ”มาร”จริงๆ)

ถ:ทำไมพี่สิงห์ถึงเป็นคนแบบนี้ คือหมายถึงสำนวนการเขียนของพี่น่ะ มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที เลยเหรอพี่ ของแบบนี้มันถ่ายทอดกันทางสายเลือดได้ด้วยเหรอ ?

Fang

ต: แล้วสำนวนผมเนี่ยมันเป็นยังไงรือ (วระ) ?

ผมก็อ่านงานเขียนของคนอื่นๆในบ้านเหมือนกันนะครับ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคล้ายกันมากนัก หากจะเปรียบเทียบ ผมมองว่างานของผมใกล้เคียงกับของพ่อมากที่สุดในเชิงเนื้อหา (ไม่ใช่คอลัมน์นี้นะ ตอบตามใจที่เอาไว้ระบายความปัญญาอ่อนส่วนตัวเฉยๆ) แต่เรื่องสำนวนก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ครับ

มันมาจากสายเลือดรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่พ่อกับแม่ก็เลี้ยงผมกับพี่ชายมาให้รู้จักคิดไตร่ตรองทุกสิ่งตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมที่เล็กน้อยแค่ไหนของชีวิต ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมได้จากพ่อแม่มาก็น่าจะเป็นวิถีทางในการคิดครับ แต่เรื่องของสำนวนนี่มาหาเอาเองมากกว่า (ถ้าลองกลับไปดูงานชิ้นแรกๆนี่ จะเห็นว่าสำนวนค่อนข้างต่างจากปัจจุบันพอควร)

ส่วนสำนวนปัญญาอ่อนทั้งหลายนี่แทบจะมาจากพี่ชายล้วนๆครับ (ไม่ใช่แค่ในงานเขียน รวมไปถึงการพูดจาปกติด้วย)

ถ. รวมมิตรต่างกับพันธมิตรยังไงคะ?

Boodude

ต: รวมมิตรมีไว้เพื่อสนองความอยากทางความหวานของคน ส่วนพันธมิตรมีไว้เพื่อสนองความอยากทางศีลธรรมของคนครับ

ถ: พี่สิงห์คิดว่า การเมืองไทยจะเป็นยังไงต่อไปค่ะ ช่วงนี้วิกฤตเลย คนในชาติทะเลาะกันเอง  ^^”

moochum

ต: ผมไม่รู้ว่าตอนที่ทุกคนอ่านคอลัมน์นี้อยู่การเมืองไทยจะเป็นยังไงบ้างแล้วนะครับ แต่สถานการณ์ตอนนี้ (วันที่ 12 กันยายน 2551) จะเรียกว่าตกต่ำถึงขีดสุดแล้วก็ได้ ผมเองก็ตอบไม่ได้ว่าทางออกจะอยู่ที่ตรงไหน เพราะดูเหมือนว่าฝ่ายไหนๆก็ต่างโอบกอดหนทางของตัวเองเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีใครยอมใครเลยสักนิด

ปัญหาของการเมืองบ้านเรามีปัญหาอยู่สองสามอย่างครับ อย่างแรกเลยคือเรามีระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้ยึดถือแนวทางความคิด หากเรามองดูประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรงในหลายๆประเทศ เราจะเห็นได้ว่าพรรคแต่ละพรรคจะมีเสนอแนวทางในการบริหารบ้านเมืองที่ชัดเจนและแตกต่างกันออกไป หากเป็นพรรคเสรีนิยม (Liberal party) ก็จะเน้นตลาดเสรีและการเปิดประเทศเป็นหลัก หากเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative party) ก็จะเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและรัฐสวัสดิการ เป็นต้น แต่ในประเทศไทยที่ผ่านมาจะมีก็แค่ไทยรักไทยเท่านั้นที่มีหนทางที่ชัดเจน (แต่ก็ไม่ใช่ว่าดีนัก) พรรคที่เหลือก็เป็นแค่สถาบันกลวงๆที่อนุญาตให้นักการเมืองย้ายไปมาได้เรื่อยๆ หรือแม้กระทั่งประชาธิปัตย์ที่อยู่มานานที่สุดก็เป็นประชาธิปัตย์ (Democrat) เพียงแค่ชื่อ ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยเห็นนโยบายของพรรคนี้มีแนวทางที่ชัดเจนสักที

เพราะเหตุนี้ การต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทยก็เลยไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนการอภิปรายทางความคิด แต่มาเถียงกันเรื่อง “ศีลธรรม” และ “ความดี-ความชั่วมากกว่า” ซึ่งไอเรื่องพวกนี้มันก็ปั้นให้ผิดถูกได้ตามใจคนพูด และนอกจากนั้นหลายๆฝ่ายก็ต่างพากันอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ในเรื่องที่ไม่มีสีขาวดำสุดขั้ว เพราะ ฉ นั้นก็เลยเถียงกันไม่ตกสักทีนั่นแหละครับ เสียเวลาจริงๆ

