ไม่ได้ up เสียนาน
ไม่ได้เข้ามาเช็คตั้งนานด้วยนิ คนหายไปไหนหมดล่ะนี่ หรือว่าเป็นนักเขียนจะขาลงแล้ว 55 (ดีครับ จะได้เป็นนักดนตรีขาขึ้น) ตอบตามใจออกเดือนมีนานี้นะครับ ใครจะถามก็รีบถามเน่อ จะจบคอลัมน์แล้ว ใครสนใจก็ไปเจอกันที่งานหนังสือนะครับผม ปลายเดือนมีนา บู๊ทอมรินทร์ ที่เดิม
ป.ล. ยินดีกับน้องมายด้วยเน่อที่สอบติด โชคดีครับ
Catalyst 15
เดี่ยว
ปรัชญามากมายที่พยายามเป็นตัวแทนของการแสวงหาคำตอบ
ความเปลี่ยวเหงาที่ไม่เคยจบสิ้นของผู้คน
ความเอ่อล้นของสิ่งว่างเปล่าในชีวิต…
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากหนึ่งคำถาม…
…หากแต่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกันนั้นไม่
“เราเป็นใคร”
คำถามอมตะที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย มันถูกเอ่ยถามบ่อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่แสนจำเจ
แต่ถึงแม้จะถูกพูดบ่อยเท่าไหร่ ความลึกซึ้งของประโยคคำถามสามพยางค์นี้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปตามจำนวนการใช้ที่มากมายมหาศาลของมัน …
…อย่างน้อยก็ในสายตาของมนุษย์
ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยยิ่งเลยผ่าน ยิ่งเราถามคำถามนี้มากขึ้นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นเหมือนว่าเราจะยิ่งถูกสายลมเบาๆ พัดพาออกไป ให้ค่อยๆลอยห่างจากคำตอบที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น
เรารู้จักตัวเองมากแต่ไหน
หากไม่ใช้เรา…
…แล้วใครเล่า จะเข้าใจ
ในฐานะมนุษย์หนึ่งคน ผมใช้ชีวิตรวมหมู่ดังเช่นที่ทุกๆคนทำ ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย ในถนนที่ผมเดิน ก็มีผู้คนย่ำก้าวเดินสวนทางมา และในที่ที่ผมทำงาน ก็มีอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ล่ะวัน ทำหลายๆสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับตัวผม
เส้นทางของเราล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกัน หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่าคนเรานั้นไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบ่งแยกออกจากกันและกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว องเรา่คล้ายคลึงกันกับผมคลึงกัน ด้แตกต่างกันมากนัก
แต่ถึงแม้กระนั้น ความเปลี่ยวเหงากลับไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนทุกคน หลายครั้งที่เราต้องนั่งอ้างว้างเดียวดาย รู้สึกเหมือนเศษธุลีของจักรวาลที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
ความรู้สึกนี้ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเท่าไร
ความเหงาเป็นตัวแปรคงที่ในสมการของชีวิตคน
และความจริงข้อนี้ที่ผมสังเกตเห็น ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้
“ทำไม…”
ความอยากทางเพศ… เรายังพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณในการสืบพันธ์
ความตาย.. ก็ยังสามารถเข้าใจ ว่ามันคือการควบคุมพลวัตรของทุกสรรพสิ่งในโลก
หรือแม้แต่ความรัก …หากมันจำเป็นจะต้องมีเหตุผล เหตุผลนั้นก็คงจะไม่ได้แตกต่างจากความอยากทางเพศไปมากนัก
หากแต่ความเหงา…
หากมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับพระเจ้าอยู่จริง…
…ทำไมนะ คนเราถึงถูกออกแบบมาให้อยู่กับมัน
ในหลังคาที่ผมอาศัย มีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ด้วย…
ผมอยู่กับแม่ พี่ชาย และแม่บ้านอีกสองคน ตามปกติของทุกครอบครัว เรารักกัน เราห่วงใยซึ่งกันและกัน และเราพูดคุยกันเป็นปกติ แม่ของผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของคนทุกคนในบ้านมาก แม่จะพยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตร่วมกันให้สมเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ขณะที่พี่ชายของผมก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นที่ชอบพอของคนทุกคนที่รู้จักเขา พี่แม่บ้านทั้งสองคนก็เป็นคนดี คอยดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่เชื่อใจได้
บ้านของผมเป็นบ้านที่ดี
…แต่ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง
ผมกลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในบ้านนี้กลับไม่เคยหยุดรู้สึกอ้างว้าง
ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แม่และพี่ชายผมมีความสุข ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการอะไรในชีวิต ผมไม่รู้ว่าพี่แม่บ้านทั้งสองคนเขาทำอะไรกันบ้างในยามที่ไม่ได้ทำงานบ้าน ผมดูไม่ออกว่าวันไหนที่ครอบครัวของผมกำลังกลุ้มใจ และผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้คืออะไร
ได้หลังคาเดียวกันที่เราอยู่ร่วม บางครั้งเรากลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน
และหากลองมองในทางกลับกัน สำหรับพวกเขา ตัวผมเองก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้าในบางเวลา
ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง ไม่เคยเดินไปบอกใครให้หันมามองตอนที่ผมกำลังทุกข์ทรมาร ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังว่าจริงๆแล้วผมชอบทำอะไร หรือว่าผมมีความสุขกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ
หากความเหงาคือการต้องอยู่เดียวดาย แล้วเหตุใดเล่าผมจึงยังคงรู้สึกมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าผมจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้อยู่รอบกายแล้วก็ตาม
เหตุผล…
ข้อสรุปเดียวที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือความเหงานั้นคงที่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ คนเราเหงาตลอดเวลาและตลอดไป เราจะทำได้ก็เพียงแต่สร้างสถานการณ์สมมุติที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถบรรเทาความอ้างว้างเดียวดายได้
เรากอดกันเพียงเพื่อให้ได้รู้สึกอยู่ใกล้
เราเล่าเรื่องของตัวเราให้คนอื่นรับรู้ หวังว่าคนรอบข้างจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของเรา
แต่ท้ายสุดแล้ว ความอ้างว้างไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเรา
หากการอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความอ้างว้างแล้ว บางทีเราอาจจะต้องทำความเข้าใจปัจจัยแห่งความเหงาเสียใหม่ เพียงเพื่อเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับมันได้
บางทีความเหงานั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนของความสัมพันธ์ บางทีความเหงาอาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม ความเหงาอาจจะเกิดจากหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็เป็นได้
“เราเป็นใคร”
คำถามที่แสนจะจำเจ …
คำถามที่น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่ารู้คำตอบอยู่ในใจ
การส่องกระจกทุกวันไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รูปลักษณ์ที่ส่องสะท้อนอยู่บนเรือนกระจกนั้น หากนับดูแล้วคงไม่เท่ากับหนึ่งในพันของสิ่งที่เราเป็น การที่ตัวตนของคนเราจะสามารถ “เต็ม” จริงๆได้นั้น เราคงจะต้องใช้อะไรที่ลึกซึ้งกว่ากระจกหนึ่งบานอยู่มากโข
แต่มนุษย์เราก็ไม่สามารถหยุดยั้งความอยากที่จะค้าหาความหมายให้กับตัวเอง ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่สมบูรณ์ปากกว่าสัตว์เดินสองเท้าที่เกิดมา แล้วก็ตายจากไป
บางคนวิ่งหา “มิตร” เพื่อหาเงาสะท้อนของตัวเองในสายตาของผู้อื่น บ้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อระบุตัวเองกับแนวคิดหรือปรัชญาที่จับต้องได้ยาก
แต่ไม่ทางเลยที่คนอื่นจะสามารถรู้จักตัวตนจริงๆของเรา และบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร
เราวิ่งเข้าหากัน เพียงเพราะเรา “เหงา”
เราหวังว่าผู้อื่นจะสามารถเชื่อมต่อกับเรา และบอกเราได้ว่าอะไรที่มันขาดไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยสัมผัส หรือว่าคำพูดของผู้อื่น
ใช่หรือไม่ …คนเราเหงาเพราะว่าเรากำลังวิ่งหาตัวเอง
เราเหงา… เพราะว่าเรารู้สึกแปลกแยกกับชีวิตที่เราใช้สอยอยู่ตลอดเวลา
เราเหงา… เพราะหลุมดำในจิตใจ ที่ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง
แต่ที่แน่แท้… การเสาะหาเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น มันเป็นการเดินทางภายในที่เรารู้แต่จุดหมาย แต่สิ่งที่ขาดหายก็คือจุดเริ่มต้น
ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่เลือกทางสะดวก เลือกที่จะไขว่คว้าหาไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ในทุกเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หากแต่ในจิตใจนั้นกลับรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ก็คือความเดียวดายอย่างไม่รู้จบสิ้นเมื่อผมเดินออกมาจากฝูงชน
ทุกวันนี้ เราพูดคุยกันตลอดเวลา เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายที่แสนสะดวกสบาย
เราเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่กันอย่างแออัด จนทำให้เราแทบจะไม่ได้อยู่คนเดียว
ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่แนบชิดกัน
หากแต่ความอ้างว้างนั้นกลับทวีคูณ
และเรายังคงใฝ่หา “ผู้อื่น” มาบำบัดความเหงานั้นอยู่เช่นเดิม
ค่อยๆแสร้งทำเป็นหลงลืม …
…ช่องว่างที่อยู่กลางจิตวิญญาณ
สามัญ
ทำไมรูปปกใบไม้แดงมันกลายเป็นรูปหนังสือกุ๊กกิ๊กวะ…
Catalyst 14
สามัญ
เรื่อยมา…
หนึ่งห้วงเวลาแห่งชีวิต
มนุษย์วิ่งเข้าหามัน เพียงเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่เรา “ควร” จะเป็น
แต่สิ่งที่น่าฉงนก็คือ …ความสามัญนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็นมากที่สุดไปด้วย
…และก่อนที่เราจะรู้ตัว
เวลาก็หมดลง
เราทุกคนก็จะเลิกไขว่ขว้า
หลับตาลง …
…กลายเป็นซากศพธรรมดาๆ
มันมีอะไรที่ไม่ปรกติอยู่ในความธรรมดา
บางครั้งเราเลือกที่จะใช้มันเป็นเกราะกำบังจากความกลวงเปล่าที่อยู่ข้างใน แต่บางครั้งเราก็โยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อบำรุงภาพร่างแห่งอัตตา
บางเวลา เราปลอบใจตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเรานั้นปกติ หากแต่ในบางเวลา…ปัจจัยแห่งความสามัญที่ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรานั้นก็เป็นเหมือนคำด่าทอที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลชนิดไหนๆ
ไม่มีใครอยาก”ถูกมอง”ว่าธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากจะ “ผิดปกติ”
เหตุใดกันหนอ ทุกครั้งที่เรามองลึกลงไปในแก่นของวงจรเวลาที่เราได้รับมาในโลกใบนี้ แล้วเรามักจะเจอแต่ปัจจัยที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลกไร้สาระทุกครั้งไป
เราต้องการชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เป็นธรรมดาของคนทุกคน
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
“การยอมรับ” และ “ความแตกต่าง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
…แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
มองมุมหนึ่ง บางทีเราอาจล้วนแตกต่าง ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกที่ไม่มีใครเหมือนกันในจักรวาล
หากแต่มองอีกมุม เราอาจจะคล้ายคลึงกันเกินแยกแยะ เป็นเพียงเสี้ยวเศษหนึ่งของสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ
ความเป็นไปได้มีทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ในสายตาของจักรวาลนั้น ความแตกต่างของพวกเราคงจะมีน้อยเกินแยกแยะ หากแต่ในโลกของปัจเจกบุคคลที่มีแต่ตัวเราดำรงอยู่ สายตาของเราก็คงจะแยกตัวตนของตัวเราเองออกจากทุกๆคนที่เหลืออย่างชัดเจน
ทำไมเราถึงต้องการความธรรมดา?
ในการทำความเข้าใจคำถามนี้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์ที่จะลองมองย้อนกลับมาอีกคำถามหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่เรากำลังค้นคว้าอยู่ ณ ตอนนี้
อะไรคือความธรรมดา…
แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว มันอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมานั่งถกกันถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความธรรมดาในเชิงปฏิบัติ หากแต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของความธรรมดาก็คือตรงที่ความธรรมดานั้นเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบ
เฉกเช่นเดียวกับทุกสิ่งในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่ามีขั้วตรงข้าม
ธรรมดาเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความไม่ธรรมดา
สิ่งนี้เริ่มต้นจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เพ่งมองสรรพสิ่งในเชิงเทียบเคียงอย่างสม่ำเสมอ
สูง ต่ำ มืด สว่าง
ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งจ้องมองสิ่งที่คนอื่นทำตลอดเวลา ใช่ไม่ใช่ว่าเรานั่งนับจำนวนผู้คนที่มีพฤติกรรมเหมือนๆกันโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขดังต้องมนต์สะกด
ทำไมเราถึงต้องเดินข้ามธรณีประตูของวัด และทำไมการเหยียบมันถึงเป็นสิ่งที่ไม่พรึงกระทำ ทำไมพยางค์ที่สามในวรรคที่สองของกลอนแปด ถึงต้องสัมพันธ์กับพยางค์สุดท้ายของวรรคแรก ทำไมการใส่สูทถึงเป็นสิ่งที่สุภาพกว่าการใส่เสื้อยืด
เหตุใดผู้หญิงถึงไม่ควรสูบบุหรี่
เหตุใดจึงคนทุกคนถึงควรมีงานทำ
สิ่งเหล่านี้คือความธรรมดา… เช่นนั้นหรือ?