และที่ผมเป็นห่วงประเทศไทยมากๆก็คือเราสนใจแค่เรื่องความโปร่งใสของรัฐบาลและเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป (ถ้าจะมีนะ) ซึ่งแน่นอนว่าพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญแต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีใคร “เถียง”กันในประเด็นอาทิเช่นนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต รัฐสวัสดิการ การสร้าง infrastructure ให้กับประเทศในระยะยาว หนทางของการศึกษา ฯลฯ เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องพวกนี้นั่นแหละที่มีผลกับชีวิตคนทั่วไปจริงๆ ไม่ใช่ว่าวัวตัวไหนบ้างที่นั่งอยู่ในสภาฯ

แต่แน่นอนครับ พูดไปตอนนี้ใครจะฟังนิ

September 15, 2008 Posted by wannasingh | ตอบตามใจ | , , | 7 Comments

รั้ง

Catalyst 10

รั้ง

“เพราะบางครั้ง

…คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา”

วันนี้วันที่ 30 สิงหาคม 2551

ผมนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กลางที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

…ผมมาที่นี่เพื่อเขียนหนังสือ

วันนี้ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรก ค่อนข้างแปลกใจและตระกานตากับสิ่งที่เห็น การได้เห็นตึกทำเนียบฯที่ปกติเป็นที่ทำงานของรัฐบาลมีคนมากางเต็นท์นอนเต็มไปหมดในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์มันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมาดูของจริง ความรู้สึกนั้นก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันในระดับที่พอสมควร … แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนักว่ามันคือความรู้สึกแบบใด

ผู้คนเนืองแน่น บ้างก็นั่งอยู่เฉยๆ บางก็เต้นรำไปกับเสียงเพลงที่กำลังดังมาจากบนเวที มีร้านขายอาหารและอุปกรณ์อำนวยสะดวกอยู่เต็มไปหมด และในมือของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นมีอุปกรณ์สร้างเสียงปรบมือที่ทำมาจากพลาสติกอยู่ เกือบทุกคนปรบมือตามจังหวะไปพร้อมๆกับเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมคล้ายๆกับว่าผมกำลังอยู่ในเทศการดนตรีกลางแจ้งก็ว่าได้

เพราะ ฉ นั้น หากจะถามว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาเห็นของจริง

…บางทีอาจจะเป็นความผิดหวังและความโล่งอกที่ผสมปนเปกันไป

มันเป็นเวลาบ่าย แสงแดดจ้า สะท้อนกับสีเหลืองทำแสบตาไปหมด ผมเดินรอบทำเนียบฯครบหนึ่งรอบแล้ว ขาเริ่มล้า ผมตัดสินใจเดินออกข้างทาง นั่งลงข้างใต้เต็นท์สีฟ้าที่มีผู้ชุมนุมรุ่นคุณป้าอยู่มากมาย ผมลองพูดคุยกับกลุ่มคุณป้าๆดู ซึ่งทำให้นอกจากผมจะได้ทราบว่าพวกแกไม่รู้จักวงอพาร์ทเมนท์คุณป้าแล้ว ผมก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าเหตุผลที่พวกคุณป้าทุกคนมีร่วมกันในการออกมาชุมนุมก็คือความเกลียดชังในรัฐบาลและความรักที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ตัวผมเอง ผมเข้าใจคุณป้าๆเค้า แต่ผมก็ไม่อาจบอกได้ว่าผมมีความรู้ร่วมไปกับพวกแกเท่าไรนัก

บางทีมันอาจจะเป็นโรคภัยแห่งยุคสมัย คนรุ่นผม(ซึ่งก็รวมถึงตัวผมด้วย)ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นเข้าใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม อย่างเช่นทำไมชนชั้นรากหญ้าถึงรักทักษิณ ทำไมคนชนบทถึงชอบกินเหล้าเถื่อน ทำไมดาราถึงชอบทำตัวให้เป็นข่าว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ทำได้แค่พยายามจะเข้าใจ สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือแสดงออกส่วนใหญ่มันก็มักจะมาจากความคิดที่ผู้คนรอบตัวบอกกล่าวต่อๆกันมา มันไม่มีวันที่เราจะเข้าใจได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวันมันก็แสนหนักหนามากพอที่จะบังคับให้เราเข้าใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าผมคิดว่าผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจ

…แต่วันนี้ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

สำหรับผมในตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่าสนามรบแห่งนี้คือที่ที่ความถูกต้องและความชั่วร้ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่ในใจแล้ว ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครคือรัฐบาล ใครจะแฉใคร หรือว่าใครจะชนะ

ชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบังคับให้ผมต้องสูญเสียความไร้เดียงสาไป

ความไร้เดียงสาที่จะช่วยให้ผมเชื่อได้ว่าการมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันนี้จะนำพามาซึ่งพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

อาจจะฟังดูแปลก แต่สำหรับผมแล้ว การสูญเสียความไร้เดียงสาไม่ได้เท่ากับการละทิ้งจิตวิญญาณที่โหยหาสังคมที่ถูกต้องและงดงาม

ผมไม่รู้ว่าวันที่ทุกคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล หรือประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

แต่คำถามที่กล่าวมา ไม่ใช่สิงที่ผลักดันให้ผมมาที่นี่ในวันนี้เลย

วันนี้ ผมมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัว…

“บางครั้ง คนเราก็ต้องย้อนกลับไปยังที่ที่จากมา…

…เพียงเพื่อให้รู้ว่ามันถูกต้องแล้ว ที่จากไป”

มันมีครั้งหนึ่งที่ผมเคยอุทิศตัวเพื่อการคลื่นไหวทางการเมืองของประชาชน

ตอนนั้น ผมเชื่อว่าหากเรามีสังคมที่สมาชิกทุกคนใส่ใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรอยู่ และยินดีโถมกำลังเพื่อขับไล่ใครก็ถามที่กำลังเหยียบย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราแล้ว ประเทศไทยที่คนไทยทุกคนอยากเห็นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน

ผมเคยจัดม็อบเล็กๆของตัวเอง เคยทำใบปลิวปลุกระดมแจกจ่ายไปทั่ว เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ไม่มีใครฟังและเคยโกรธเคืองเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมรับฟังผม

ในอดีต ผมเคยทำเช่นนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพียงความต้องการเบื้องลึกที่ต้องการจะต่อสู้กับร่มเงาของพ่อกับแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจ ก็คือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในประชาธิปไตยของตัวผม ความเชื่อที่ในวันนี้ผมช่างเสียดายและคิดถึงมากเหลือเกิน

ผมคงจะไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าเกิดขึ้นอะไรบ้างกับบ้านเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ตัวผมไม่เลิกหวังที่จะเห็นสังคมไทยแบบที่ผมอยากเห็น แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นที่บอกให้ผมมานั่งทบทวนในส่วนของ “วิธีการ” ที่ผ่านมาของตัวเองดู

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี่เองที่โลกของผมได้ถูกเปิดออก

ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเริ่มต้นทำงานพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว

ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พวกเราเป็นเพียงแค่นักศึกษา และสิ่งที่เราเป็นก็อนุญาตให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก เราอาจจะอยากช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านที่พังงาที่ต้องพังทลายลงหลังจากสึนามิถล่ม แต่นอกจากเราจะไม่สามารถตอบได้ว่าคำกว่า “ชีวิตที่ดี” คืออะไรแล้ว เราก็ทำได้อย่างมากก็แค่ลงไปสร้างสิ่งต่างๆที่พวกเขาอาจจะต้องการในเวลานั้นๆ แต่มันก็ยังห่างไกลจากการทำให้ชีวิตพวกดีขึ้นอยู่มากนัก

เราอาจจะอยากทำให้คนจนไม่ต้องอยู่อย่างทุกทรมาร แต่เราทำได้อย่างมากก็แค่เอาอาหารไปให้เขากินมื้อต่อมื้อ

เราอาจจะอยากปลุกสังคมไทยให้ตื่นจากการหลับใหล แต่สุดท้าย สิ่งที่เราทำก็เพียงร่ำร้องตระโกนป่าวประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร

ซึ่งในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาคมก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลเล็กๆแบบเดียวกัน มันเริ่มต้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด จนเกิดคลื่นเล็กๆที่กระเพื่อมผ่านสายน้ำแห่งประชาชนจนกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยทั้งประเทศไปในที่สุด

แต่ในเวลานี้ นี่คืออีกยุคสมัย และแต่ละยุคก็ต้องการทางออกที่แตกต่างกันไป

โลกตอนนี้ช่างซับซ้อนเสียเหลือเกิน ไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน สีขาวกับดำที่แสนสวยงามก็ไม่มีมาให้เห็น ไม่มีหนามแหลมหนามเดียวที่ต้องกำจัดเพื่อให้โลกหมุนไปยังทิศทางที่ดีขึ้น