บางทีมันอาจจะไร้ประโยชน์ในระดับพอสมควรที่จะมานั่งถามคำถามเหล่านี้ หรืออาจเป็นได้ที่การตั้งคำถามนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเทียบเคียงสัจจะได้ก็คือ มีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริงของบรรทัดฐานทุกข้อที่เพิ่งกล่าวมา ส่วนพวกเราส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นอาจจะไม่เคยนึกเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่
ถึงแม้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ยังคงโอบกอดข้อกำหนดเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น เหมือนกับว่ามันเป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากได้
ทำไม…?
ก็ยังคงเป็นคำถามนี้เช่นเดิม
…
แล้วเหตุใดเล่า คนเราถึงต้องหวาดกลัวความสามัญ
ทั้งๆที่หมดชีวิตเราขยาดความแปลกแยก หากแต่ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวที่จะตายโดยไม่แตกต่าง
มันเหมือนกับการต่อสู้ระหว่างอัตตาและสัญชาตญาณทางสังคม
สุดท้ายคนเราก็ได้แต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่ต้องการที่สุดมาสวมวิญญาณตัวเอง
บางคนสวมเสื้อสีต่างๆ เพียงเพื่อให้รับรู้ได้ว่าความหมายนั้นได้มาเยือนชีวิตของตน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ต้องสวมเสื้อสีเดียวกับทุกคนก็ได้
บางคนเลือกประดับประดาอัตตาด้วยยศถาบารมี
ทั้งๆที่คนที่รักและเคารพเขาจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขามีตำแหน่งอะไร
…เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้แต่ตัวผมเองที่กำลังพูดเหมือนกับว่ามองทุละสัจจะชีวิตในทุกชั้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมวิจารณ์ไปมากนัก
เหตุผล…
..เพียงเพราะผมเป็นคน…
เช่นนั้นหรือ?
ความทุกข์ที่เกิดจากการไล่ล่าและหลีกหนีความสามัญนั้นช่างแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในรูปแบบที่อธิบายยาก
บางครั้งเราร้องไห้แทบเป็นแทบตายอยู่ภายใน แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด เพียงเพราะเราเชื่อว่าเรื่องที่เราทุกข์อยู่นั้นมันช่าง “แสนธรรมดา” และเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าเรา “มีชีวิต”
โอกาสในการหลุดพ้น หรือว่าเริ่มต้นใหม่นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของความปรารถนาสูงสุดของคนแทบจะทุกคน
แม้แต่คนบ้า ก็ยังอยากเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่คนที่อยู่สูงที่สุด ก็ยังคงหวาดกลัวการเลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่โอกาสนั้นไม่เคยมา
ได้แต่รอเวลา
ที่จะหลับตาลง …เหมือนกับคนทุกคน
สายใยและจุดกลวงๆ
ใครที่ถามคำถามตอบตามใจไว้ ผมจะตอบไว้ที่หน้า “ตอบคำถาม “ตอบตามใจ” (อยู่ข้างบนนี่นิ) นะครับ ไปดูกันได้นิ (หน้านี้จะ update เรื่อยๆนะ)
Catalyst 11
ใย
เมื่อเริ่มต้น…
เมื่อเริ่มต้น เราเริ่มจากจุดกลวงๆจุดหนึ่งในจักวาล
จุดกลวงๆที่เราทุกคนเคยเป็นไม่มีสีสันใดๆ ไม่มีลักษณะพิเศษประการไหนให้แบ่งแยก
ประโยคที่ว่า “คนทุกคนย่อมแตกต่างกัน” จะถูกโต้แย้งได้ก็แค่ตอนที่คนเราเป็นเด็กทารกเท่านั้น ณ ตอนที่เราเพิ่งเกิด เด็กน้อยคนที่นอนอยู่ข้างๆเราในโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ได้แลดูแตกต่างอะไรกับเราเลย มันยากที่จะบอกว่าเด็กแต่ละคนเป็นลูกใคร ไม่ว่าจะ จนหรือรวย โง่หรือฉลาด แม้กระทั่งหญิงหรือชาย ตอนเพิ่งเกิดก็แลดูเหมือนกันหมด
ดูไม่ออกแม้กระทั่งกับผู้ที่เป็นพ่อกับแม่
…เราเริ่มต้นจากจุดกลวงๆจุดเล็ก