…โลกใบนี้ต้องการคำตอบที่แตกต่างออกไป

หลังจากเรียนจบ ผมมาทำงานด้านการระดมทุนด้านสังคมและได้ร่วมพัฒนาองค์กรพัฒนาสังคมในด้านต่างๆหลากหลายองค์กร ผมได้พบผู้คนมากมายที่เริ่มต้นทำสิ่งที่น่าชื่นชมในแบบที่ต่างกันออกไป และผมก็ได้เข้าใจว่าคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่การคาดหวังว่ากระบวนการตามระบอปประชาธิปไตยในวันหนึ่งจะสามารถให้กำเนิดผู้นำที่มีความชอบธรรมและคุณธรรมอีกต่อไป แต่มันอยู่ที่คนตัวเล็กๆทุกคนที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบกายในรูปแบบของตนเอง เริ่มต้นในทุกทางที่เขาทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ช่วยหมาป่วยในละแวกบ้าน ไปจนกระทั่งการสร้างกองทุนเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรรายย่อย

ผมได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรงและมีคุณธรรมนั้น จะเป็นสิ่งที่ตามมาเองหลังจากที่คนทุกคนได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของตัวเองแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ผมได้เข้าใจว่าการสร้างสังคมที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่วันเว้นวัน หรือว่าหนึ่งครั้งในรอบสามสิบกว่าปี การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากการอุทิศตนให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ในขณะเดียวกันมันต้องไม่ใช่การเสียสละ เพราะอาจจะมีคนเพียงแค่หนึ่งในล้านที่สามารถสละชีวิตตนเองไปกับอุดมการณ์ แต่ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพจากมันได้

และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะมาเดินทางสายนี้

แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้สละตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์

เพราะมันไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ชิงชังเหล่านักการเมืองที่กำลังย่ำยีความเป็นคนของพวกเราทุกคนอยู่ ไม่ใช่ว่าผมกำลังกล่าวหาว่าเหล่าผู้ออกมาชุมนุมนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินที่ยังหลงเชื่ออะไรหลอกเด็กต่อไป มันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าผมมีแต่ความเคารพขั้นสูงสุดให้กับคนทุกคนที่กล้าออกมายืนหยัดเพื่อความเชื่อของตน

แต่ “ความเชื่อ” นั่นแหละ คือสิ่งที่คิดว่าผมไม่มีอีกต่อไป

…แต่ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจ

เพราะ ฉ นั้น วันนี้ผมเลยมาที่นี่

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายร่างกายประชาชน ผมคิดว่ามันคงจะไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้แล้วที่จะลองย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของตนเองที่ได้ละทิ้งไปในเมื่ออดีต

กลับไปดูว่ามันถูกต้องแล้วหรือที่เราจากมา

และหากทางเลือกหนึ่งคือการอุทิศตนเพื่อต่อสู้กับอำนาจอันแสนชั่วร้าย ยอมตายเพื่อเพียงหวังว่าสังคมไทยจะตื่นจากการหลับใหล

กับอีกทางคือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ค่อยๆสร้างโลกที่อยากเห็นกับมือ ค่อยๆเรียนรู้คำตอบมากมายต่อคำถามที่ยังไม่พบเจอ และมั่นใจว่าในที่สุดเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้แน่นอน

หากผมต้องเลือก และไม่มีทางที่จะก้าวไปในทางเดินทั้งสองทางได้พร้อมกัน

ความร้อนระอุ …คำปราศรัย …เหล่าคุณป้าๆ

…มีบางอย่างในแสงตะวันที่บอกผมว่าผมเลือกถูกทางแล้ว

.

…..

……..

………

P.S. นี่เป็น web ที่ผมกับเพื่อนๆกำลังช่วยกันทำอยู่ครับ ทุกคนสามารถเข้าไปเสนอได้ว่าอยากให้ผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพฯจัดทำนโยบายอะไรหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว

http://www.ideabangkok.com/

หลังจากเราได้นโยบายที่มีคนโหวตมากที่สุดแล้วเราจะ เอามาทำเป็น policy brief ส่งให้กับผู้ว่าคนใหม่และมีการติดตามผลในภายหลัง

ฝากทุกคนเข้าไปร่วมออกความเห็นกันและบอกต่อๆกันหน่อยนะครับผม นี่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเท่ากับการเมืองระดับประเทศ​ ณ ตอนนี้ แต่ผมว่านี่ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยให้เราสามารถร่วมออกแบบนโยบายที่จะมีผลต่อชีวิตของเราได้เป็นครั้งแรกครับ



September 1, 2008 Posted by wannasingh | Catalyst | , , , , , | 17 Comments