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป การเดินทางที่ผ่านมาของเราทุกคน ก็ได้สร้างสายใยโยงเราเข้าหาจุดอื่นๆเต็มไปหมด จุดเล็กๆที่เคยกลวงทั้งหลาย บ้างก็ใหญ่ขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น บางจุดก็เต็มไปด้วยสีสันหรือลวดลายแปลกตา
และหากจะบอกว่าความเหนื่อยล้าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือการรักษาเส้นใยนับพันเส้นในชีวิตเอาไว้ และการพยายามไม่ให้จุดที่เราเป็นมีขนาดเล็กลงหรือว่ามีสีที่เราไม่ต้องการก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความจริงนัก
ความสัมพันธ์…
…
…เหนื่อยเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นน่าจะมีอยู่สามองศา
ความสัมพันธ์กับตัวเอง คือการสร้างความสมดุลระหว่างหน้ากากที่สวมใส่และจิตใจที่อยู่เบื้องลึก การกังขาในการกระทำของตน การถามไถ่ที่มาของความนึกคิด การควบคุมความอยากตัณหา รวมไปถึงการสร้างมายาคติ และการยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น คือสิ่งที่เราพูดหรือกระทำต่อผู้คนรอบข้าง ด่าทอหรืออ่อนโยน ใกล้ชิดหรือเหินห่าง คือความโกรธและเกลียดชังที่เรามี คือความอยากที่จะให้ผู้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราคิด ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครสักคนเป็นสุข ความรู้สึกเป็นสุขที่เห็นใครบางคนเป็นทุกข์ การเห็นผู้คนรอบข้างและยอมรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาเป็น รวมไปถึงการสร้างสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็น
ความสัมพันธ์กับโลก คือ การยึดถืออุดมการณ์บางประการ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโลก การบูชาความคิดหรือบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก ความซาบซึ้งในบทกวีจากต่างแดน การประกาศความคิดส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ การใฝ่หายศถาบรรดาศักดิ์ คือภาพของสังคมที่เรามองเห็น และสิ่งสังคมมองเห็นตัวเรา
….
หากเป็นเช่นนี้แล้ว
คำว่า “เสรี”
… เป็นไปได้หรือ
ความสัมพันธ์ เป็นถนนสองทาง
ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็คงเคยถูกคนที่เรารักเรียกร้องให้เราทำอะไรซักอย่าง และในทางกลับกันเราทุกคนก็เคย “บังคับ” ใครบางคนในชีวิตของเราในนามของความรักและความห่วงใยมาก่อนเช่นกัน
แน่นอน คนทุกชาติศาสนาต่างถูกสอนมาว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามและบริสุทธิ์ ใครเล่าจะกล้าประณามว่าความรักนั้นคือภาระอันใหญ่หลวงที่มีเพียง”ความคาดหวังแห่งความสุข”มารองรับ แต่ในความเป็นจริง มีน้อยครั้งที่ความรักจะนำมาซึ่งความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
หากผมลองคิดดูเล่นๆ…
หากผมมีลูก และหากลูกเรียนได้เกรดสี่หมดทุกวิชา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขไหม
หากผมมีภรรยา ผมก็คงจะบอกว่าเธอห้ามนอกใจผม ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าเรื่องของการรักเดียวใจเดียวนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่กรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สุดก็เป็นได้
ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้นประหลาดพอควร หากลองเปิดใจให้กว้างและสำรวจตัวเองดู เราจะพบว่าเราตกหลุมรักผู้คนมากมายตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เรากลับหวังให้คนที่เรารักนั้นรักเราแค่คนเดียว พอบวกเข้าไปกับกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยประเพณีและวัฒนธรรมทั้งหลาย ก็ทำให้การรักคนหลายคนพร้อมกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องชั่วช้าสามารกันไปเลย และแน่นอนว่าตัวผมเองก็ยังคงไม่ได้หลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวนี้
ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องหน้าแปลกที่คนเราไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตามธรรมชาติของมนุษย์ได้
…อาจเพียงเพราะข้อจำกัดที่ขังเราอยู่นั้น เป็นมโนภาพที่สวยงามเสียเหลือเกินสำหรับมนุษย์ทุกคน
ลองคิดต่อ… ความรักอาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งสายสัมพันธ์มากมาย แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของความสัมพันธ์ของจุดทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความรักเพียงอย่างเดียว
อย่างที่กล่าวไป… คนเราตั้งเงื่อนไขทั้งกับโลกและกับตัวเอง และในขณะเดียวกันโลกและตัวคุณเองก็ตั้งเงื่อนไขมากมายกับคุณ
“ทำไมอ้วนขึ้น”
“ทำไมช่วงนี้โทรมจัง”
“ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ”
เอาเข้าจริงๆ เราทักกันแบบนี้จนเคยชินโดยมิได้ระลึกกันว่าคำพูดดังกล่าวมันมีผลอย่างไรต่อความคิดและการกระทำของผู้รับฟังบ้าง
จากจุดกลวงๆเล็กๆ เรากลายเป็นรูปทรงรูปร่างประหลาดแตกต่างกันไป และเราทุกคนก็มีความเข้าใจต่างกันว่ารูปทรงที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร และโดยที่ไม่รู้ตัว คนเรานั้นไม่เคยหยุดยึดถือมายาคติในรูปลักษณ์ที่ตัวเองและโลกทั้งใบควรจะเป็น
สำหรับกรณีของผม
บางครั้งผมก็ลงโทษตัวเองทางความรู้สึกในระดับที่มากมายเสียเหลือเกินกับเรื่องราวเล็กๆที่ผมรู้ว่าคนอื่นๆคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย และบางครั้งผมก็นั่งฝันกลางวันไปกับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็นและในขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองอย่างมีตรรกะเพื่อให้ยอมรับได้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
และในโลกของผม บางครั้งผมก็พยายามสั่งโลกให้เข้าใจผม (และล้มเหลวในกรณีนั้น) บางครั้งคนที่ผมไม่เคยรู้จักก็พยายามมากเหลือเกินที่จะเอาตัวผมไปทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ บางครั้งผมก็พยายามเปลี่ยนแปลงสังคม และบางครั้งผมก็พบว่าน้ำหนักของความคาดหวังจากสังคมในสิ่งที่ผมได้สัญญานั้นกำลังทับผมให้ตายทั้งเป็น
“ความคาดหวัง”
คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ทั้งปวงในระดับพื้นฐานได้มากที่สุด
และผมก็คาดหวัง
คาดหวังว่าคนทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้จะเคยรู้สึกอย่างที่ผมเคยกันทุกคน เพียงเพื่อหลีกหนีสมมุติฐานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกลจริตตั้งแต่วัยหนุ่ม เพียงเพื่อให้ผมได้อุ่นใจ ว่าที่คนเรายังคงทำร้ายตัวเอง และยังคงทำร้ายกันและกันอยู่ทุกวันด้วยสายใยนับล้านเส้นที่โยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์
…
เห็นไหมครับขนาดนักเขียนยังมีความสัมพันธ์กับคนอ่านเลย
บางครั้งผมก็ลองนั่งคิดเล่นๆ ว่าทำเยี่ยงไรคนเราถึงจะกลายเป็นปัจเจกที่หลุดพ้นจากข้อเรียกร้องทุกข้อของความสัมพันธ์ได้ กลับไปเป็นจุดเล็กๆกลวงๆเหมือนดังเดิม
จะอยู่เป็นโสดหรือหนีออกจากบ้าน ก็คงจะโดนคนอยู่ซอยเดียวกันว่าเป็นพวกแหลกเหลว ตดเหม็น ไม่มีใครเอา
หากจะออกไปอยู่ป่าคนเดียว ก็คงจะไม่แคล้วต้องสู้กับตัวเองอีกคนที่อยู่ในหัวอยู่ดี
…สรุปแล้วก็คงจะไม่มีทาง
แต่จริงๆแล้วผมก็เคยได้ลิ้มรสเสรีภาพมาก่อน
แต่ผมก็ดันจำไม่ได้ว่าตอนเพิ่งเกิดผมรู้สึกอย่างไร
น่าเสียดาย…
-
Archives
- October 2009 (1)
- September 2009 (1)
- August 2009 (1)
- June 2009 (1)
- April 2009 (1)
- March 2009 (2)
- February 2009 (1)
- January 2009 (1)
- December 2008 (2)
- November 2008 (1)
- October 2008 (1)
- September 2008 (2)
-
Categories
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



